คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีระเบียบวินัยในตนเองสูงมาก ถ้าคนไทยมีระเบียบวินัยในตนเองได้เท่ากับคนญี่ปุ่นประเทศของเราคงจะเป็นประเทศที่มีพัฒนาการทางเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับประเทศของเขา

แต่ทว่า... ด้วยความเป็นไทยนั้น เป็นความอุดมสมบูรณ์ทางจิตทางใจ ประเทศไทยเป็น "ปฏิรูประเทศ" คือประเทศที่สมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์ในดิน สินในน้ำ มีประชาชนที่มั่นคงในบวรพุทธศาสนา มีธรรมชาติที่เลอค่ากว่าประเทศใด ๆ

ถ้าหากจะมุ่งสู่ความเป็น Nics ก็ขอจัดระเบียบคนไทยให้ได้อย่างคนญี่ปุ่น เพื่อที่จะนำพาประเทศไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมที่มักวัดกันด้วย "ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) 

แต่ถามในทางกลับกันว่า คนในประเทศญี่ปุ่นมีความสุขไหม ชีวิตที่มีระเบียบวินัยแบบนั้นมีความสุขไหม...?

ทำอะไรตามใจคือ "ไทยแท้" เราเป็นคนไทยหาใช่คนญี่ปุ่น

ถ้าหากชีวิตเราเห็นว่าความมีระเบียบวินัยอันจะนำพามาซึ่งความเจริญ ความก้าวหน้า อันจะนำมาซึ่ง "ความสุข" ก็ขอให้เดินตามญี่ปุ่นไป เดินตามสหรัฐอเมริกาไป

แต่ถ้าเราจะหาความสุขใจอันจะก่อเกิดและรวมตัวกันเป็นมวลรวมความสุขของประเทศ (Gross Domestic Happiness : GDH) ก็ขอให้เรามีระเบียบ มีวินัย ตั้งมั่นในคุณพระศรีรัตนตรัย มีศีล มีธรรม มีพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่งเถิด

ประเทศไทย เป็นประเทศที่ใกล้กับ "ความสุขแท้" มากที่สุดในโลก

ความสุขแท้คือความสงบ

ขอให้เชื่อมั่นและศรัทธาใน "ความเป็นไทย" 

ความเป็นไทยนี้แลคือความสุข ความสงบแห่ง "จิตใจ..." 

 

เมื่อเราคือคนไทย เราก็มี "เมืองไทย" เป็น "บ้าน..."

ขอให้เราภูมิใจในบ้านของเรา

ขอให้เราศรัทธาต่อภูมิปัญญาของคนในบ้านของเรา

คนนอกบ้านไม่ศรัทธาความรู้ ไม่เชื่อมั่นในปัญญาคนในบ้านของเราไม่เป็นไร

แต่ถ้าเราเกิดเป็นคนไทยแล้วไซร้ เราก็ควรเชื่อมั่นและศรัทธาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ บุพการีชน บุคคลอันเป็นที่รัก ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ล่วงลับไปแล้ว

ในโลกนี้ไม่มีอะไรดีที่สุด มีแต่เพียงสิ่งที่ "เหมาะสม" ที่สุดเท่านั้น

ไม่มีใครรู้สภาพบ้านของเราเท่ากับพ่อกับแม่ของเรา

เพราะท่านเป็นคนปลูกบ้าน สร้างเรือน เลี้ยงดูเรามา ป้อนข้าว ป้อนน้ำ

เราไม่ควรดูถูกว่าท่านโง่ แล้วไปยกย่องภูมิปัญญาของคนบ้านอื่น

เหล็กนั้นจะเสียหายได้ก็เนื่องด้วยสนิมที่เกิดในตัวของเหล็กเอง

แค่นักธุรกิจในบ้านเราที่จ้องจะหาผลประโยชน์จากคนในบ้านตัวเองก็มีมากมายพอแล้ว

ขายปุ๋ย ขายยา ขายเครื่องไถ ขายเครื่องเกี่ยวข้าว ชาวนาบ้านเราก็ไม่เหลืออะไรไว้ให้กินแล้ว

ได้เงินมาก็ถูกพ่อค้าเก็บดอกเบี้ยพร้อมหักค่าใช้จ่ายที่กู้หนี้ยืมสินมา

เหลือนิด เหลือหน่อย ก็ต้องไปดาวน์มอเตอร์ไซด์ ไปถอยรถกระบะ เพราะพ่ายแพ้ต่อกิเลสที่มาจากทางสื่อสารมวลชนนานาชนิด

ไก่ทอดชิ้นละห้าบาทสิบบาทเริ่มไม่อร่อย พอมีเงินหน่อยก็ต้องคอยไปกิน KFC

 

ถ้าคนเราไม่รู้จักคำว่า "พอ" ต่อให้เรานำเทคโนโลยีการผลิตที่ดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหนเข้ามา ก็ "หมด" ไม่มีเหลือ

ลองหันไปมองดูคนรวย ๆ มีเงินพันล้าน หมื่นล้าน เขามีความสุขไหม

เขามีความสุขเท่าปู่ ย่า ตา ยาย ที่เก็บผัก เก็บหญ้า จิ้มน้ำพริก กินอาหารสด ๆ อยู่ริมทุ่งนาได้ไหม

ถ้าชีวิตของเรามี "ความพอใจ" เราก็มีความสุข

เจ้าใหญ่ นายโต ที่กินข้าวด้วยช้อนทองคำ ถ้าไม่มีความพอใจเท่ากับชาวนาที่ขยำข้าวด้วยมือ

จงพอใจกับความเป็นไทย เพื่อให้ลูกหลานใจพอใจกับเรา ผู้ที่ได้ชื่อว่า "คนไทย..."