เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน 2553 ห้องสมุดประชาชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีลอยกระทงโดยมีประชาชน นักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม

ความสำคัญของการลอยกระทง

                เทศกาลลอยกระทง ถือว่าเป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยที่มีตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัย เรียกกันว่า งานลอยพระประทีป หรือลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลง เป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม เชื่อกันว่าการลอยกระทง หรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศนั้น กระทำเพื่อเป็นการสักการะ รอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมหานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ใน แคว้นทักขิณาของประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบัน เรียกว่าแม่น้ำเนรพุททา

          ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป
ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาพระแม่คงคาด้วย

คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงถือว่ามีอยู่มากมายหลายตำนานแตกต่างกันไป ดังนี้

1. การลอยกระทง
 เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา
 
2.การลอยกระทง
 เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์
 
3.การลอยกระทง
 เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันที่เสด็จกลับจากเทวโลก
เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรง
เทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา
 
4.การลอยกระทง
 เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริม
แม่น้ำนัมมทานที เพื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรด ในนาคพิภพ
 
5.การลอยกระทง
 เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของ
พระพุทธเจ้า
 
6.การลอยกระทง
 เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
 
7.การลอยกระทง
 เพื่อบูชาพระอุปคุดตเถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่
ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล