GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การค้าระหว่างประเทศในเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ความรู้เบื้องต้นกับการค้าระหว่างประเทศ

การค้าระหว่างประเทศ คืออะไร? คือ การค้าข้ามประเทศหรือข้ามพรมแดนซึ่งมีได้ทั้งการค้าขาออก ( Out bound) ซึ่งหมายถึง การที่รัฐส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในต่างประเทศและการค้าขาเข้า (In bound ) ซึ่งหมายถึง การที่รัฐนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นกฎหมายการค้าระหว่า่งประเทศจึงมีทั้งกฎหมายระหว่า่งประเทศและกฎหมายภายในประเทศที่กำกับและควบคุมพฤติกรรมของรัฐที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ

ทำไมต้องมีการค้าระหว่างประเทศ? ประการแรกก็เพราะว่าแต่ละประเทศนั้น มีทรัพยากร ปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกัน ผลผลิตของแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไปด้วย ความต้องการสินค้าของผู้คนในแต่ละประเทศก็อยากจะได้สิ่งที่แปลกใหม่ในสิ่งที่ประเทศตัวเองนั้นไม่มีหรือมีแต่ไม่พอใจจึงมีความจำเ็ป็นที่จะต้องมีการค้าระหว่างประเทศขึ้นเช่น ไทยต้องซื้อน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง เป็นต้น

อีกประการหนึ่งคือ ความสามารถในการผลิตแตกต่างกัน โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและความรู้ในด้านการผลิต ถึงแม้ว่าจะมีทรัพยากรที่แตกต่างกันไม่มากก็ตาม ในด้านนี้นั้นจะสะท้อนออกมาในด้านต้นทุนของการผลิตทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของแต่ละประเทศนั้นต่างกัน  การค้าระหว่างประเทศที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นก็คือการให้แต่ละประเทศเลือกผลิตสินค้าที่ตนเองทำได้ดี แล้วค่อยมาทำการค้ากัน

การค้าระหว่างประเทศนั้นใช่ว่าจะค้าอยู่กับแค่ประเทศนั้นๆประเทศเดียว  แต่ละประเทศก็มีประเทศคู่ค้ามากมายหลายประเทศ อย่างประเทศไทยนั้นก็มีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เช่น อาเซียน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป เป็นต้น

การวัดความเปิดของแต่ละประเทศภาคการค้าระหว่า่งประเทศนั้นจะดูที่มูลค่าการค้าระหว่า่งประเทศเทียบกับผลิตภัณฑ์ภายในประเทศเบื้องต้น(GDP)ว่าคิดเป็นอัตราเท่าใด เราเรียกว่าการหาดัชนีการเปิดประเทศ (Index of Openess) วิธีการคือ เอามูลค่าการส่งออก (X) รวมกับมูลค่าการนำเข้า (M) แล้วหารด้วย GDP แล้วคิดออกมาตามร้อยละตามความสัมพันธ์ = (X+M)/GDP ได้เท่าใดแล้วคูณด้วย100

ดัชนีการเปิดประเทศจะเป็นตัวสะท้อนถึงมูลค่าการค้าระหว่า่งประเทศซึ่งถ้ามีมากก็แสดงว่าเปิดประเทศมากนั่นเอง ประเทศที่เปิดประเทศมากก็จะทำให้นักลงทุนหรือประเทศคู่ค้าอื่นๆที่ได้เห็นมูลค่าดังกล่าวแล้วมีความสนใจที่จะทำการค้ากับประเทศนั้นๆมากขึ้น  แต่การเปิดประเทศมากหรือน้อยนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่จะแสดงว่าดุลการค้าของประเทศนั้นจะเกินดุลหรือขาดดุลการค้าและการเปิดประเทศมากขึ้นหรือน้อยลงนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่แสดงว่าจะทำให้ GDP ของประเทศนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างไร

     กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Law)

ในยุคแรกนั้นจะอยู่ในรูปของประเพณี (Tradition)หรือทางปฏิบัติ (Usage) ระหว่างประเทศที่พ่อค้าถือปฏิบัติต่อๆกันมาในการค้าขายข้ามพรมแดนระหว่างกันเท่าันั้น ซึ่งมีปริมาณน้อยและมักจำกัดอยู่แค่การค้าชายแดนเท่านั้น  ส่วนใหญ่กระทำในรูปของการแลกเปลี่ยนสินค้าที่เรียกว่า Barter Trade จึงไม่ค่อยมีความยุ่งยากมากนัก หลักเกณฑ์ต่างๆสำหรับใช้บังคับสามารถกำหนดกันเองได้โดยที่รัฐไม่ต้องเข้ามามีส่วนร่วม จึงมีลักษณะเป็นกฎหมายพ่อค้าหรือที่เรียกว่า "LEX MERCATORIA" หรือ Law Merchant หรือ Mercantile Law หรือ Loi Marchande

แต่เมื่อการขนส่งและการคมนาคมเจริญก้าวหน้าและพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มีการติดต่อไปมาหาสู่ทำการค้าระหว่างประเทศกันมากขึ้น การค้าระหว่างประเทศจึงได้เพิ่มขึ้นทั้งในด้านปริมาณ (Volume) และความถี่ (Frequency) โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตามบริเวณชายแดนเหมือนแต่ก่อนยิ่งกว่านั้นยังมีการสร้างกลไกที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่การค้าระหว่างประเทศในรูปต่างๆขึ้นมา เช่น การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศและการใช้โทรคมนาคมในการติดต่อทำธุรกิจระหว่างประเทศด้วย  เป็นเหตุให้การค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนรูปแบบจากการแลกเปลี่ยนสินค้ามาเป็นการซื้อขายสินค้าด้วยเงินตราหรือตั๋วเงิน (Negotiable instuments) ในรูปต่างๆเช่น เช็ค หนังสือสัญญาจะใช้เงิน (Promissory Note) และมีการเปิด L/C (Letter of Credit)

ปัญหาที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศจึงมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนขึ้นเป็นอย่างมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐเห็นว่าการค้าระหว่างประเทศมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติได้เป็นอย่างมาก รัฐจึงยื่นมือเข้ามามีบทบาทในการค้าระหว่างประเทศในลักษณะต่างๆกัน เช่น ในรูปของการใช้มาตราการกัีดกันสินค้าจากต่างประเทศเพื่อปกป้องสินค้าในประเทศ (Protectionism)  การจำกัดปริมาณการนำเข้า (Quota) หรือในรูปของการให้การอุดหนุน (Subsidies) เป็นต้น และยังมีการค้าและการลงทุนในประเทศของกันและกัน จึงทำให้เกิดปัญหายุ่งยากใหม่ๆขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับความขัดกันของกฎหมาย (Conflicts of Law)  ดังนั้นรัฐจึงต้องยื่นมือเข้ามาประมวล พัฒนาและสร้างหลักกฎหมายการค้าระหว่างประเทศขึ้นมาเพื่อให้มีความแน่นอนและชัดเจน รวดเร็วทันต่อความต้องการและความจำเป็นในกิจการการค้าระหว่างประเทศโดยนานาชาติส่งผู้เชี่ยวชาญทางการค้าระหว่างประเทศและทางกฎหมายระหว่างประเทศเข้าร่วมประชุมในองค์การและสถาบันระหว่างประเทศที่รับผิดชอบในเรื่องกฎหมายการค้าระหว่า่งประเทศ เช่น UNCITRAL , UNCTAD, GATT, WTO ,UNIDROIT เป็นต้น เพื่อเจราจาและร่วมกันยกร่างหลักกฎหมายการค้าระหว่า่งประเทศขึ้นมาจึงทำให้สามารถแก้ปัญหาใหม่ๆในการค้าระหว่างประเทศได้

  กฎหมายการค้าระหว่า่งประเทศ (International Trade Law) มีอยู่ 2 ระดับคือ 1. ส่วนที่ใช้บังคับต่อรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศภาคมหาชน (Public International Law) ที่ควบคุมและกำกับพฤติกรรมทางการค้าระหว่า่งประเทศของรัฐในความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ซึ่งเจรจายกร่างและประมวลไว้ในรูปของกฎหมายแม่บทว่าด้วยพิกัดศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade -GATT) ซึ่งในปัจจุบัน ได้ถูกนำมารวมไว้เป็นหลักการขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO)

2.ส่วนที่ใช้บังคับต่อภาคเอกชนกับธุรกรรม(Transactions) ระหว่างประเทศ ที่เจรจายกร่างและประมวลไว้ในรูปของอนุสัญญาต่างๆโดย UNCITRAL และ UNCTAD เพื่อเป็นกฎหมายแม่แบบ (Model Law) ให้รัฐนำไปออกเป็นกฎหมายในประเทศ ซึ่งนอกจากจะอยู่ในบังคับของกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแล้ว การค้าระหว่า่งประเทศยังต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายในประเทศด้วย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 41139
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

อยากทราบเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

การใช้คนจากสำนักงานใหญื

การใช้คนจากประเทศที่ไปลงทุน

การใช้คนจากประเทศที่3

ทำอย่างไรครับ