อาการคาเฟอินิสม” (Caffeinism )

 

 

 

                          อันตรายจากการดื่มกาแฟมากเกินไป         

     คาเฟอิน ( Caffeine ) เกือบทุกคนรู้จักและเคยบริโภคกันมาแล้วแต่อาจบริโภคในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป โดยอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของพืชที่นำมาใช้ทำเครื่องดื่มบางอย่างเช่น ชา กาแฟ หรืออาจใช้เป็นตัวยาสำคัญโดยเฉพาะยาแก้ปวดลดไข้ที่ทำเป็นซอง นอกจากนี้ยังนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่มชูกำลังและจากสาเหตุในชีวิตประจำวันที่ผู้บริโภคต้องมาเกี่ยวข้องกับสารเคมีตัวนี้ โดยอาจบริโภคเข้าไปด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามผู้บริโภคควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ คาเฟอินเพื่อว่าในการบริโภคครั้งต่อไปจะได้ขึ้นอยู่กับเหตุผล มิใช่บริโภคเพราะความไม่รู้หรือถูกชักจูงให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากอิทธิพลต่างๆได้

      คาเฟอินเป็นอันตรายหรือไม่เป็นคำถามที่ผู้บริโภคสนใจ โดยทั่วไปผู้บริโภคคาเฟอินในขนาดค่อนข้างสูง คือประมาณ 1 กรัมต่อวันซึ่งเท่ากับดื่มกาแฟ 10 ถ้วยขึ้นไป ติดต่อกันอาจเกิดอาการที่เรียกว่า “คาเฟอินิสม” (Caffeinism )ซึ่งมีลักษณะอาการคล้ายผู้ป่วยโรคประสาทชนิด วิตกกังวล หงุดหงิด ฉุนเฉียว และตื่นตกใจง่าย มือสั่นและกล้ามเนื้อกระตุกในบางครั้ง นอน ไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะมาก บางรายอาจเกิดอาการชักซึ่งเป็นผลเนื่องจากการออกฤทธิ์ของคาเฟอิน

       ถ้าติดต่อกันในขนาดค่อนข้างสูงนานๆ หากหยุดทันทีจะเกิดอาการถอนยาซึ่งมีลักษณะคล้ายอาการของโรควิตกกังวลหรือผู้ป่วยบอกว่าปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็เป็นสาเหตุหนึ่งเช่นจากการดื่มกาแฟและควรจะหายไปเองเมื่อได้หยุดคาเฟอิน

        ผลที่กระทบระบบอวัยวะต่างๆของร่างกายที่เกิดจากคาเฟอินสรุปได้ดังนี้

    ...ขับปัสสาวะมากขึ้น
    ...กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
    ...กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง
    ...ผ่อนคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเรียบ
    ...กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
    ...เพิ่มระดับกรดไขมันอิสระและน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด

      กล่าวคือคาเฟอินเป็นตัวยาชนิดหนึ่งที่มีการออกฤทธิ์ทางยาต่อระบบสมองส่วนกลางซึ่ง คุณลักษณะดังกล่าวทำให้คาเฟอินถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวันในรูปของ เครื่องดื่มเช่น ชา กาแฟ โกโก้ และเครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ จนกระทั่งยาประเภทแก้ปวดลดไข้ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับคาเฟอินอยู่ที่ปริมาณรวมของคาเฟอินที่เราได้รับเข้าไปในแต่ละวันถ้าบริโภคมากเกินกว่าที่คาดคิดกันก็จะก่อให้เกิดอันตรายได้ดังนั้นจึงควรระวังในการใช้ให้มาก

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=65338