Work Point - Happiness Point
เมื่อปลายเดือน ตุลาคม 2553 ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับ Work Point ที่ คปสอ. (คณะกรรมการประสานงานระดับอำเภอ) จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ ให้เจ้าหน้าที่รับทราบนโยบายว่า จะมีการจัดสรรเงินตอบแทน นอกเหนือจากเงินเดือน และเงินค่าเวร ที่ได้รับในแต่ละเดือน (อาจเป็นการชดเชยเงินตอบแทน 1,800 หรือ 900 บาท ที่เราเคยได้รับ และหยุดได้รับตั้งแต่ ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป)
Work Point เป็นการกำหนดค่าคะแนน โดยรวบรวมภาระงานของแต่ละงานในหน่วยงานของตนเอง เพื่อนำไปกำหนดเป็นแต้มคะแนนรายบุคคล แล้วเราจะได้เงินค่าตอบแทน เมื่อเราสะสมแต้มได้ครบตามกำหนด เช่น กำหนดว่า แต่ละคน ต้องให้ฉีดยา ทำแผล วัดความดันโลหิต คนละ อย่างน้อย 100 ครั้ง ต่อเดือน
Work Point ผมมองว่า มีความคล้ายกับ KPI รายบุคคล ที่เราต้องวิ่งล่าตัวชี้วัดให้ผ่านเกณฑ์ตามข้อตกลง ถ้าเราผ่าน เราจะได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน มากหรือน้อยตามความดีความชอบของแต่ละคน
Work Point กับ Happiness Point อาจจะมีนัยสำคัญทางสถิติก็เป็นไปได้ครับ “เงินบันดาลให้เกิดความสุข” “เงินมา ความสุขบังเกิด” ความสุขที่เราไล่ล่าแต้มให้ได้ครบตามกำหนด ความสุขที่เราได้เห็นตัวเลขว่า เราพุ่งลูกศรเข้าเป้าแน่นอน ความสุขที่เราแข่งขันกับตัวเอง (หรืออาจเป็นเพื่อนร่วมงาน) เพื่อให้ได้ Work Point หรือ ทำงานแล้ว ...ได้เงิน
แต่เราอาจจะลืมบางอย่าง ลืมความสุขที่แท้จริง ความสุขที่มาจากใจเราให้การให้บริการอย่างใส่ใจ ห่วงใยผู้รับบริการ บริการคนที่ต้องการเรา ด้วยความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ มองคนเหล่านั้น เหมือน ตัวเลข 1 2 3 ที่ให้เราไล่ล่า
หลายวันผ่านมา.... ทำให้ผมฉุกคิดอยู่ตลอดเวลาว่า...
-
ผมทำงานเพื่ออะไรกันแน่ ?
-
เงินเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ผมต้องการ .... เป็นสิ่งเดียวที่รอ...ให้เกิดความสุข เท่านั้นหรือ ?
-
การทำงานที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า จะเป็นการขับไล่ หรือ วิ่งไล่ความสุข ?
-
ต่อไป ผมจะมอง และโหยหาความสุขที่อยู่ข้างหน้าตลอดเวลา หรือเมื่อทำ Work Point ได้ครบตามกำหนด แทนที่จะมองหาความสุข ความงดงาม ที่อยู่ตรงหน้า กับปัจจุบันที่ลมหายใจเข้า – ออก อย่างนั้นเหรอ ?

ครับเหมือนจิตรอาสา อสม.
พอมีค่าตอบแทนมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
สุขที่ได้ทำ หรือสุขที่ได้เงิน ตอบตัวเองให้ได้ หรือทั้งสองอย่าง
สวัสดีค่ะ
ขอขอบพระคุณ
1. ท่าน วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
2. ยายคิม
มาก ๆ นะครับ
รักษาสุขภาพด้วยนะครับ อากาศเริ่มเย็นแล้วครับ.........
สวัสดีคะท่านทิมดาบ
พออ่านจบ ทำให้เข้าใจ...
เดี๊ยวนี้ก็ทุกหน่วยงานราชการคะ เรื่องตัวชี้วัด ตัวคะแนน...บางครั้งถ้ามองกันให้ลึก ลึก ลึก ลงไป ก็ทำให้รู้เลยว่า ประเทศเราช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านเพราะอะไร คนที่ทำงานจริง ๆ เขาจะไม่ใช้ปาก แต่เขาจะทุ่มเทกำลังใจและพลังในการทำงาน ส่วนคนที่นึกว่าตัวเองฉลาดก็เอาแต่ประจบสอพอ ทำดีเฉพาะต่อหน้านาย ส่วนคนที่เป็นใหญ่จริง ๆ ก็จะรู้วิธีการกินบ้านกินเมือง รู้ช่องทางดูดเงินจากเงินกองกลาง นันทนาการ ก็ดี หรือแม้กระทั่งรถยนต์หลวง ก็ยึดเป็นของตนและใช้น้ำมันหลวงวิ่ง...วน..นอกราชการ หรือแม้กระทั่งกินกันแบบนิ่ม ๆ คือเงินเปอร์เซนต์ค่าวัสดุ ค่าเปิดประมูลซอง จิปาถะ อะไร โกงได้ ก็โกง ทำกันซึ่งซึ่งหน้า แบบนี้ไงคะ ประเทศไทยของเรา คนดีก็ท้อ เพราะใจไม่ถึงไม่กล้าทำชั่ว เกรงและละอายต่อการกระทำผิด หรือ บาป แต่คนที่อาศัยหัวโขนบังหน้า เจ้ากี้เจ้าการ ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง ...ก็อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ คง รู้ ๆ กันอยู่ ไใ่อยากบอกว่า เห็นจนชินตาเลยคะ เพราะเชื่อและก็เคยเห็นคนใหญ่คนโตที่รักศักดิ์ศรีรักชาติยิ่งชีพ เขาก็ทำตามหน้าที่และไม่โกงกิน คนประเภทนี้มีจริง ๆนะคะ ในสังคมไทยเรา ท่าน เรียนรู้ที่จะอยู่ บนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง ที่่ ในหลวง พ่อหลวงของเรา เป็นแบบอย่างมาโดยตลอด หวังว่าคนที่ดีน้อยยยยยจะหันมาเห็นใจข้าราชการชั้นผู้น้อย และทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป เพื่อให้ลูกหลานของเราได้เห็นโลกใหม่...
"รักชาติ ยิ่งชีพ พิทักษ์ศาสน์ ชีพรองบาทจักรีวงศ์"
ทำงานเดี๋ยวนี้ กำหนด KPI กำหนด MOU กำหนดให้ทำ R2R ทำวิจัย ทำวิชาการ ทำอาหารปลอดภัย ทำกองทุนหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุม แล้วเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าทำได้หรือไม่ ทุกวันนี้ ทำJHCIS ให้มันได้ผ่านก็เต็มกลืนแล้ว เดี๋ยวมีประชุมโน่น นี่ นั้น แล้วจะเหลือใครให้บริการคนเจ็บ คนป่วย พื้นฐานของ สอ.คืออะไร ตอนนี้ลืมกันไปหมดแล้วหรือ