"ไหใหญ่ล้น ไหน้อยบ่เต็ม"

ความฝันของพระเจ้าประเสนธิโกศล ที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้พยากรณ์เป็นพุทธทำนายไว้เมื่อกว่าสองพันปีที่แล้ว

เป็นปกติของสภาวะ "กึ่งพุทธกาล" ที่ประชาชนยากจนนั้นแล้งแค้น แต่คนรวยก็รวยล้นฟ้า

อันที่จริงแล้ว การยกเรื่องราวร้าย ๆ ขึ้นมาตีแผ่ในหนังสือพิมพ์และนักวิชาการนำมาเขียนเป็นบทความนั้น เป็นเพียงหนึ่งเรื่องจากอีกเก้าสิบเก้า เรื่องราวที่ "ดี ๆ"

หากเราเป็นบุคคลที่มองโลกในแง่ดีเราจะเห็นความเป็นชุมชนแห่งการ "แบ่งปัน"

ชุมชนไทยมิได้เลวร้ายอย่างที่หนังสือพิมพ์อยากจะเขียนข่าวเพื่อขายเศษกระดาษเปื้อนน้ำหมึก

เรื่องดี ๆ ไม่มีราคา แต่เรื่องชั่ว ๆ มักมีราคาเสมอ

นักวิชาการไทยสายรับใช้สังคม มีหน้าที่ตีแผ่ความดีที่ยังมีอย่างเหลือล้นในสังคมไทย

หากตีแผ่การกระทำผิดของคนที่พลั้งพลาดขาดสติอันเป็นการกระทำเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิต แล้วตีเหมาว่าประเทศเราเลวเสียหมด การมีทรัพยากรธรรมชาติมาก ๆ เป็นต้นเหตุแห่งความหายนะทั้งหมดนั้น คงจะเป็นการใส่ร้าย "คนไทย" ด้วยกันจนเกินไป

ถึงแม้หากเราจะถามคนที่ทำความผิดในวันที่เขาทะเลาะกันอย่างที่ข่าวหนังสือพิมพ์ลง ในวันนี้ ก่อนที่เขาได้ทำความผิด เขาเคยทำความดีบ้างไหม วันก่อนที่เขาเคยทำความผิด เขาเคยทำความดีบ้างไหม เดือนก่อน ปีก่อน ๆ เขาเคยทำคามดีบ้างไหม หรือเขาเคยแต่กระทำความชั่วมาทั้งชีวิต

คนเรามีชีวิตอยู่ในหนึ่งปี 365 วัน มีเพียงนาทีหนึ่งของหนึ่งวันที่พลั้งเผลอ "สติหาย" ได้กระทำความผิด แล้วสังคมจะตัดสินว่าเขาเลวมาทั้งชีตกระนั้นหรือ

ในทางเดียวกัน คนที่ทำความผิดเพียงคนเดียว เราจะมาตัดสินคนไทยทั้งหกสิบล้านชีวิตกระนั้นหรือ

หรือแม้ถ้าหากเขากระทำความผิด เขาเลว เขาชั่ว เราในฐานะคนไทยด้วยกันมิใช่มีหน้าที่ช่วยเหลือ แบ่งปัน "น้ำใจ" และ "ความเมตตา" ให้กันและกัน เพื่อให้เขากลับมาเป็นสมาชิกที่ดีใน "สังคมไทย...?"

เมื่ออ่านบทความแล้ว รู้สึกรันทดใจถึงมุมมองของนักวิชาการต่อสังคมไทยว่าทำไมถึงมองคนไทยซึ่งเป็นสายเลือดเดียวกันได้อย่างเลวร้ายเช่นนั้น

เมื่อนักวิชาการมองภาพของวิถีชีวิตไทยแบบในน้ำมีปลา ในนามีข้าวว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย ในอนาคตใกล้ ๆ คงจะเปลี่ยนเมืองไทยเป็นอิฐ หิน ปูน ทราย ทั้งหมด

เมื่อทรัพยากรมาก ๆ เป็นสิ่งที่เลวร้าย ก็สมควรที่จะตัดไม้บนภูเขาเสียให้หมด เอาไม้มาสร้างบ้าน เปิดสัมปทานเพื่อการส่งออก หาเงิน หาทองเข้าประเทศมาก ๆ

ชาวบ้าน ชาวเมืองไม่ต้องอยู่บ้าน อยู่ช่องกัน ออกไปขายแรงงานยังต่างชาติให้หมด

ข้าวไม่ต้องปลูก ตั้งหน้าตั้งตาเรียน หาเงิน แล้วไปซื้อข้าวเขากิน

กุ้ง หอย ปู ปลา ไม่ต้องเลี้ยง ไม่ต้องจับ ซื้อโปรตีน ซื้อวิตามินบีรวมกินแทน

หากมองเกษตรกรเป็นคนเลว คงจะมองนักการเมืองเป็นคนดี

นักการเมืองคงจะเป็นบุคคลที่ใจซื่อ มือสะอาด เพราะประวัติศาสตร์นักการเมืองไทยที่ทำผิดแล้วถูกกฏหมายตัดลงโทษอย่างจริง ๆ จัง ๆ นั้นมีเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าเกษตรกรเยอะ

เมื่อตัวเลขนักการเมืองที่ติดคุก น้อยกว่าเกษตรกรที่ติดคุกนั้นสามารถวิเคราะห์ได้ว่า เกษตรกร "เลว" กว่านักการเมืองอย่างนั้นหรือ

ผู้ร้ายที่สวมสูทที่คอยปล้นเงิน ปล้นดอกเบี้ยจากเกษตร นั่งนอนอยู่บนความทุกข์ของชาวนา ชาวไร่ ทำนาบนหลังของชาวนาไทยเป็นคนดีใช่หรือไม่...?

ถ้าการผันน้ำเข้านามีปัญหา ไม่มีใครเคยมองว่า เจ้าหน้าที่กรมชลประทานที่มีเงินเดือนหลายพัน หลายหมื่น มีความผิดเพราะไม่มี "ปัญญา" จัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

ต้องให้เกษตรกรคนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ตัดสินปัญหากันด้วยตนเอง

คนที่เรียนหนังสือมาสูง ๆ เงินเดือนมาก ๆ ความรู้เยอะ ๆ ก็ลอยตัวไป ไม่ต้องใส่ใจอะไรถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน

ประเทศของเราทำไมมองกันสั้น ๆ มองแต่คนที่ทำความผิดคาเขาคาหนังเท่านั้นที่เป็นคนเลว

คนที่สวมสูทผูกไทด์โก้นั่งในห้องแอร์กินแต่ภาษีประชาชนแล้วไม่ยอมนำตัวนำใจตนมาทำความดี เป็นคนที่เลิศประเสริฐศรีใช่หรือไม่...?

ถ้า คำสาปแช่งจากการมีทรัพยากร (Resource Curse)

มีจริง ข้าพเจ้าขอเติมความจริงลงไปอีกสักหน่อยถึงว่าเป็น "

คำสาปแช่งจากการมีทรัพยากรมนุษย์เลว ๆ (Bad Human Resource Curse)

มนุษย์ที่เรียนสูง ๆ ที่คิดว่าตนมีความรู้เยอะ ๆ ทำงานกินข้าวที่มาจากภาษีประชาชน ที่ไม่ยอมอุทิศตนในการทำงาน

ทรัพยากรมนุษย์ที่ทำงานที่ในหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป่า เป็นไม้ เป็นดิน เป็นฟ้า เป็นอากาศ เขาเหล่านี้แหละคือ คำสาปแช่งจากการมีทรัพยากรมนุษย์ที่ "เห็นแก่ตัว"

พี่น้องเกษตรกรเขาต้องปากกัด ตีนถีบ ดิ้นรนทำมาหากิน อาบเหงื่อต่างน้ำ ทำงานหนัก ก็ถูกทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้คอยเอารัด เอาเปรียบ

เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าไปส่งเสริมก็มีแต่หาผลประโยชน์ หายศ หาตำแหน่ง

พอเงินใครทำความผิดหน่อยก็คอยรีด คอยไถ

ทรัพยากรมนุษย์ที่ทำความผิดเหล่านี้ไปคนดีใช่หรือไม่ ถึงมองเกษตรกรไทยเป็น "คนเลว"

คนเราต้องดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอด

จะว่าเขาเมาเหรอ กินเหล้า ไม่มีสติเหรอ

คนผลิตเหล้าเห็นรวยเอา รวยเอา ไม่เห็นมีใครไปให้โทษเขาบ้างว่าเป็นคนที่ทำสังคมไทยให้ล่มจม

เมื่อรัฐวิสาหกิจที่ทำรายได้เป็นลำดับต้น ๆ คือ โรงงานสุรา และโรงงานยาสูบ แล้วเราจะมีงบรณรงค์เพื่อรักษาสุขภาพกันไปทำไม

คนในสังคมไทยนี้ก็แปลก คนผลิตสินค้าเพื่อมาฆ่าคนไม่ผิด ฆ่าคนทั้งประเทศ โรคปอด โรคมะเร็ง โรคเส็งเคร็ง อะไรต่ออะไร พวกคนผลิต คนขาย "ไม่ผิด"

แต่คนที่ฆ่าคนคนเดียว เอาไป เอาตาย มิหนำซ้ำกลับเป็นมาตรฐานที่วัดคนไทยทั้งประเทศ

เมื่อกฏหมายยังให้โอกาสคนกระทำผิดมากให้รับผิดน้อย หรือไม่ได้รับผิดเลย สังคมไทยก็เลวร้ายอยู่เช่นนี้

คนที่ฉลาด เรียนสูง สามารถนำสุรา นำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาขายแล้วทำลายสุขภาพของคนไทยไม่มีความผิด แล้วแถมมีชีวิตที่หรูหรา ฟู่ฟ่า มีหน้า มีตา ในสังคม

คนจน ๆ ที่ต้องอับจนหนทาง น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง แหงนหน้าขึ้นมาก็เจอข้าราชการเช้าชาม เย็นชามอีก

จะมีนักวิชาการเข้าไปช่วยหน่อย ก็คอยแต่จะเอาทฤษฎีต่างประเทศเข้าไปอัด เห็นชุมชนเป็นหนูทดลองทฤษฎี เป็นอย่างนี้คนไทยก็ชีช้ำกระหล่ำปลีตลอดไป...

ที่มาจากบันทึก

พึงภูมิในใน "ความเป็นไทย..."