ผมมีนิทานอยู่เรื่องหนึ่ง

...

มีเศรษฐีคนหนึ่ง มีกิจธุระที่จะต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ขับรถเก๋งคันงามเงาวาววับไปตามท้องถนนแล่นเฉี่ยวโฉบไปโฉบมา ไปติดอยู่ตรงที่ท้องนาเข้าไปไม่ถึงหมู่บ้าน จำเป็นจะต้องเดินลัดเลาะไปตามถนนคันนายาวเพื่อตัดไปหาชุมชน

....

ข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง

....

เศรษฐีเห็นชายชาวนานั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง แว๊บหนึ่งทางความคิดของเศรษฐีเกิดขึ้นว่า มานั่งตกปลาอยู่ทำไม ใช้เวลาไม่คุ้มค่า เสียเวลาปล่าว ๆ ถ้าเป็นตัวเขาเวลาที่เสียไปเป็นชั่วโมง ๆ เช่นนี้ เขามีรายได้หลายตังค์ทีเดียว

...

ชายชาวนาเห็นเศรษฐีเดินผ่านมาทางตน จึงร้องเรียกทักทายพูดจาปราศรัยด้วยอารมณ์อันดี อ้าว...อุทานออกมาเพราะไม่เคยเห็นคนแต่งตัวดี ๆ มาเดินบนท้องนา

...

จะไปไหนหรือครับ ชาวนาถาม เศรษฐีตอบ จะไปซื้อที่ตรงหมู่บ้านโน่น

...

คุยกันไปคุยกันมาเศรษฐีก็ยังติดการที่เห็นว่า ชาวนาผู้นี้เสียเวลาเปล่าไปโดยไร้ประโยชน์ น่าจะหาอะไรทำที่ได้เงินมากกว่านี้ เศรษฐีและชาวนาชักติดลม ชาวนาถามเศรษฐีว่า ในบั้นปลายชีวิตจะทำอะไร เศรษฐีตอบโดยไม่ยั้งคิด

อยากจะนั่งตกปลาพักผ่อนอยู่กับบ้าน อยากจะนั่งล่องเรือไปกลางแม่น้ำ อยากจะหยุดนอนดูพระอาทิตย์ตกดิน คงมีความสุขอยู่ไม่ใช่น้อย และนี้เป็นความฝันของเศรษฐีผู้นี้ หลังจากที่ตนเองต้องต่อสู่ฝ่าฝันจนผลิกผันชีวิตตนเป็นมหาเศรษฐีได้ ในบั้นปลายชีวิต เศรษฐีอยากนั่งตกปลา เฝ้าดูอาทิตย์ตกดินในยามเย็น

.....

ชาวนาถามว่า คุณมีเงินเยอะไหม เศรษฐีตอบ มีเยอะสิ มากมายด้วย ใช้ไม่หมด

ชาวนาถามว่า คุณอายุเท่าใด ....เศรษฐีตอบ จะเจ็ดสิบปีแล้ว แล้วคุณละ (เศรษฐีถามกลับบ้าง)

......

ผมอายุ 40 กว่าครับ แต่ผมโชคดีที่ได้นั่งตกปลาอยู่กับบ้าน ผมโชคดีที่ได้ล่องเรือไปกลางแม่น้ำ และโชคดีที่ได้ดูพระอาทิตย์ตกดินทุกวัน โดยไม่ต้องรอถึงอายุเจ็ดสิบกว่า ๆ เช่นคุณ