วันศุกร์ ที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓
กราบสวัสดีค่ะครู
ก่อนอื่นศิษย์ขอกราบขมา กับความโง่ของศิษย์ที่ปล่อยให้จิตชั่ว ๆ หน่วงลงต่ำ ละเลยความตั้งใจแห่งตน ส่งผลให้ศีลข้อ ๔ ด่างพร้อย เมื่อวานหลังวิ่งออกกำลังกาย ได้คิดกับตนเองว่า
“ที่ชีวิตขึ้น ๆลง ๆ มาตลอดชีวิตเพราะการกระทำที่ขึ้น ๆ ลงของตนเอง เหมือนได้คำตอบของคำถามที่ถามตนเองมาสม่ำเสมอค่ะ”
ตกเย็นไปวิ่งออกกำลังกายที่หน้าหมู่บ้าน กลับเข้ามาเห็น ข้อความของครูส่งมาเตือนสติมีความว่า
“จิตนี้มันเป็นเช่นไรหนอพอเราบอกให้หยุดมันก็ดันอยากเขียน
แต่พอบอกให้เขียนมันก็ดันไม่เขียนจิตนี้มันเป็นเช่นไรหนอ
ทำไมมันฝึกยากจัง”
สลดวูบกับตนเอง ลุกขึ้นเดินไปมาภายในบ้าน ระลึกทบทวนกับตนเองถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนในตนเอง ครูค่ะ ขอโอกาสปรับเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้กับตนเอง สักเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มต้นกับตนเองใหม่ จากเดิมที่ศิษย์แทนตัวด้วยคำว่าหนู ขอโอกาสแทนตัวเองด้วยชื่อ คือ “ติ๋ว” เพราะรู้สึกถึงความเป็นตัวตนแห่งตนเองชัดค่ะครู ขอโอกาสดูความยึดตรงจุดนี้นะเจ้าค่ะ
เมื่อวานพยายามจะเขียนให้จบแต่ก็ไม่สำเร็จ ด้วยความรู้สึกสงสัยในจิตตนเองค่ะครู ที่ทำตามครูเพราะอยากเลียนแบบครู หรือเชื่อมั่นและศรัทธาในคำสอนของครูกันแน่ เพราะบางคราที่กำลังทำอะไรที่คล้ายกับครูเคยทำ จะมีเสียงดังจากภายในว่า “แกกำลังเลืยนแบบอยู่นะเนี๊ย ไม่ได้เรื่องเลย” สุดท้ายก็หลับไปทั้ง ๆที่เปิดไฟไว้ทั่วบ้านค่ะครู
ตื่นเช้ามานาฬิกาปลุกดังตั้งแต่ตีสามแต่ก็ปิดเลื่อนเวลาเรื่อย ๆ ค่ะ เห็นตนเองตั้งแต่เริ่มงอแง ต่อรองกับตนเอง มุดลงผ้าห่ม แต่ก็ไม่เข้มแข็งพอจะลุกขึ้นมา หันมองอย่ามีสติก็เห็นมนุษย์โง่ ๆ คนหนึ่งที่ไม่มีปัญญา รู้ก็ทั้งรู้ว่า เป็นความง่วงเหงาหาวนอน แต่ก็ไม่มีแรงจะฮึดสู้ ก้าวลงมาจากเตียงตั่งหันไปรอบ ๆ บ้าน มันรกมากค่ะครู ข้าวของวางไม่ถูกที่ถูกทาง เดินเข้าห้องน้ำ แล้วครูก็โทรเข้ามาบอกดี รู้สึกได้เลยว่า การได้รับโอกาสซื้อของถวายครู คือโอกาส ที่ครูให้ไม่มีประมาณ พอครูให้โอกาสตอบคำถามว่า “ไปงานกฐินเป็นไงบ้าง”
เสียงข้างในก็ดังขึ้นว่า “ฉันบอกแกแล้วว่าให้ถอดบทเรียน” เสียงข้างในตะโกนต่อว่าตนเองค่ะครู
แล้วค่อย ๆเอ่ยเล่าเรื่องให้ครูฟัง จากเริ่มต้นเอ่ยแบบติด ๆ ขัด ๆ เอ่ยถึงแต่เรื่องราวแต่ไม่ได้มองความรู้สึก แล้วค่อย ๆ เอ่ยถึงเรื่องราวที่ตั้งใจไปทำแล้วรู้สึกอย่างไร
“ครูค่ะ ณ ขณะที่ติ๋วตัดสินใจไป รู้สึกได้ถึงความเบาสบาย เหมือนก้าวผ่านสิ่งกีดขวางบางอย่างมา จึงตัดสินใจส่ง sms แจ้งครู แล้วครูก็โทรกลับมา รู้สึกยินดีมากที่ครูเอ่ยให้ไปรับ แล้ว ติ๋วก็ตอบรับอย่างไม่มีลังเลสงสัย ระยะทาง หรือ ระยะเวลา ไม่ใช่สิ่งกีดขวางในใจเลยสำหรับการปฏิบัติต่อครู หลังจากตอบครูแล้วรู้สึกขนลุกและทึ่งกับความใสบริสุทธิ์ในใจของตนเองอย่างไม่มีข้อกังขากับการปฏิบัติรับใช้ครู แต่พอครูทราบว่ามีน้องไปด้วย ครูจึงเอ่ยว่า “งั้นไม่เป็นไร ไปกันเลย นึกว่าไม่มีเพื่อน” วูบแรกรู้สึกเสียใจ แต่แป๊บเดียวค่ะ จนกล้าเอ่ยกับครูตรง ๆว่า อยากให้ครูไปด้วย แต่พอลงใจว่าครูไม่ไป ความอยากก็เงียบไปค่ะ”
แว๊บช้อทถัดมาที่ใจระลึกขึ้นมาคือ งานรับน้อง HiPPs ปีที่แล้ว ดิ้นรนอย่างอดทนมาก ๆ ที่จะไม่ไปงาน แต่ปีนี้ ดิ้นแป๊บ ๆ คล้ายอาการขลุกขลิกอยู่ภายในค่ะครูแล้วก็เงียบไป แต่ก็มีแว๊บ ๆ ดันขึ้นมาบางครั้ง เห็นชัดว่า “เบากว่าครั้งก่อน” ทำให้ใจติ๋วย้อนคิดถึงคำว่า
“ตัดวงจร เบื้องต้นตัดด้วยความอดทนไปก่อน แต่พอครั้งถัด ๆ ไป มันจะเบาลง แล้วเชื่อว่าท้ายที่สุดก็จะหายไป”
เมื่อเช้าที่ได้เล่าให้ครูฟังดูจะไม่ค่อยครอบคลุม จึงถามตนเองคร่าว ๆว่า ได้อะไรบ้างนะ อืม ได้ไปรับใช้หลวงพ่อ แม้จะไม่ได้จัดดอกไม้อย่างที่ตั้งใจ เห็นใจที่ตนเองเสียดายค่ะครู แต่ก็น้อมรับความเมตตาของทั้งพระอาจารย์และพี่แดง ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากทั้งสองท่านรวมถึงพี่โอ เจ้าของรีสอร์ทด้วย แต่ก็ได้แจกของในโรงทาน แล้วก็ช่วยแจกผ้ากฐิน ณ ขณะที่ยกผ้ากฐินสัมผัสได้ถึงบใจตนเองที่หมุนเวียอย่างรวดเร็ว สัมผัสความรู้สึกนอบน้อมจากภายใน จากการยกผ้าของตนเอง มอบให้ผู้มารับอย่างตั้งใจและอ่อนน้อม แววตาของผู้มารับผ้าพร้อมทั้งการยกมือไหว้ก่อนรับ ใจติ๋วรับรู้สึกความอิ่มใจและปีติสุขและการยกมือไหว้ก่อนรับผ้าของหลาย ๆคน หนูสัมผัสถึงใจของท่านที่น้อมนำถึงพระคุณขององค์พระรัตนตรัยค่ะครู
หลังเสร็จพิธี ตั้งใจอย่างเต็มที่ว่า ขอโอการเก็บงานช่วยอย่างเต็มที่ น้องแปมที่ไปด้วยกันก็เข้ามาช่วยด้วย เราแยกกันทำตามสะดวก อย่างงที่เล่า ติ๋วเก็บขยะอยู่มีลุงคนหนึ่งเดินมาอาสาช่วยถือถุงขยะที่เริ่มจะใหญ่และเต็มถุง ติ๋วจึงเพียงเก็บขยะใส่ลงไป อยู่ดี ๆ ก็มีหญิงชาวมาเลเซียเดินเข้ามาจับถุงดำแล้วถามว่า
“What ‘s this?”
เสียงในใจหนูดังขึ้นมาเลยค่ะว่า “Garbage” แต่พอเงยหน้าขึ้นมาใจเหมือนไปสัมผัสว่า เขาไม่ได้อยากรู้ว่า นี่คืออะไร แต่เขาต้องการถุงดำมากกว่า จึงตอบเป็นภาษอังกฤษว่า “อยู่แถว ๆ เต้นท์โน่น” พร้อมชี้นิ้วบอก ตอบอย่างตั้งใจค่ะ เหมือนใช้ใจตอบ แต่ก็รู้สึกแปลกใจ ทำไมติ๋วให้ความสำคัญกับสิ่งที่รู้สึกได้มากกว่า สิ่งที่ได้ยิน
วางสายจากครูหนูต้มน้ำอาบ ได้ลูกประคบสดมาจากน้องนี เมื่อครั้งไปร่วมเรียนรู้การทำสวนสมุนไพร รู้สึกดีและระลึกถึงความดีของน้องทุกครั้งที่ได้หยิบขึ้นมาใช้งานค่ะครู อาบน้ำแต่งตัว แล้วก็ไปทำงาน วันนี้ติ๋วสอนน้องฝึกงานเป็นวันสุดท้าย อาทิตย์ นี้ทั้งอาทิตย์ติ๋วรับผิดชอบสอนน้องตลอดค่ะ การได้สอนน้องเภสัชทั้งสองคน เหมือนติ๋วเห็นตนเอง เมื่อเริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ เหมือนมีเหตุให้สะกิดใจนึกย้อนเรียนรู้กับตนเอง ฝึกใจตนเองร่วมเรียนรู้ไปกับน้อง ๆ เที่ยง ๆ แวะไปทานข้าวที่ตะวันทองแล้วก็ซื้อของมาให้ครู วันนี้พี่อ้อ พี่กุ๊และน้องฝึกงานอีกสองคนมาด้วย หลัง ๆมานี่ติ๋วมาทานที่นี่เกือบทุกวันที่มาทำงานค่ะ แต่วันนี้มากันหลายคนแปลกใจกับตนเองเหมือนกันค่ะครู แทบทุกครั้งที่ได้ปฏิสัมพันผู้คน ติ๋วรู้สึกว่า ได้รับโอกาสในการรับใช้ แม้กระทั้งการไปสอนน้อง ๆ ก็รู้สึกว่าเป็นการรับใช้เช่นกัน
บ่ายนี้ให้น้อง ๆ ใช้เครื่องมือพิเศษ ติ๋วสอนแบบให้ลงมือปฏิบัติก่อน สงสัยติดขัด หรือ ผิดพลาดค่อยถาม แต่ก็เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ โดยพื้นฐานความเชื่อว่า เรียนรู้ทั้งความผิดพลาดและความสำเร็จ เรียนรู้การให้อภัยตนเอง ให้อภัยผู้อื่น ขณะที่แนะนำน้อง ๆ ใจก็ระลึกถึงทั้งอาจารย์และครูค่ะ ว่าได้เทคนิคเหล่านี้จากทั้งสองท่านมาปรับใช้
เลิกงานแวะไปหาน้องนีที่มาประชุมที่ รีสอร์ทในเขตขอนแก่น โดยมีน้องแปมขอติดรถไปด้วย ไปถึงก็ได้พูดคุยกับน้องนี และแม่แดง สักพักก็กลับ ขากลับขับรถไปทางที่ไม่เคยไปค่ะ ไปตามป้ายเลี้ยวผิดก็กลับรถ แต่ก็ไปตามความรู้สึกและความตั้งใจโดยมีเป้าหมายเป็นที่ตั้ง สุดท้ายก็มาถึงแวะส่งน้องแปมแล้วก็ขับรถออกมาจากขอนแก่นก็หกโมงกว่า ๆ แล้วค่ะ
ตั้งใจแวะเยี่ยมป้าแก้วก่อนจึงโทรหาพี่แดง (ลูกสาวคนโตของป้าแก้ว) ท่านให้ข้อมูลว่า กำลังทำของหวานเพื่อไปร่วมทำโรงทานในงานกฐิน ณ วัดหลวงปู่ หนูกล่าวอนุโมทนาบุญกับท่านแล้วถามถึงป้าแก้ว พี่แดงบอกว่า “ท่านเดินได้บ้างแล้ว แต่ยังต้องพยุงอยู่ ไปร่วมงานกฐินได้ เมื่อเช้าก็ลุกขึ้นมาใส่บาตร” รู้สึกดีใจค่ะที่ท่านสบายตัวมากขึ้น พอถึงบ้านเข้าไปไหว้ท่าน ถามถึงหน้าที่ ๕ ข้อที่ฝากไว้ให้ท่านปฏิบัติ ท่านก็ทำบ้างแต่ก็ไม่บริบูรณ์ที่ลุกขึ้นมาเดินได้ เพราะได้ความเมตตาจากพระที่วัดที่ท่านเคารพ แวะเวียนมาเมตตาและชวนไปร่วมงานกฐิน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านก็ค่อย ๆ ดีขึ้นค่ะครู พอได้พูดคุยกับป้า ใจท่านวนเวียนอยู่กับกุศลและบุญที่ท่านได้เคยทำ ใจหนูแว๊บดังขึ้นว่า “ถ้าท่านหมดลมหายใจก็คงไม่น่าห่วง” นั่งคุยกับท่านเกือบ ๆ ชั่วโมงประมาณสามทุ่มกว่า ๆก็ลา ขับรถกลับนาคู หนูขับไปเรื่อย ๆ ตามความเคยชิน แวะจอดรถที่ห้องแถวบริเวณตลาด ใจหนูระลึกกับตนเองว่า “ตั้งต้นกับตนเองใหม่นะ จึงส่ง sms แจ้งครูว่าถึงบ้านแล้ว”
แล้วก็หยิบกระเปล่าเดินลงจากรถจะเดินไปบ้านหน้าโรงเรียนมีรถกะบะคันหนึ่งมาจอดข้างหลังห่าง ๆ แล้วบีบแตรสักพักเห็นแม่ลงมาจากรถ แม่บอกว่า “ไปกราบหลวงปู่ก่อน” พอเข้าไปใกล้ ๆ หลวงปู่ท่านเมตตาเปิดประตูรถออกมา หนูวางกระเป๋าแล้วก็นั่งลงกับพื้นก้มลงกราบท่านด้วยความตั้งใจ หลวงปู่ พ่อ แม่และเพื่อน ๆ ของท่านพึ่งลงมาจากการไปภาวนาที่วัด ซึ่งหลวงปู่องค์นี้ท่านรับนิมนต์มาร่วมงานกฐิน แต่มาจำวัดอีกวัดหนึ่ง ซึ่งพ่อกำลังขับไปส่ง แต่มองเห็นหนูจอดรถท่านจึงให้แม่ลงมาเพราะกุญแจบ้านอยู่กับแม่
เป็นการกลับบ้านที่ประทับใจมากค่ะครู ได้กราบหลวงปู่ก่อนเข้าบ้าน เดินกลับบ้านกับแม่เป็นความรู้สึกคุ้นเคย
ว่าด้วยศีล
ข้อหนึ่งไม่ได้ฆ่าสัตว์ค่ะ เบียดเบียนคนอื่นน้อยลง
ข้อสอง ไม่ได้ขโมยของใคร แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยังทำงานไม่เต็มศักยภาพในตนเองค่ะ
ข้อสาม ไม่ได้แย่งแฟนใครค่ะ แต่ก็ยังหลงในคนหน้าตาหล่อ ๆ อยู่ค่ะ
ข้อสี่ ข้อนี้เขียนแล้วก็ยอมรับว่าเป็นข้อที่ด่างพร้อยมากทีเดียวค่ะ ตั้งใจหลายอย่าง รับปากบางอย่างก็ยังทำได้ไม่บริบูรณ์
ข้อห้าติ๋วไม่ดื่อมเหล้าแต่ก็ยังหลงอยู่ค่ะ
กราบขอบพระคุณครูค่ะที่ให้โอกาสค่ะ
จาก...........ติ๋ว (ลูกศิษย์ก้นกุฏิ)