หยาดน้ำตาในสรวงสวรรค์ หรือ Tears in Heaven เป็นบทเพลงที่ใครอายุเกิน ๓๐ ปีน่าจะเคยได้ยิน

ผมใช้เพลงนี้เปิดการบรรยายหัวข้อ Grief & Bereavement ให้กับทีม palliative care ของภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ม. สงขลานครินทร์ ที่มี น้องพรพรรณ..พญ.พรพรรณ ศรีพรสวรรค์ เป็นหัวเรือใหญ่ที่เข้มแข็งมาก


ผมเลือกเพลงนี้เพราะ

- ใช้รอคนมาเข้าประชุม เพราะเล่นเริ่มบรรยายกันตั้งแต่แปดโมงครึ่งตอนเช้า

- ใช้แบ่งอายุผู้เข้าฟังการบรรยาย โดยถามว่า ใครเคยได้ยินเพลงนี้บ้าง หลังจากเปิดคลิปข้างล่างนี้ให้ดูแล้ว

http://www.youtube.com/watch?v=gKlcuEdtGVo
คลิปนี้ดีมาก เพราะมีเนื้อเพลงให้ด้วย และเขาเร่ิมจากภาพขาวดำดูเศร้าๆ ก่อนค่อยๆเติมสีสันให้ทีละน้อย ตรงกับความต้องการของผมที่จะสื่อให้เห็นถึงการปรับมุมมองของคนเราต่อเรื่อง การสูญเสียและความเศร้า

มีหลายคนที่เข้าฟังการบรรยายหลงกลผม ยกมือว่าเคยฟังเพลงนี้มาก่อน ยิ่งถ้าบอกว่ารู้สึกอินกับเพลงมาก นั่นก็หมายถึงเข้าข่ายผู้สูงวัยเหมือนผู้บรรยาย

- เหตุผลข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือ ที่มาของเพลงนี้

เพลงนี้ Eric Clapton ร้องไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.​๒๕๓๕ แล้วดังเป็นพลุแตก ไต่ขึ้นเพลงอันดับหนึ่งในตารางของสหรัฐอเมริกา แล้วคว้า ๓ รางวัลแกรมมี่ในปีถัดมา

แต่เบื้องหลังของความสำเร็จของนักดนตรีชื่อดังคนนี้ คือ การสูญเสียและความเศร้าโศกของผู้เป็นพ่อคน

เพลงนี้ Eric แต่งให้กับลูกชายวัย ๔​ ขวบ ที่ประสบอุบัติเหตุตกจากหน้าต่างห้องพักชั้น ๕๓ ลงมาเสียชีวิตทันที ในปีก่อนหน้านั้น

การสูญเสียบุตรในวัยน่ารักก่อนวัยอันควร ก่อให้เกิดความเศร้าอย่างรุนแรง แต่ Eric กลับใช้ความเศร้านี้เป็นแรงบันดาลใจ สร้างผลงานที่ตนเองถนัด ฝากเป็นบทเพลงบันลือโลกได้อีกหนึ่งชิ้น

ผลงานของมนุษย์ที่โด่งดังหลายชิ้น ก็ได้แรงบันดาลใจจากความเศร้า จากการสูญเสีย การจากพราก ไม่ว่าจะเป็นนิราศลึกซึ้งกินใจ ไปจนถึงทัชมาฮาลอันมหัศจรรย์


ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ สิบกว่าปีหลังจากการสูญเสีย Eric ประกาศเลิกร้องเพลงนี้อีก โดยให้เหตุผลว่า เขาไม่รู้สึกสูญเสียอีกแล้ว และไม่อยากจะกลับไปคิดถึงมันอีก ชีวิตเขาเปลี่ยนไปแล้ว

"I didn't feel the loss anymore, which is so much a part of performing those songs.  I really have to connect with the feelings that were there when I wrote them. They're kind of gone and I really don't want them to come back, particularly. My life is different now. They probably just need a rest and maybe I'll introduce them for a much more detached point of view."

ประเด็นนี้แหละที่ผมเอามาถามผู้เข้าฟังการบรรยายว่า คิดว่าความเศร้าของ Eric จัดเป็นความเศร้าปกติ (normal grief) หรือเป็นความเศร้าที่มีปมปัญหา (complicated grief) ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องประเมินเป็นประเด็นแรก เวลาให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่ต้องเผชิญกับความสูญเสีย โดยเฉพาะพ่อแม่ที่เสียลูกก่อนวัยอันควรอย่าง Eric

ลองให้เหตุผลกันดูนะครับว่า normal หรือ complicated

ผมปิดท้ายการบรรยายด้วยเพลงๆเดิมแต่คนละแนว คลิบนี้ร้องโดยนักร้องประสานเสียงเด็กชาวอังกฤษ The Choir Boys

http://www.youtube.com/watch?v=jRWMvj-oimk

อยากให้เปรียบเทียบความรูู้สึกของตนเอง ระหว่างฟังเพลง ๒ เวอชั่นนี้ด้วยนะครับ


Tears in Heaven

Would you know my name
If I saw you in heaven?
Would you feel the same
If I saw you in heaven?
I must be strong and carry on
'Cause I know I don't belong here in heaven

Would you hold my hand
If I saw you in heaven?
Would you help me stand
If I saw you in heaven?
I'll find my way through night and day
'Cause I know I just can't stay here in heaven

Time can bring you down, time can bend your knees
Time can break your heart, have you begging please, beggin please
Beyond the door there's peace I'm sure
And I know there'll be no more tears in heaven

หยาดน้ำตาในสรวงสวรรค์

ลูกจะจำพ่อได้ไหม หากเห็นพ่อบนสรวงสวรรค์
ทุกอย่างจะเหมือนเดิมไหม ถ้าเราพบกันบนนั้น
พ่อจะเข้มแข็งและก้าวต่อไป
เพราะพ่อรู้ว่า พ่อคงไม่ได้ไปอยู่ที่นั่น

ลูกจะกุมมือพ่อไว้ไหม หากเห็นพ่อบนสรวงสวรรค์
ลูกจะเข้ามาช่วยพยุงพ่อไหม ถ้าเราพบกันบนนั้น
พ่อจะพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้
เพราะพ่อรู้ดีว่า พ่อไม่สามารถไปอยู่ที่นั่นกับลูกได้

กาลเวลาอาจทำให้ลูกรู้สึกแย่ อาจทำให้ลูกต้องคุกเข่าลง
มันอาจทำให้ลูกเศร้าโศก และอาจทำให้ลูกต้องอ้อนวอน
หลังประตูแห่งสวรรค์นั้น พ่อแน่ใจว่าจะมีแต่ความสงบสุข
และพ่อก็รู้ว่า จะไม่มีน้ำตาบนนั้นอีก