เวทีเสมือนจริง เวที ลปรร บนโลกไซเบอร์

         เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553  ที่ผ่านมา  ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เล่าเรื่อง ...อะไรก็ได้  ที่เป็นการเชิญชวนให้เพื่อนๆในองค์กร  เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนเสมือนจริง  บนโลกไซเบอร์ใบนี้   

         ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร... รู้แต่ว่าคงจะไม่ง่ายที่จะให้ทุกๆคนเข้ามาร่วม ลปรร ในชุมชนอย่าง G2K แห่งนี้  เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเคยเชิญชวน  เคยสมัคร  เคยสาธิตให้แล้ว  ใหม่ๆบางคนก็สนใจ   แต่ไม่นานก็จาง..หายไป   ด้วยเหตุผลที่คล้ายๆกัน    คือ ...

...ไม่มีเวลา   

...ไม่ถนัด  /ไม่ชอบ

...ไม่มั่นใจในเรื่องราวที่จะเขียนบันทึก

...ไม่รู้จะเขียน เรื่องอะไร

...ฯลฯ

 

พี่ต้อย  คนที่ชวนให้มาเล่าเรื่อง

 

ส่วนหนึ่งของผู้ที่เข้ามาร่วมวงในวันนั้น

 

 

 

 

         ผู้เขียนเคยรู้สึกเหนื่อยที่จะชวน   และท้อที่จะให้คำแนะนำ   แต่เมื่อพี่ต้อย  ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขา KM ของศูนย์อนามัยที่ 10  มอบหมายก็ต้องมาทำหน้าที่เชิญชวนอีกครั้งในเวที  “เรื่องเล่าเร้าพลัง”  ที่ตัวผู้เขียนเองรับผิดชอบและก็ได้แต่หวังอย่างยิ่งว่า  คงจะมีสักกลุ่มที่สนใจและเข้ามา ลปรร  อย่างต่อเนื่อง  วันนั้นผู้เขียนเล่าเรื่องด้วยการเปิดประเด็นว่า...

 

ประเด็นที่ 1

       ณ.เวลานี้คิดว่า  คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักคำว่า  KM  และกับประโยคเดิมๆ ที่ว่า   “KM คืออะไร ??”

         ซึ่งความหมายที่แปลกันตรงตัว   ก็หมายถึง  การจัดการความรู้  ซึ่งทุกคนจะงง ๆ    อ.วิจารณ์   พานิช  บอกว่าน่าจะแปลว่า  การจัดการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้   หรือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากกว่าเพราะความรู้มีอยู่แล้วและเยอะมากในทุกองค์กร แต่สิ่งที่องค์กรไม่มี คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งความรู้ที่มีอยู่ภายในและนอกองค์กร   เพราะฉะนั้นเราต้องไปจัดการให้เกิดตรงนี้ 

         การวางแผนการจัดการความรู้  ต้องเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่  จากเรื่องง่ายๆไปหายากๆเสมอ  และจะทำอย่างไรให้ทุนทางปัญญา เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กัน  ให้ดีที่สุด  ง่ายที่สุด  และรวดเร็วที่สุด  ให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม  สร้างผลผลิตเพิ่ม    เริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ ไปหากลุ่ม ใหญ่ ๆ  และที่สำคัญคือจะเกิดสังคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์กร  ก็ต้องสร้างความคุ้นเคย  ความเสมมอภาค อย่างเท่าเทียม   ตัวผู้นำจะต้องลงมา .....เข้ามานั่งล้อมวงพูดคุยด้วยกัน    เมื่อเราสามารถสร้างตรงนี้ได้  เรื่องเล่าก็จะเกิดขึ้น   ...... จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กร  ที่ต้องพยายามทำลายความเลื่อมล้ำนั้นออกไป     ด้วยการให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้   ด้วยความสุข  ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถเล่าสู่กันฟังได้ 

       การพูด  การเล่าเรื่อง  การฟังกันและกัน การคิดชิงบวก   ล้วนเป็นกำลังใจ   เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะสนับสนุนให้เกิด การจัดการความรู้โดยมีคุณลิขิต ทำหน้าที่จัดเก็บ  บันทึกขุมความรู้ที่ได้จาก เรื่องเล่าเร้าพลังต่างๆ (storytelling) และแก่นความรู้(core competence) 

           

        และทั้งหมดที่กล่าวมา    เรียกว่า  Human  KM  เป็นการเจอกันแบบ  offline  หรือเรียก Face to face

 

 ประเด็นที่  2

       เป็นประเด็นต่อมาที่พูด  คือ แล้ว Digital KM  คืออะไร??

          ผู้เขียนบอกว่า  มันก็คือทุกอย่างที่กล่าวมาใน Human KM   เพียงแต่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือให้เราสามารถจัดการ   การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง ทั่วถึงและรวดเร็ว  เป็นการเจอกันผ่านสื่อในแบบ  Online    เป็นระบบเครือข่ายโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นตัวเชื่อมระหว่างกัน  ทาง Internet    มีการกระจายความรู้ต่างๆไปทั่วทุกหนทุกแห่ง  ซึ่ง Digital KM นี้  เราสามารถหาและเข้าถึงได้ง่ายๆ  เพียงปลายนิ้ว  คลิ๊ก

 

น้องปู  ส่วนหนึ่งของสมาชิกใน G2K ที่เคย เข้ามา ลปรร  โดยใช้ปลายนิ้วคลิ๊ก

 

 

 ประเด็นที่  3

V CoPs  คือ  อะไร??

          VCoPs ไม่แตกต่างไปจาก CoPs  มากนัก เพียงเพิ่มVirtual เข้าไปอีก 1 คำ ซึ่งตรงนี้แหละทำให้น่าสนใจมากขึ้น จนทำให้รู้สึกว่า CoPs  ดูธรรมดาไปบ้างแต่ก็ไม่ต่างกันมาก  เป็นอีกก้าวหนึ่ง ของ CoPs...  ที่ล้ำหน้าและน่าสนใจมากกว่า

        เมื่อต่างคนต่างเวลา  การจะให้คนทำงานมีเวลาว่างพร้อมกัน เป็นไปได้ไม่ง่ายนัก  คนหนึ่งว่างตอนเช้า  อีกคนหนึ่งว่างตอนกลางคืน  ตามแต่ภาระรับผิดชอบของแต่ละคน  และนี่คือ ประเด็นสำคัญ ที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันตามช่วงเวลาที่สะดวกเป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นการคิดร่วมกัน  ในผู้คนที่มีความสนใจ  และเป้าหมายร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาล้อมวงพูดคุย หรือสื่อสารกันเหมือนที่ผ่านมา  เป็นการ ลปรร ที่ทำได้ง่ายๆ  ที่ไหน  เมื่อไหร่ก็ได้

        การ ลปรร  ในสังคม online หรือ  VCoPs กำลังมาแรง…เป็นที่นิยมทั่วไปในหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ    บางแห่งถือเป็นวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง….เป็นเรื่องที่น่าสนใจและชวนติดตามเป็นอย่างยิ่ง และหากยังคิดไม่ออกว่า  จะทำชุมชนแห่งการเรียนรู้รูปแบบนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร 

          ผู้เขียนเห็นว่า….Gotoknow  คือ  VCoP s   ที่ดีง่ายต่อการใช้งาน  และเรียนรู้ 

 

 ประเด็นที่  4

 

Blog  หรือ  Weblog  คือ อะไร?

         บล็อก (Blog) หรือ เว็บบล็อก (Weblog) เป็นเว็บไซต์สำหรับเขียนบันทึกเล่าเรื่องราวประจำวันเพื่อสื่อสารความรู้สึกนึกคิดมุมมอง ประสบการณ์ ความรู้ และข่าวสารในเรื่องที่ผู้เขียนท่านหนึ่งๆ (Blogger) สนใจโดยเฉพาะซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้บล็อกต่างกับเว็บบอร์ดและเนื่องจากความจริงใจและอิสระทางความคิดที่สื่อสารออกไปซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน ลักษณะของบุคคลที่หนึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของผู้เขียนได้เป็นอย่างดีทีเดียวจึงทำให้บล็อคเป็นสื่อที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในนานาประเทศ

         ลักษณะของเว็บไซต์ที่เป็นบล็อก สังเกตได้ง่ายๆ จากลักษณะต่างๆ ดังนี้คือ

  • มีการบันทึกเนื้อหาโดยเจ้าของบล็อกอย่างสม่ำเสมอ

  • ข้อมูลจะถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบคือรายการล่าสุดจะถูกแสดงไว้ด้านบนสุดของเว็บเพจแล้วไล่ลำดับย้อนหลังตามวันเวลาการเขียนไปเรื่อยๆ

  • มักจะมีการลิงค์ไปหาบล็อกอื่นที่ผู้เขียนสนใจหรือได้เสนอความคิดเห็นโยงต่อจากข้อเขียนที่เขาอ้างถึงดังนั้น นอกจากบล็อกจะใช้ในการเขียนและเผยแพร่เรื่องราวต่างๆ แล้วก็ยังเป็นแหล่งรวมลิงค์ที่เจ้าของบล็อกนั้นๆใช้เป็นฐานเพื่อเสริมต่อความรู้อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นลิงค์ของบล็อกอื่นๆหรือลิงค์ของเว็บไซต์ก็ตาม

  • บันทึกที่เขียนไว้ในบล็อกมักจะมีการแยกแยะเป็นกลุ่มเนื้อหาตามหัวข้อหลักๆที่ผู้เขียนสร้างขึ้น เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อ่านที่สนใจในบันทึกที่มีความสัมพันธ์กันในใจความหลัก

  • และเมื่อผู้อ่านได้รับความรู้ต่างๆ จากผู้เขียนบล็อกแล้วผู้อ่านมักจะมีการเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อเป็นการต่อยอดความรู้และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกลุ่มผู้อ่านและผู้เขียนบล็อก

  • บล็อกแต่ละบล็อกจะมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเช่นบล็อกที่เกี่ยวกับการจัดการความรู้ บล็อกด้านการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยบล็อกด้านการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ส เป็นต้น การสร้างจุดยืนของบล็อกเช่นนี้และมีการเขียนที่เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้บล็อกเป็นที่น่าสนใจติดตามจากผู้อ่านมากมาย

 

     ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าประโยชน์การใช้ Weblog

1.  เป็นครูให้กันและกัน  ได้รับความรู้หลากหลายจากสหวิชาชีพ  เป็นความรู้ฝังลึกที่เราไม่สามารถอ่านจากตำราได้   เราอยากจะเรียนรู้เรื่องอะไร ก็ไปที่บันทึกนั้นๆเลย   เป็นการเรียนรู้ทางลัดจากการปฏิบัติ

2.  ได้มุมมอง /ประเด็นที่แตกต่างกันไป  แม้เป็นเรื่องเดียวกัน  เกิดความคิดต่อยอด

3.  รู้จักการวางแผนแบบต่อยอด    หมายถึง

  • เมื่อเราเห็นอะไร  

  • ทำให้เราได้คิด  

  • กลั่นกรอง  ทบทวนก่อนกดบันทึก

  • และวางแผนที่จะลงมือท  

 4.   สะสมงาน /กิจกรรมที่ทำ เหมือนเป็นPort  Folio

5.    ทิ้งรอยไว้ ....บันทึกช่วยจำ  เป็นอีกเหตุผลหนึ่งของการมาเขียนบันทึกมีส่วนช่วยให้เราไม่ลืมเพราะทุกวันนี้มีเรื่องมากมายผ่านเข้ามาให้เราจดจำ

 6.   ได้ระบาย    ได้ผ่อนคลาย   ได้คลายเครียด  มีหลายครั้งที่พอกด enter บันทึกปุ๊บ    รู้สึกดี

 7.   ได้สร้างสุขให้ตัวเอง  กับเรื่องราวดีๆที่เราแอบเก็บไว้มานาน  ทั้งจากอดีตและปัจจุบันฃองเรา8.   ได้กัลยาณมิตรมากมายจากหลายวงการ  ...

  • จิตอาสาช่วยกิจกรรมกันและกัน  ทั้งลงแรงและลงขัน

  • จิตอาสาเพื่อสังคมที่ด้อยโอกาส  โดยผ่านการ ปชส.ผ่าน weblog

  • ได้พบปะ  เฮฮา

  • ได้เพื่อนซี้ 

        เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว    ก็ยังไม่แน่ใจว่าเพื่อนๆที่เข้าฟังในวันนั้น   พร้อมหรือยังที่จะมาเป็น ส่วนหนึ่งของ VCoPs

 

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติม...

http://gotoknow.org/blog/sangsri11/303795

http://gotoknow.org/blog/tutorial/3

ขอบคุณค่ะ