วันจันทร์ที่ ๒๕ ต.ค. ๕๓ เป็นวันหยุดราชการ แต่คณะผู้ก่อการเพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายฯ ก็ไปประชุมกันที่ศิริราช เพื่อจัดตั้งกลไกการจัดการเครือข่าย มีผู้เข้าร่วมประชุม ๔ คน คือ ศ. นพ. ภิเศก ลุมพิกานนท์, ศ. พญ. วณิชา ชื่นกองแก้ว,  ผศ. พญ. สายพิณ หัตถีรัตน์,  และผม

          ตกลงกันว่าทีมงานจะมี ศ. ภิเศก เป็นหัวหน้า อีก ๒ ท่านเป็นผู้ช่วย โดยจะมีรองคณบดีของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ๒ ท่าน ตามคำแนะนำของ ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา มาร่วมทีมด้วย    ทีมนี้มีหน้าที่ทำงานให้แก่ประเทศไทย ไม่ใช่ทำงานให้แก่คณะที่ตนสังกัด

          ทีมงานนี้มีหน้าที่จัดการให้มีการวิจัยหาข้อมูลพื้นฐานในภาพรวมของสภาพการศึกษาของบุคลากรสาธารณสุขในประเทศไทย รวมทั้งรวบรวมเรื่องราวการขจัดการหลักสูตรที่เข้าข่ายเป็น good practice ตามเป้าหมายที่เสนอโดย Commission on Education of Health Professionals for the 21st Century  สำหรับนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้แทนของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออก  เพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายในภูมิภาคนี้

          โดยในวันที่ ๓๐ พ.ย. และ ๑ ธ.ค. ๕๓ ศ. พญ. วณิชา และ ผศ. พญ. สายพิณ จะไปร่วมประชุมเปิดตัวผลการศึกษาและข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาของบุคลากรสุขภาพที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด   เราคิดว่าการเดินทางไปร่วมงานนี้นอกจากเป็นการไปเรียนรู้รายละเอียดของการปฏิรูปสำหรับนำมาใช้ในบ้าน้ราแล้ว   ยังจะเป็นการไปเชื่อมเครือข่ายกับที่ Commission ด้วย   การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะเป็นการดำเนินการระดับโลก   โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ความเป็นธรรม (equity) ของระบบสุขภาพ

          ผมมีความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ความอึดอัดขัดข้อง และความขัดแย้งหลายส่วนในสังคม เกิดจากระบบความเป็นธรรมในสังคมไม่ดี   และระบบสุขภาพก็ตกอยู่ในสภาพนี้ด้วย   ผมเชื่อว่าการปฏิรูประบบการศึกษาของบุคลากรสุขภาพตามแนวของ Commission จะเป็นการปูรากฐานไปสู่การลดความไม่เป็นธรรมทั้งในระบบสุขภาพและในสังคม

          หัวใจของการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาแพทย์เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน คือเพิ่มความเข้มแข็งด้าน S – Science  คือใส่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรค  ๑๐๐ ปีให้หลังเราต้องปฏิรูปโดยใส่อีก S หนึ่ง คือ Social เข้าไป   เพื่อให้บุคลากรสุขภาพไม่แค่มีความรู้เชิงเทคนิคในการสร้างสุขภาพ ป้องกันโรค และบำบัดโรคเท่านั้น   แต่จะต้องมีทักษะในการเป็นผู้นำ – L = Leadership ด้วย   โดยมีฐานของ E – Ethics เป็นตัวชี้ขาด หรือตัวคูณ

          การปฎิรูปครั้งนี้มีเป้าหมายแค่นี้เอง แต่เวลาปฏิบัติจะซับซ้อนมาก   เพราะจะเป็นการเข็นครกขึ้นภูเขา   คือสวนทางกับกระแสโลกทุนนิยมวัตถุนิยมผลประโยชน์นิยม   ที่มีอิทธิพลซับซ้อน และในหลายเรื่องตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

          ในทางปฏิบัติ เราต้องการให้ภาคการศึกษากับภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชุมชน เข้ามาใกล้ชิดกัน   เราต้องการให้บุคลากรสุขภาพทำงานเป็นทีมร่วมกับวิชาชีพอื่นในวงการสุขภาพด้วยกัน   รวมทั้งทำงานเป็นทีมกับคนอื่นๆ ในสังคม ในการเปลี่ยนแปลงสังคม/ชุมชน ไปสู้สังคม/ชุมชนที่เหมาะสมต่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๖ ต.ค. ๕๓