ทั้งที่เคยคิดและตัดสินใจมาก่อนหน้านี้แล้ว ว่าขอที่จะไม่รับการใส่ท่อช่วยหายใจ...แต่กระนั้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องทุกข์ทรมานจากภาวะการหายใจลำบากจริงๆเข้า...มันช่างทะลุผ่านไปได้แสนยากจริงๆ...

            คงยังจำกันได้ กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายที่มีการแพร่กระจายมาที่ปอด ที่เคยเขียนถึงไว้ในบล็อค 3 Wishes กับ Unfinished businessของท่านอาจารย์ดาริน เมื่อหลายเดือนก่อนนะคะ...   

            ในช่วงประมาณ 1 เดือนก่อนหน้านี้ พี่เขาต้องทุกข์ทรมานมากมายกับภาวะหายใจลำบากที่กำเริบหนัก จนไม่สามารถดูแลตนเองที่บ้านต่อไปได้ ญาติต้องตัดสินใจนำมารับการบำบัดอาการรบกวนดังกล่าวที่โรงพยาบาล และการมาโรงพยาบาลครั้งนั้น กลับเป็นครั้งสุดท้าย...หลังจากที่พี่เขาได้รับการบำบัดด้วยการใส่ท่อช่วยหายใจ และต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจไปตลอดเวลาเกือบ 1 เดือน...ตราบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

            ทั้งๆที่เคยคิดและตัดสินใจมาก่อนหน้านี้แล้ว ว่าขอที่จะไม่รับการใส่ท่อช่วยหายใจ และการช่วยฟื้นคืนชีพใดๆ ที่เป็นไปเพื่อยืดชีวิตของตนเองไปให้นานกว่าที่ธรรมชาติกำหนดแล้ว  แต่กระนั้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องทุกข์ทรมานจากภาวะการหายใจลำบากจริงๆเข้า...มันช่างทะลุผ่านไปได้แสนยากจริงๆ  กับอาการแน่นที่อกโดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า...อกข้างซ้าย...บริเวณที่เคยผ่าตัดเต้านมออกไปแล้วนั่นเอง สีหน้าแววตาที่ทุกข์ทรมานนั้นเรียกความเห็นใจจากผู้ที่พบเห็นเป็นที่สุด...ให้ออกซิเจนและพ่นยาขยายหลอดลมก็แล้ว กำหนดสติก็แล้ว...ผู้ป่วยรับการสังเกตอาการอยู่ที่ห้องฉุกเฉินนานกว่า 3  ชั่วโมง ก็ด้วยความที่ไม่อยากนอนโรงพยาบาล...แต่จนแล้วจนรอด ก็หนีไม่พ้น ต้องยินยอมนอนโรงพยาบาล เนื่องจากอาการไม่ดีขึ้นเลย...

            หลังจากรับไว้นอนในโรงพยาบาลที่หอผู้ป่วยสามัญ ได้อีกสักพักใหญ่ แพทย์ก็ต้องหารือร่วมกับผู้ป่วยและญาติถึงทางเลือกในการใส่ท่อช่วยหายใจ...เมื่อทนไม่ได้กับความทุกข์ทรมานที่รุมเร้า ในที่สุดพี่เขาก็ตัดสินใจยอมรับการใส่ท่อช่วยหายใจ และต้องย้ายจากหอผู้ป่วยสามัญเข้ารับการรักษาต่อที่หอผู้ป่วยหนักของโรงพยาบาล

            ในช่วงแรก  ความทรมานจากการหายใจไม่ออกของคนไข้ดูเหมือนจะดีขึ้น  ผู้ป่วยเขียนบอกระดับของการหายใจลำบาก (Dyspnea score)  แก่เราได้  อยู่ที่ประมาณ 2 ใน 10 เท่านั้น...แต่ความไม่สุขสบายในช่องปากและการเจ็บคอจากท่อช่วยหายใจก็เข้ามาแทน...ผู้ป่วยต้องฝืนทน...เป็นเช่นนั้นอยู่ได้ไม่นาน...เมื่อทางทีมแพทย์และพยาบาลได้พยายามหย่าเครื่องช่วยหายใจ แต่ไม่มีวี่แววว่าจะหย่าได้...หลังจากยื้อเวลามาจวบจนจะเข้าสัปดาห์ที่ 3 แล้ว ก็ต้องตัดสินใจเจาะคอ เพื่อใส่ท่อหลอดลมคอแทนการใส่คาไว้ทางปาก...ผู้ป่วยสุขสบายปากขึ้นเหมือนกันนะ...แต่อาการหายใจลำบากก็กลับกำเริบขึ้นอีก...ดูเหมือนว่าวงจรของความทุกข์ทรมานนั้นยังคงหมุนไปเรื่อยๆ  ไม่หยุดหย่อน...ผู้ป่วยดูท้อถอยขึ้นทุกวัน จนในที่สุดก็ยอมแพ้ ถอดใจ...ผู้ป่วยหายใจลำบากมากขึ้นจนทนไม่ไหว ให้คะแนนการหายใจลำบากถึง  8 ใน 10…ร้องขอให้ทีมแพทย์ พยาบาล ทำอย่างไรก็ได้ให้ตนเองหลับไปเถอะ ทนไม่ไหวแล้วกับความทุกข์ทรมานที่ถาถม...จนในที่สุด เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว การจัดการภาวะหายใจลำบากด้วยมอร์ฟีน ก็เริ่มขึ้น

            มอร์ฟีนที่ผสมในน้ำเกลือหยดให้ทางหลอดเลือดดำ  ช่วยบรรเทาให้การรับรู้ภาวะหายใจลำบากนั้นลดลง...ผู้ป่วยลดความกระวนกระวายและบ่นหายใจลำบากน้อยลง...เริ่มหลับมากขึ้น  แต่ยังรู้สติ ปลุกตื่นสะลึมสะลือ และหลับต่อ...เป็นเช่นนั้นอยู่ได้ประมาณ 2 วัน...จวบจนย่างเข้าวันที่ 3  พี่เขาก็จากไป...อย่างสงบ

            กรณีศึกษานี้ทำให้เราต้องนำกลับมาถกคิดกันว่า การใส่ท่อช่วยหายใจให้กับผู้ป่วยรายนี้นั้น เป็นการเหมาะสมที่สุดแล้วหรือ? ต่างคนต่างความคิด  ต่างคนต่างเหตุผล อะไรล่ะที่จะบอกว่าเหมาะสม...ท่านล่ะคะ... คิดอย่างไรบ้าง?