ในยามเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน การมีสติเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่สุด
"เรือ...นานๆที่จะผ่านมาสักลำ....ยามเช้าก็มี"
"เรือที่นานๆ จะมาสักลำในวันที่สอง...กับน้ำท่วมที่ยังมีระดับเริ่มลดลงในช่วงเย็น"
ในช่วงที่น้ำท่วมสิ่งที่เราต้องเตรียมรับมือคือ ไฟฟ้าดับและน้ำประปาไม่ไหล ดังนั้นสิ่งที่ครูนกเตรียมคือ อะไรในห้องพักที่ใส่น้ำได้คือใส่หมดค่ะ ส่วนน้ำดื่มสะอาดครูนกเตรียมตั้งแต่ช่วงเย็น และก่อนไฟฟ้าจะดับครูนกชาร์จแบตเตอรี่มือถือ แบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปและเสียบกระติกน้ำร้อนที่เต็มที่สุดจนวินาทีสุดท้าย
การเก็บน้ำสไตล์เด็กหอพักค่ะ
วันที่สองระดับน้ำยังสูงมาก ทุกอย่างรอบๆตัวดูจะเงียบ จะมีเสียงคนดังเป็นระยะยามที่มีเสียงเรือหรือเฮลิปคอปเตอร์บินมาใกล้ๆ ครูนกใช้เวลาส่วนใหญ่กับการรื้อและจัดหนังสือในห้องใหม่ สลับกับการขึ้นไปดูสถานการณ์น้ำจากดาดฟ้าเป็นระยะๆ ห่วงโรงเรียนที่มองเห็นในระยะไกล ห่วงคนที่เรารู้จักและรู้ว่าบ้านเขาน้ำท่วมหนักแน่นอน วันนี้ปัญหาคือ ระบบโทรศัพท์มือถือขัดข้อง ติดต่อกันได้เป็นช่วงๆ ครูนกเลยบอกแม่ว่า จะโทรหาช่วงเช้ามืดกับช่วงกลางคืน กลางวันจะขอปิดเครื่องเพื่อยืดระยะของแบตเตอรี่ ในวันที่สองเด็กๆในหอพักเริ่มถามหาข้าวกล่อง สิ่งของช่วยเหลือจากเฮลิปคอปเตอร์หรือเรือ และเริ่มอยากกลับบ้าน ครูนกเลยบอกว่า ตอนนี้เรือหรือเฮลิปคอปเตอร์มุ่งไปช่วยพื้นที่รอบๆหาดใหญ่ซึ่งน้ำท่วมหนัก และลำบากกว่าเรามากมาย เรายังเป็นกลุ่มช่วยเหลือตนเองได้อยู่
"จุดเกาะติดสถานการณ์น้ำของบรรดาเด็กๆ หอพัก"
วันที่สามระดับน้ำลดลงจากวันที่สองทำให้เห็นภาพผู้คนเดินลุยน้ำกันมากขึ้น และมีเด็กๆ เล่นน้ำมากขึ้น ตลอดจนภาพที่ผู้ปกครองมารับลูกถึงหอพัก หรือผู้คนเดินไปหาญาติที่เป็นห่วงสภาพความเป็นอยู่ และในช่วงเย็นๆ มีเสียงประชาสัมพันธ์ให้ไปรับน้ำดื่มจากจุดแยกในซอยซึ่งครูนกตัดใจค่ะ เนื่องจากมีน้ำดื่มเพียงพอและที่สำคัญเป็นช่วงกลางคืนไม่มีไฟฟ้ามืดมาก การเดินไปเป็นเรื่องเสี่ยง แต่ครูนกเข้าใจว่า ทำไมเทศบาลนครหาดใหญ่มาถึงซอยเราในยามนี้ ช่วงมีแสงต้องเดินทางไปในพื้นที่รอบนอกที่น่าจะลำบากกว่าเรา ส่วนเราแม้น้ำจะท่วมสูงแต่เป็นพื้นที่คุ้นเคยน่าจะสะดวกต่อการทำงานของเทศบาล (ความคิดของครูนกนะค่ะ) เด็กๆหลายคนชวนครูนกกลับบ้านพร้อมเขาซึ่งมีผู้ปกครองขับรถลุยน้ำมารับ หรือเดินลุยน้ำมารับ ครูนกบอกว่า ครูจะรอพรุ่งนี้ใครจะกลับสะเดา ปาดังเบซาร์ไปกับครูได้เลย...ปรากฏว่าเด็กสะเดาและปาดังเบซาร์กลับไปในตอนเย็นวันที่สามเรียบร้อยแล้ว
"ข้าวมื้อแรกในภาวะน้ำท่วม...กล่องน้ำใจที่รินไหลมาถึงหอพัก"
สิ่งที่ครูนกได้เรียนรู้จากช่วงน้ำกำลังท่วมคือ
- เด็กๆ ยุคใหม่ขาดทักษะการดำรงชีวิตในยามไม่มีกระแสไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากเด็กรุ่นนี้เติบโตมากับแสงสีเสียง ในยามที่น้ำท่วม น้ำไม่ไหลไฟก็ดับ ทุกอย่างรอบตัวดูเงียบ มืดเป็นสิ่งที่เด็กๆ ไม่มีความสุข โดยเฉพาะไม่มีผู้ปกครองดูแลต้องช่วยเหลือตนเอง
- สถานศึกษาควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินยามเกิดอุทกภัย ตลอดจนแนะนำสถานที่สำหรับจอดรถเพื่อให้นักเรียนไปเล่าสู่ผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาฟังข่าวหรือติดตามเหตุบ้านการณ์เมือง
- การให้ความรู้คนในชุมชนเกี่ยวกับการจัดการขยะ เพราะขยะที่มากับน้ำมีจำนวนมาก และหลายครัวเรือนถือโอกาสทิ้งสิ่งที่ไม่ต้องการลงน้ำ ครูนกคิดภาพคนที่อยู่ปลายน้ำว่าจะประสบปัญหาขยะของเขาที่กองเป็นภูเขาหน้าบ้านเรา
สวัสดีค่ะครูนก
ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวครูอิงจันทร์ด้วยค่ะ....วันอาทิตย์ที่ 7 ครูนกได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของย่า และยายที่แถบสะทิ้งพระ ฟังคำบอกเล่า สภาพที่เห็น...น่าสงสารมากค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์น้องขจิต
ขอบคุณมากค่ะสำหรับความเป็นห่วงจากน้องและน้องแอน
สิ่งที่เกิดขึ้น...เป็นบทเรียนให้เราได้เสมอค่ะ
ขอแสดงความเสียใจกับครูอิงผ่านบันทึกนี้ด้วยนะครับ
น้ำท่วมครั้งนี้ ครูนกคงมีเรื่องที่จะได้พูดคุยสอนลูกศิษย์เกี่ยวกับทักษะการดำรงชีวิตยามเกิดภัยพิบัติได้เป็นอย่างดีเลยครับ ถ้ายังต้องการความช่วยเหลืออะไรแจ้งได้นะครับ
โห...ภาพกล่องข้าว มีข้าว ดวงเทียน ทับซ้อนกับภาพ ขนมเค็กกับเทียนวันเกิดของใครบางคน สวยเหมือนกันแต่ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน สิ้นเชิง
ขอบพระคุณค่ะท่านอัยการชาวเกาะสำหรับความมีน้ำใจในการช่วยเหลือไว้ถ้าจำเป็นจริงๆ ครูนกจะร้องขอค่ะ เรื่องใกล้ตัวเรา(นักการศึกษา)อาจหยิบไปไว้ไกลตัว.....จริงๆสอนเรื่องใกล้ตัวนี้ละเด็กๆน่าจะสนุกสนาน....แต่อาจผิดเป้าประสงค์ของพ่อแม่...ที่มักจะบอกว่า "ลูกฉันต้องสอบเรียนต่อที่....ได้"
สวัสดีค่ะ อาจารย์โสภณ
กล่องข้าวน้อยๆ แต่คนนำมาให้มากด้วยน้ำใจ คนปรุงก็เสียสละ...สุดจะแสนอร่อยที่สุดค่ะ