กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัว เรียกในภาษาอาหรับว่า "أَحْكَامُ الأُسْرَةِ " หมายถึง บรรดาหลักการที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของมนุษย์กับครอบครัว โดยเริ่มต้นจากการสมรส (اَلنِّكَاحُ) และสิ้นสุดด้วยการแบ่งมรดก นักกฎหมายอิสลามร่วมสมัยเรียกกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกว่า "اَلأَحْوَالُ الشَّخْصِيَّةُ "

บทที่  3

ครอบครัวและมรดก

                กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัว  เรียกในภาษาอาหรับว่า  "أَحْكَامُ الأُسْرَةِ " หมายถึง  บรรดาหลักการที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของมนุษย์กับครอบครัว โดยเริ่มต้นจากการสมรส  (اَلنِّكَاحُ)  และสิ้นสุดด้วยการแบ่งมรดก  นักกฎหมายอิสลามร่วมสมัยเรียกกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกว่า    "اَلأَحْوَالُ الشَّخْصِيَّةُ "

 

การนิกาหฺ

นิกาหฺ  (النِّكَاحُ) ตามหลักภาษาหมายถึง  การรวม  การมีเพศสัมพันธ์  หรือการทำข้อตกลง

นิกาหฺ  ตามหลักกฎหมายอิสลาม  หมายถึง  การผูกนิติสัมพันธ์สมรสระหว่างชายหญิง  เพื่อเป็นสามีภรรยาโดยพิธีนิกาหฺ 

นักนิติศาสตร์มูลฐานและนักภาษาศาสตร์ให้ความหมายนิกาหฺตามความหมายที่แท้จริง  (حَقِيْقِيّ)  คือ  การมีเพศสัมพันธ์ และความหมายเชิงโวหาร  (مَجَازِيّ)  คือการทำข้อตกลง  ส่วนทัศนะของนักกฎหมายอิสลามในมัซฮับทั้งสี่  คำว่า  นิกาหฺ  มีความหมายแท้จริงคือการทำข้อตกลง  และความหมายเชิงโวหารคือการมีเพศสัมพันธ์ 

ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้มีการนิกาหฺเพื่อสืบเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ  และสร้างความบริสุทธิ์ให้แก่คู่สามีภรรยาจากการฝ่าฝืนบัญญัติที่ศาสนาห้ามไว้  ตลอดจนเป็นการสร้างครอบครัวให้มีความสมบูรณ์ด้วยครอบครัวที่ยึดหลักคำสอนของศาสนาและศีลธรรมอันดีเป็นสิ่งควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัว

การนิกาหฺเป็นบัญญัติตามหลักการของศาสนาโดยมีหลักฐานจากตัวบทของอัล-กุรฺอาน  อัล-หะดีษ  และอิจญฺมาอฺ

หลักฐานจากอัล-กุรฺอาน  ดังปรากฏ ว่า

(#qßsÅ3R$$sù $tB z>$sÛ Nä3s9 z`ÏiB Ïä!$|¡ÏiY9$# 4Óo_÷WtB y]»n=èOur yì»t/â‘ur (

÷bÎ*sù óOçFøÿÅz žwr& (#qä9ω÷ès? ¸oy‰Ïnºuqsù ......... ÇÌÈ

               ความว่า  “ดังนั้นสูเจ้าทั้งหลายจงสมรสกับสตรีที่เป็นที่พึงพอใจสำหรับสูเจ้าทั้งหลาย  สองคน  สามคน  และสี่คน  ดังนั้นหากสูเจ้าทั้งหลายเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความเป็นธรรม  (ระหว่างพวกนางได้)  ก็จงสมรสกับสตรีคนเดียว”

(สูเราะฮฺอัน-นิสาอฺ  อายะฮฺที่  3)

                หลักฐานจากอัล-หะดีษ  ได้แก่รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  มัสอูด    ดังที่ปรากฎ ว่า 

"  يَامَعْشَرَالشَّبَابِ ،  مَنِ اسْتَطَاعَ مِنْكُمُ الْبَاءَةَ فَلَيْتَزَوَّجْ  ،  فَإنَّه أَغَضُّ لِلْبَصَرِ وَأَحْصَنُ لِلْفَرْجِ  ،  وَمَنْ لَمْ يَسْتَطِعْ  فَعَلَيْهِ بِالصَّوْم  فَإنَّه لَه وِجَاءٌ  "   متفق عليه

                ความว่า “โอ้บรรดาคนหนุ่มทั้งหลาย  ผู้ใดจากพวกท่านมีความสามารถในค่าใช้จ่ายของการสมรส  ผู้นั้นจงสมรสเถิด เพราะการสมรสเป็นสิ่งทำให้สายตานั้นลดต่ำลงเป็นที่สุด  และเป็นการป้องกันอวัยวะเพศได้ดีที่สุด  และผู้ใดไม่มีความสามารถ  ก็ให้ผู้นั้นถือศีลอดเถิด  เพราะการถือศีลอดคือการลดทอนกำหนัดสำหรับผู้นั้น” 

(รายงานพ้องกันโดยบุคอรีและมุสลิม)

                และประชาชาติมุสลิมต่างก็เห็นพ้องเป็นมติเอกฉันท์ว่าการสมรสเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติตามหลักการของศาสนา 

                อย่างไรก็ตาม  นักกฎหมายอิสลามได้พิจารณาถึงข้อชี้ขาดของการสมรสซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันไปตามสถานภาพและสภาวะของบุคคล  ดังนี้

(1)    เป็นสิ่งจำเป็น  (فَرْضٌ)  ในกรณีที่บุคคลมั่นใจว่าตนจะประพฤติผิดประเวณี  (اَلزِّنَا)     หากไม่ทำการนิกาหฺ และบุคคลผู้นั้นมีความสามารถในการจ่ายมะฮัรและค่าเลี้ยงดูภรรยา ตลอดจนดำรงสิทธิและหน้าที่ตามที่ศาสนากำหนดไว้

(2)    เป็นสิ่งต้องห้าม  (حَرَامٌ)  ในกรณีที่บุคคลมั่นใจว่าตนจะอธรรมต่อสตรีและประทุษร้ายต่อนางเมื่อเขาได้นิกาหฺกับนาง  โดยบุคคลผู้นั้นไม่สามารถรับภาระในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและผูกพันกับการนิกาหฺ

(3)    เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ  (مَكْرُوْهٌ)  ในกรณีที่เกรงว่าบุคคลนั้นคิดว่าจะมีพฤติกรรมดังข้อที่  2  แต่ไม่ถึงขั้นแน่นอนว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น  หรือบุคคลผู้นั้นมีข้อบกพร่อง  เช่น  ชราภาพ  มีโรคเรื้อรัง  เป็นต้น

(4)    เป็นสิ่งที่ส่งเสริม  (مُسْتَحَبٌّ)  ในกรณีที่บุคคลไม่มีสภาพหรือพฤติกรรมดังที่กล่าวมาใน  3  ข้อแรก  แต่นักวิชาการสังกัดมัซฮับชาฟิอียฺ  มีทัศนะว่าการนิกาหฺในกรณีนี้เป็นสิ่งที่อนุญาต  (مُبَاحٌ)  คือ  บุคคลนั้นมีสิทธิที่จะเลือกได้ระหว่างการนิกาหฺหรือไม่นิกาหฺ    และกรณีที่ไม่นิกาหฺแล้วใช้เวลาไปในการประกอบศาสนกิจและแสวงหาความรู้ก็ย่อมถือว่าดีกว่าการสมรส 

  

การสู่ขอหรือการหมั้น  (اَلْخِطْبَةُ)

การสู่ขอหรือการหมั้น  ในภาษาอาหรับเรียกว่า   " اَلْخِطْبَةُ "หมายถึง  การแสดงความจำนงในการนิกาหฺกับสตรีที่หมั้นหมาย  โดยแจ้งให้สตรีหรือผู้ปกครอง وَلِيٌّ))  ของนางทราบถึงสิ่งดังกล่าว  ซึ่งการแจ้งให้ทราบนี้อาจจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์โดยตรงจากฝ่ายชายผู้สู่ขอ หรือผ่านคนกลางก็ได้  ดังนั้นหากสตรีผู้ถูกสู่ขอหรือครอบครัวของนางตอบตกลง  การสู่ขอหรือการหมั้นระหว่างบุคคลทั้งสอง  (คือฝ่ายชายและฝ่ายหญิง)  มีผลสมบูรณ์  ซึ่งจะมีผลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับหลักการศาสนาตามมา

 

คุณสมบัติของสตรีที่ควรได้รับการสู่ขอ  (اَلْمَخْطُوْبَةُ)

(1)  เป็นสตรีที่เคร่งครัดในศาสนา

(2)  เป็นสตรีที่ให้กำเนิดบุตรได้หลายคน

(3)  เป็นสตรีโสดที่ไม่เคยผ่านการนิกาหฺมาก่อน

(4)  เป็นสตรีมาจากครอบครัวที่เป็นที่ทราบกันว่าเคร่งครัดในศาสนาและมีความพอเพียงในการดำเนินชีวิต

(5)  มีชาติตระกูลที่ดี

(6)  มีรูปโฉมงดงาม

(7)  เป็นสตรีอื่นที่มิใช่ญาติใกล้ชิด

(8)  มีความเหมาะสมกัน

 

เงื่อนไขที่อนุญาตให้ทำการสู่ขอมี  2  ประการ  คือ 

(1) สตรีที่ถูกสู่ขอไม่เป็นที่ต้องห้ามตามศาสนบัญญัติ  กล่าวคือ  สตรีผู้ถูกสู่ขอต้องมิใช่สตรีที่ห้ามฝ่ายชายสมรสด้วยไม่ว่าจะเป็นการห้ามตลอดไป  (مُؤَبَّدٌ)  เช่น  พี่สาว,  น้องสาว,  ป้า  หรือ  น้าสาว  เป็นต้น  หรือเป็นการห้ามชั่วคราว  (مُؤَقَّتٌ)  อาทิเช่น  พี่สาวหรือน้องสาวของภรรยา,  ภรรยาของชายอื่น,  สตรีที่ยังคงอยู่ในช่วงเวลาครองตน  (عِدَّةٌ)  จากการหย่าของสามีที่สามารถคืนดี  (رَجْعَةٌ)  ได้  เป็นต้น

(2)  สตรีที่ถูกสู่ขอนั้นจะต้องไม่เป็นสตรีที่ถูกสู่ขอมาก่อน  กล่าวคือ  ไม่อนุญาตให้สู่ขอสตรีที่ถูกสู่ขออยู่ก่อนแล้ว   ซึ่งเรียกว่า    การสู่ขอทับซ้อน  (اَلْخِطْبَةُ عَلَى الْخِطْبَةِ)  ทั้งนี้เมื่อมีการตอบรับการสู่ขออย่างชัดเจนแก่ชายผู้สู่ขอก่อนแล้ว  ยกเว้นด้วยการอนุญาตของชายผู้สู่ขอก่อนหรือชายผู้สู่ขอก่อนไม่ถูกตอบรับการสู่ขอ  การสู่ขอในกรณีนี้ไม่เป็นที่ต้องห้าม  ซึ่งการเป็นที่ต้องห้ามในที่นี้หมายถึง  มีบาป  มิได้หมายความว่าการสมรสที่เกิดขึ้นจากการสู่ขอทับซ้อนของชายผู้สู่ขอคนที่สองนั้นเป็นโมฆะแต่อย่างใดตามทัศนะของปวงปราชญ์ 

 

สำนวนในการสู่ขอแบ่งเป็น  2  ชนิด  คือ

(1)  สำนวนที่ชัดเจน  (اَلتَّصْرِيْحُ)  หมายถึง  การใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนในการบ่งถึงความจำนงในการนิกาหฺ  เช่น  “ฉันต้องการจะนิกาหฺกับเธอ”    “เมื่อช่วงเวลาการครองตน  (عِدَّةٌ)  ของเธอสิ้นสุดลง  ฉันจะนิกาหฺกับเธอ”  เป็นต้น

(2)  สำนวนที่กำกวม  (اَلتَّعْرِيضُ)  หมายถึง  การใช้ถ้อยคำที่สามารถตีความได้ว่ามีความจำนงในการนิกาหฺหรือไม่นิกาหฺก็ได้  เช่น  กล่าวกับสตรีที่อยู่ในช่วงเวลาครองตน   ว่า  “เธอเป็นคนสวย”  หรือ  “บางทีอาจมีคนสนใจเธอน่ะ”  เป็นต้น

ตามหลักการของศาสนา  อนุญาตให้ใช้สำนวนทั้ง  2 ชนิดได้  เมื่อปรากฏว่า  สตรีผู้ถูกสู่ขอปลอดจากการสมรสและช่วงเวลาการครองตน    ตลอดจนไม่เป็นบุคคลต้องห้ามในการสมรสด้วย  ส่วนในกรณีที่สตรีผู้นั้นเป็นสตรีที่อยู่ในช่วงการครองตนเนื่องจากสามีเสียชีวิต  หรือการหย่าแบบบาอินไม่ว่าบาอินเล็กหรือบาอินใหญ่  อนุญาตให้สู่ขอด้วยสำนวนที่กำกวมได้เท่านั้นตามทัศนะของปวงปราชญ์  ส่วนในกรณีที่สตรีผู้นั้นเป็นภรรยาของชายอื่น  หรือเป็นสตรีที่ห้ามสมรสด้วย  หรือเป็นสตรีที่ยังคงอยู่ในช่วงการครองตน    เนื่องจากการหย่าแบบที่สามีสามารถคืนดี    ได้  ถือว่าเป็นที่ต้องห้ามในการสู่ขอนางไม่ว่าจะใช้สำนวนชนิดใดก็ตาม  

อนึ่งตามศาสนบัญญัติอนุญาตให้ทำความรู้จักกับสตรีที่จะถูกสู่ขอจากสองแนวทางเท่านั้น  คือ

(1)  โดยการส่งสตรีที่ผู้สู่ขอมีความวางในใจตัวนางให้ไปดูตัวสตรีที่จะถูกสู่ขอ  แล้วสตรีผู้นั้นบอกเล่าถึงคุณลักษณะของสตรีที่จะถูกสู่ขอให้ชายผู้สู่ขอทราบและฝ่ายหญิงก็สามารถกระทำเช่นเดียวกันได้ด้วยการส่งชายผู้หนึ่งไปดูตัวฝ่ายชาย

(2)  ฝ่ายชายผู้สู่ขอมองดูสตรีที่จะถูกสู่ขอโดยตรง  เพื่อรู้ถึงสภาพความงามและความสมบูรณ์ของร่างกาย  โดยให้ฝ่ายชายมองดูใบหน้า  ฝ่ามือทั้งสองและส่วนสูงของฝ่ายหญิง  ทั้งนี้ใบหน้าจะบ่งถึงความงาม  สองฝ่ามือจะบ่งถึงความสมบูรณ์ของร่างกายหรือความบอบบางและส่วนสูงจะบ่งว่านางเป็นคนสูงหรือเป็นคนเตี้ย  นักวิชาการสังกัดมัซฮับชาฟิอียฺระบุว่า  :  การมองดูของฝ่ายชายผู้สู่ขอยังสตรีนั้นสมควรเกิดขึ้นก่อนหน้าการสู่ขอ  และการมองดูนั้นควรเป็นไปอย่างลับ ๆ โดยที่ฝ่ายหญิงหรือครอบครัวของนางไม่รู้  ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาเกียรติของฝ่ายหญิงและครอบครัวของนาง  ดังนั้นเมื่อฝ่ายหญิงเป็นที่พึงพอใจสำหรับฝ่ายชายก็ให้ฝ่ายชายทำการสู่ขอโดยไม่สร้างความลำบากใจให้แก่นางและครอบครัวของนาง  ซึ่งการมองดูสตรีที่จะถูกสู่ขอนี้จะเป็นไปด้วยความยินยอมของนางหรือไม่ก็ตาม 

 

ผลสืบเนื่องจากการสู่ขอ

การสู่ขอหรือการหมั้นมิใช่การนิกาหฺ  แต่เป็นเพียงข้อสัญญาว่าจะมีการนิกาหฺ  จึงไม่มีผลใด ๆ จากหลักการนิกาหฺเกิดขึ้นตามมา  ไม่ว่าจะเป็นการอยู่สองต่อสองกับสตรีผู้ถูกสู่ขอ  หรือการไปไหนมาไหนกันสองต่อสอง  ทั้งนี้เพราะสตรีผู้ถูกสู่ขอยังคงเป็นหญิงอื่นที่ศาสนาห้ามจากการกระทำสิ่งข้างต้น

 

การยกเลิกการสู่ขอ

นักวิชาการส่วนใหญ่มีทัศนะว่าอนุญาตให้ฝ่ายชายผู้สู่ขอ  หรือฝ่ายหญิงที่ถูกสู่ขอ  ยกเลิกการสู่ขอหรือการหมั้นได้  ในกรณีที่มีความจำเป็น  ส่วนในกรณีที่มีการมอบของขวัญหรือของกำนัลให้แก่ฝ่ายหญิงที่ถูกสู่ขอ  หากมีการยกเลิกการหมั้นในภายหลัง  ฝ่ายชายไม่มีสิทธิในการขอคืนสิ่งดังกล่าว  ทั้งนี้เพราะของขวัญหรือของกำนัล  (هَدِيَّةٌ)  มีข้อชี้ขาดเช่นเดียวกับฮิบะฮฺนั่นเอง 

 

องค์ประกอบหลักของการทำข้อตกลงนิกาหฺ

การทำข้อตกลงนิกาหฺ    มีองค์ประกอบหลัก  5  ประการ  คือ

1)  ฝ่ายชาย  (เจ้าบ่าว)

2)  ฝ่ายหญิง  (เจ้าสาว)

3)  ผู้ปกครองฝ่ายหญิง  (وَلِيٌّ)

4)  พยาน  2  คน

5)  การกล่าวคำเสนอ  (إِيْجَابٌ)  และคำสนองรับ  (قَبُوْلٌ)