เมื่อจุดไฟให้เกิด r2r แล้ว อย่าปล่อยให้หมดเชี้อไฟ จนดับมอดลง

จากการประชุมที่บ้านผู้หว่านเมื่อวันที่ 30-31 ตุลาคม 2553

มีคุณอำนวยทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่

คุณอำนวยหน้าเก่า บางคนก็มาเติมเชื้อไฟ ที่กำลังดับมอด

คุณอำนวยหน้าใหม่ บางคนก็เพิ่งจะโดนหล่อหลอมให้มีไฟอยากจะทำ R2R

เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว เห็นแววตาทุกคนเป็นประกายและไฟลุกโหมอยู่ภายใน

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป อย่าปล่อยให้ไฟริบหรี่ลง จงเติมเชื้อไฟให้ลุกโหมขึ้นใหม่

ไม่ว่าไฟจะริบหรี่ลงเพราะว่าพบอุปสรรค หรือเพราะหมดเชี้อไฟ

ลองมาอ่านบทความเรื่องไฟ ที่เปรียบเทียบไฟในกองไฟ กับไฟที่มุ่งมั่นในการทำงาน

เป็นการเปรียบเทียบไว้ได้อย่างน่าสนใจมาก

by Judy Brown

What makes a fire burn
is space between the logs,
a breathing space.
Too much of a good thing,
too many logs
packed in too tight
can douse the flames
almost as surely
as a pail of water would.

So building fires
requires attention
to the spaces in between,
as much as to the wood.

When we are able to build
open spaces
in the same way
we have learned
to pile on the logs,
then we can come to see how
it is fuel, and absence of the fuel
together, that make fire possible.

We only need to lay a log
lightly from time to time.
A fire
grows
simply because the space is there,
with openings
in which the flame
that knows just how it wants to burn
can find its way.

ผมขออนุญาตถอดบทความดังนี้

สิ่งสำคัญในการก่อกองไฟ

คือที่ว่างระหว่างท่อนฟืน

ช่องว่างเพื่อการหายใจ

สิ่งดีงามถ้าทำพร้อมกันมากเกินไป

เปรียบเสมือนท่อนฟืนหลายๆท่อน

ที่กองสุมทับถมกันจนแน่น

สามารถดับเปลวไฟได้

เฉกเช่นเทน้ำลงบนกองไฟ

 

ดังนั้นการก่อกองไฟให้สำเร็จ

ต้องใส่ใจกับ

การเว้นระยะให้มีที่ว่าง

มากพอๆกับไม้ที่เป็นเชื้อไฟ

 

เมื่อเราสามารถสร้าง

ช่องว่างในกองไฟ

ในทำนองเดียวกัน

เราก็ได้เรียนรู้วิธีสุมกองฟืน

หลังจากนั้นเราจะได้เห็นว่า

ในขณะที่มีเชื้อไฟและไม่มีเชื้อไฟ

กองไฟจะสร้างเปลวไฟได้อย่างไร

 

เราเพียงค่อยๆวางท่อนฟืน

ทีละท่อนทีละท่อน

เปลวไฟ

ก็จะลุกโชติช่วง

อย่างง่ายดายเพียงเพราะมีที่ว่าง

ช่องเปิดที่เปลวเพลิง

ซึ่งปรารถนาเพียงแต่ที่จะเผา

โหมออกมาตามวิถีของมันเอง

 

ไฟ ก็คือ ความมุ่งมั่นในการทำงาน

เมื่อเริ่มต้น อย่านำสิ่งที่จะทำเข้ามาพร้อมกันทีเดียวมากเกินไป

จัดให้มีช่วงเว้นว่างเสียก่อน และคัดเลือกงานที่คิดว่าทำได้ มาเป็นจุดเริ่มต้น

หลังจากนั้นจงมุ่งมั่นในงาน แล้วเราจะมองเห็นได้ว่า

เวลามีไฟและไม่มีไฟในการทำงานต่างกันอย่างไร

เมื่องานเสร็จ ไฟจะเริ่มมอด อย่าปล่อยให้ไฟดับลง

จงนำงานต่อไป มาเติมเชื้อไฟทีละงานทีละงาน

แล้วไฟจะโหมขึ้นจัดการกับงานนั้น ตามหนทางของมันเอง

 

 

ทนง ประสานพานิช

21 พฤศจิกายน 2553

โรงพยาบาลพระปกเกล้า