สมัยโบราณคนเราเข้าใจว่า   โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลมีดวงอาทิตย์และดวงดาวต่างๆ เป็นบริวารหมุนโดยรอบ   แต่ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าโลกเป็นเพียงดาวพระเคาะห์ดวงหนึ่งในจำนวน   8  ดวง   ของระบบสุริยจักรวาลซึ่งมีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง   ดาวบริวารของดวงอาทิตย์ทั้ง   8  ดวงนี้   หมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วยอัตราความเร็วคงที่ต่างๆ กันไปแต่ละดวงเมื่อเปรียบขนาดแล้ว   นักดาราศาสตร์ได้กล่าวว่าแม้จะเอาดาวพระเคราะห์ที่เป็นบริวารทั้ง   8   ดวงมารวมเข้าด้วยกันก็คงมีปริมาณได้เพียง   1  ใน  100   ของพระอาทิตย์เท่านั้น 

                  

               ดาวพระเคราะห์ทั้ง   8  ดวงของระบบสุริยจักรวาล   คือ  ดาวพระพุธ  ดาวพระศุกร์   โลก  ดาวพระอังคาร   ดาวพฤหัสบดี  ดาวพระเสาร์   ดาวมฤตยู  และ  ดาวเนปจูน     แต่อย่างไรก็ตามในระบบสุริยจักรวาลใช่จะมีแต่ดาวพระเคราะห์   8   ดวงนี้เท่านั้นหากยังมีบริวารอย่างอื่น ๆ  อีกหลายอย่างเช่น   ดวงจันทร์ซึ่งเป็นบริวารของดาวพระเคราะห์   ซึ่งถ้ารวมเอาดวงจันทร์ของโลกเข้าไปด้วยเข้าไปด้วยก็มีอยู่ถึง   31  ดวง   ดวงจันทร์เหล่านี้หมุนเวียนรอบๆดาวพระเคราะห์   5   ดวงด้วยกันบริวารอย่างอื่นของดวงอาทิตย์ก็มีกลุ่มดาวพระเคราะห์น้อยนับจำนวนหมื่นที่หมุนเวียนรอบดวงอาทิตย์   มีทางโคจรอยู่ระหว่างดาวพระอังคารกับดาวพฤหัสบดี,ดาวหางนับจำนวนล้านที่นานๆก็โคจรมาใกล้โลกอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ลับหายไป   กับเสก็ดของดวงดาวต่างๆ   นับจำนวนไม่ถ้วนซึ่งลอยล่องอยู่ในเวหาอันเวิ้งว้าง   เมื่อผ่านเข้ามาใกล้แรงดึงดูดของโลก   ก็ถูกโลกดูดให้พุ่งผ่านบรรยากาศด้วยอัตราความเร็วสูง   เสียดสีกับอากาศจนเกิดความร้อนสว่างวาบเป็นทางในท้องฟ้าแล้วไหม้หมดไป   ดังที่เราเรียกว่าดาวตกหรือผีพุ่งไต้นั้นเอง   เสก็ดดาวเหล่านี้ถ้ามีขนาดใหญ่ลุกไหม้ในบรรยากาศไม่หมดเหลือตกมาถึงพื้นผิวของโลกก็เรียกกันว่าอุกกาบาต

             ในจักรวาลของเรานี้ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่อีกมากมาย มนุษย์ที่มีความอยากรู้อยากเห็นจึงต้องค้นคว้าหาความจริงต่อไป ในอนาคตมนุษย์อาจจำเป็นที่จะต้องทิ้งโลกไปแล้วหาดาวดวงอื่นที่เหมาะสมต่อการดำรงเผ่าพันธุ์ ใครจะรู้ได้...