ไปชุมพรคราวนี้น้องชายที่ทำงานภาคเกษตรเล่าเรื่องแรงงานพม่าให้ฟัง ว่าทั้งนายจ้างและแรงงานต้องการให้มีการจดทะเบียนและเก็บค่าประกันสุขภาพ   ฝ่ายที่อยากให้การขึ้นทะเบียนแรงงานเหล่านี้ยุ่งยากน่าจะเป็นตำรวจ   เพราะเวลานี้ตำรวจจะได้รับเงินรายเดือนจากนายจ้างของแรงงานที่ผิดกฎหมาย   รวมทั้งได้รับเงินใต้โต๊ะเมื่อจับคนพม่าได้จำนวนมาก

           การเคลื่อนย้ายแรงงานพม่าเป็นขบวนการผลประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของคนมีสี  แรงงานที่มีงานทำอยู่แล้วมักจะถูกเป่าหูว่าทำที่โน่นที่นี่ดีกว่า ได้ค่าแรงมากกว่าหรือสภาพงานดีกว่า การเปลี่ยนงานจึงบ่อยมาก

          การเดินทางข้ามเขตจังหวัดของแรงงานต่างด้าวเป็นการผิดกฎหมาย   จึงต้องจ่ายเงินให้ขบวนการจัดการ เช่นจากชุมพรไปกรุงเทพรายละ ๖,๐๐๐ บาท จากระนองไปกรุงเทพ ๘,๐๐๐ บาท จากระนองมาชุมพร ๒,๐๐๐ บาท ผู้จ่ายคือตัวแรงงานเอง

          หากไม่มีการจ่ายรายทางอย่างดี จะมีสายตำรวจ แจ้งให้ตำรวจมาจับเพื่อเรียกใต้โต๊ะ   มีการวางสายไว้ตามจุดสำคัญๆ เช่นสี่แยกปฐมพร ชุมพร   หากมีรถขนคนพม่าผ่าน คนขี่มอเตอร์ไซคล์รับจ้างจะแจ้งตำรวจมาจับ

          นายหน้าหาแรงงานให้แก่นายจ้างจะได้ค่าจัดหาหัวละหลายพันบาท โดยแน่นอนว่า นายจ้างจะหักเอาจากตัวแรงงานนั้นเอง
 
          ทั้งหมดนี้มองมุมหนึ่งเป็นการค้าแรงงานมนุษย์ หาผลประโยชน์จากคนที่หนีจากชีวิตลำเค็ญในบ้านเมืองของตนเพื่อทำงานหาเงินส่งไปบ้าน   เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

          ผมถามเรื่องการไปรับบริการยามเจ็บป่วย น้องชายบอกว่าระบบบริการสุขภาพในจังหวัดชุมพรปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ดีมาก คนที่จดทะเบียนได้รับบริการฟรีเหมือนคนไทย คนที่ไม่ได้จดทะเบียนได้รับการรักษาโดยต้องจ่ายค่าบริการ ซึ่งก็เป็นการจ่ายในราคาถูก

          น้องชายให้ความเห็นว่า วิธีแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวควรทำโดยรับจดทะเบียน มาเมื่อไรก็จดเมื่อนั้น หรือจะทำเป็นการให้วีซ่าก็ได้   การจดทะเบียนเป็นระลอก ๕ ปีต่อครั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดแรงงานเถื่อน และรายได้เถื่อนของเจ้าหน้าที่ เป็นการส่งเสริมคอรัปชั่นในราชการและสังคมไทย
 
          ความเห็นเหล่านี้ไม่ครอบคลุมความจริงทางฝั่งพม่า ว่าทางการพม่าต้องการให้คนพม่ามาอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่   ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสองประเทศนี้อยู่บนฐานความเข้าใจต่อกันและกันอย่างไร   ผมเดาว่ารัฐบาลพม่าอาจมองว่าเรื่องนี้ท้าทายความสงบและอำนาจของรัฐบาลพม่า

          น้องชายเล่าว่า ที่เราเรียก "แรงงานพม่า" นั้นเป็นการเหมารวมแบบคนไม่รู้จริง   เพราะจริงๆ แล้วในประเทศพม่ามีคนหลากหลายเชื้อชาติมาก   นายจ้างที่มีประสบการณ์จะไม่อยากจ้างคนบางเชื้อชาติ ที่มีวัฒนธรรมหรือนิสัยใจคอไม่ดี   หรือเป็นคนที่เข้ากับคน พม่า เชื้อชาติอื่นไม่ได้   เรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนพม่าต่างเชื้อชาตินี้มีความซับซ้อนมาก  คนหลากหลายเชื้อชาตินี้ได้แก่ พม่า มอญ กะเหรี่ยง ทวาย ยะไข่ เป็นต้น

          ค่าจ้างแรงงานภาคเกษตรในเวลานี้ตกเดือนละ ๑ หมื่นบาท/คน   แรงงานพม่าก็ย่อมเยาว์ลงไปนิดหน่อย แต่เวลานี้คนพม่าก็เลือกงาน   ถ้าเป็นแรงงานทำสวนยางพารา ก็จะใช้วิธีแบ่งรายได้กัน ในสภาพที่ยางราคาดีรายได้ของแรงงานตกวันละ ๗๐๐ - ๑,๐๐๐ บาท แต่ไม่ได้ทุกวัน   วันที่กรีดยางได้ตกประมาณปีละ ๑๕๐ วัน

          สวนปาล์มน้ำมันใช้แรงงานน้อย  สวน ๑๐๐ ไร่ใช้คนงานเพียง ๑.๕ คน  จึงเป็นกิจการที่ไม่น่าห่วงมากนักในเรื่องแรงงาน 

          ผมถามน้องชายว่าเขามองออกไหมว่าในอนาคต ๒๐ ปี สภาพของการทำมาหากินจากการเป็นเกษตรกรจะเป็นอย่างไร  จะมีปัจจัยหลักๆ อะไรบ้าง ที่เปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เขาบอกว่ามองไม่ออก   นี่คือโจทย์วิจัย หรือโจทย์มองอนาคต   ซึ่งรู้กันว่าแรงงานภาคเกษตรจะลดลงเรื่อยๆ เกษตรกรจึงต้องเตรียมใช้เครื่องทุ่นแรงให้มากที่สุด
 
 
 
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ต.ค. ๕๓