"ลูกอิสาน" เป็นเรื่องที่มีคุณค่า มีรสชาติ เมื่อได้รับรางวัลซีไรท์ ประจำปี ๒๕๒๒ ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของชาวอิสาน ลูกอิสานได้รับรางวัลดีเด่น ประเภทนวนิยาย จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๑๙ และได้รับรางวัล ซีไรท์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ และสร้างเป็นภาพยนตร์ ถูกคัดเลือกเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาระดับมัธยมปลาย และได้รับการแปลภาษาต่างประเทศหลายภาษา เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส

         ยายคิมได้อ่านลูกอิสานครั้งแรกเมื่อเรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมต้น  อ่านจากนิตยสาร "ฟ้าเมืองไทย" รายสัปดาห์  เพราะหนังสือตระกูลฟ้าเป็นหนังสือประจำครอบครัว ได้แก่ฟ้าเมืองไทย ฟ้าเมืองทอง และฟ้าเมืองเด็ก  ซึ่งฟ้าเมืองทองและฟ้าเมืองเด็กออกทีหลังฟ้าเมืองไทยตามลำดับ

        วัยขนาดนั้น  โดยเฉพาะยายคิม ไม่ใช่คนเฉลียวฉลาด ค่อนข้างเป็นคนหัวช้า แกมซื่อบรื้อ  เพราะคิดอะไรก็พูดแบบนั้น  การอ่านครั้งนั้นของยายคิมจึงเป็นการอ่านแบบสนุกมากกว่า  อีกอย่างหนึ่งก็เป็นการอ่านเพื่อไม่ให้ว่าง ซึ่งทุกคนในครอบครัวอ่านหนังสือ  และมีหนังสือประจำตัวกันทุกคน  พิเศษลูกสามารถอ่านของพ่อและแม่ได้

       เมื่อวันเวลาผ่านไป  "ลูกอิสาน" ได้รับรางวัลซีไรท์  ประเภทนวนิยาย ประจำปี ๒๕๒๒  ทำให้ได้อ่านฉบับรวมเล่มพ็อกเก็ตบุคอีกครั้ง  ตอนนั้นเรียนจบระดับอุดมศึกษาและได้ทำงานแล้ว  สมองได้รับการพัฒนาให้เติบโตขึ้น  ทำให้การอ่านมีรสชาติมากขึ้น  คือได้รับการบันเทิงจากการอ่าน ได้ทราบวิถีชีวิตของชาวอิสาน และได้ทราบคุณลักษณะของความเป็นวรรณกรรมดีขึ้น

        อีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ ๓ คราวนี้อ่านเพื่อต้องการความรู้  เพราะจะได้ย้ายติดตามครอบครัวที่รับราชการไปอยู่ภาคอิสาน  อ่านเพื่อเตรียมที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมและวิถีชีวิตของที่นั่น  ครั้งนี้ได้รับความรู้ ความเข้าใจที่เข้มข้นขึ้น ได้เข้าใจว่าชาวอิสานให้ความสำคัญกับ "อาหารการกิน" ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและความเป็นรากเหง้าของบรรพบุรุษ การทรหดอดทนสูง ขณะเดียวกันทุกอย่างมีที่มาที่ไปอย่างมีความหมายเช่นชื่อคน ชื่อสัตว์ ชื่อหมู่บ้าน ตำบล ต่าง ๆ เป็นต้น

        ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔  คราวนี้ซื้อมาหลายเล่ม  ฝากไปให้ลูกศิษย์ที่เขารักการอ่าน  เพราะเรื่องนี้ "เยาวชนควรอ่านอย่างยิ่ง" การอ่านคราวนี้ยายคิมมีความรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ว่า "ฉันรู้ได้ทุกครั้งว่าฉันยังโง่อยู่อีกทุกทีไป  ขอขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่ให้โอกาสแก่ฉัน" และมีอะไรที่ไม่รู้อีกเยอะเลย

         การอ่านครั้งนี้  เป็นการอ่านแบบหาความหมาย หาเนื้อดีของหนังสือ พบว่าไม่มีตอนไหนเลยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย 

        ด้านวรรณกรรมเข้มข้นขึ้นคือยายคิมมีความเข้าใจภาษาอิสานและได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวอิสานมาแล้วกว่า ๑๐ ปี  ด้านภูมิปัญญา  ด้านวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และการเชื่อเรื่องการทำคุณงามความดี คำสอนของบรรพบุรุษ ซึ่งนับวันความเจริญและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอาจทำให้บางอย่างสูญหายไปกับกาลเวลา

บทที่ ๑ หมู่บ้านเริ่มร้าง

บ้านเรือนทุกครัวเรือนมีสภาพเหมือนกัน  มียุ้งข้าวอยู่ใกล้ตัวเรือน  มีคอกวัวควายอยู่ใต้ถุนเรือน  รอบ ๆ หมู่บ้านมีทุ่งนาและหนองน้ำ  เลยหนองน้ำไปอีกหน่อยก็จะเป็นป่าโปร่ง เรียกว่า "โคกอีแหลว"

คูนบอกให้พ่อโค่นต้นมะพร้าวที่มีอยู่เพียงต้นเดียวทิ้งเสีย เพราะกลัวยามลมพัดแรง ๆ  แม่จะพูดขึ้นว่า "ถ้าลูกกินข้าวหลามไม่ใส่กะทิได้ก็จะตัดมันทิ้งเดี๋ยวนี้"

ปู่ของคูนอยากเรียนหนังสือทางพระ  จึงเดินตีนเปล่าถึงโคราชเป็นเวลา ๑๓ วันแล้วขี่รถไฟปนไปกับรถหมูจนถึงกรุงเทพฯ แต่พระที่กรุงเทพ ฯไม่รับปู่ให้เข้าเรียน  เพราะปู่ชอบกินของดิบ ๆ สกปรก และเขาเห็นปู่ขาลายเพราะสักตั้งแต่เข่าไปถึงโคนขาสองข้าง

วันหนึ่งแดดมากที่สุด คูนเห็นแม่เดินออกไปที่กองทราย  แล้วคุ้ยหยิบเอาไข่ไก่ขึ้นมา ๓ ลูก พ่อบอกว่าไข่หมกในทรายกินแซบกว่าไข่ต้มในน้ำ และ..เรียนหนังสือก็เก่ง

วันหนึ่งปู่ของคูนป่วย ถูกหมอผีหวดด้วยแซ่หวายและราดด้วยน่ำมนต์  ปู่ลุกขึ้นบอกว่า "บ่แม่นผีปอบมากินตับกู กูเป็นไข้ป่า เพราะกูเดินไปโคราช"

หลายครอบครัวได้หนีแล้งไปอยู่ที่บ้านดินดำ น้ำชุ่ม ปลากุ่มบ้อนคือแข้แกว่งหาง แม่บอกคูนว่า "ที่ทำนาได้ทุกปี ปลาในน้ำมีตัวโต ๆ เวลามันโดดน้ำเหมือนจรเข้ฟาดหาง"

คูนถามพ่อว่า "ไม่ย้ายไปไหนหรือ" พ่อบอกว่า "ปู่ของลูกสั่งไว้ไม่ให้ย้ายไปไหน"

        "ลูกอิสาน เป็นเรื่องที่มีคุณค่า มีรสชาติ เมื่อได้รับรางวัลซีไรท์ ประจำปี ๒๕๒๒ ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของชาวอิสาน"  แม้จะอ่านเป็นครั้งที่ ๔  ทำให้เห็นคุณค่าของการถ่ายทอดเข้มข้นขึ้น