ขอบคุณ อ.กฤษณ์ รุยาพร ที่ให้โอกาสผมได้แนะนำ "การจัดการความล้าและการใช้เวลาว่าง" แก่ทีมผู้บริหารของบริษัทชั้นนำของเมืองไทยแห่งหนึ่ง และเป็นการเริ่มต้นวิจัยพัฒนาและบริการวิชาการให้สังคมได้น่าสนใจ
หลายท่านคงนึกไม่ถึงว่า "นักกิจกรรมบำบัดจิตสังคมจะมีบทบาทอะไรแก่ผู้บริหารทุกระดับในบริษัทและองค์กรเอกชนหรือรัฐบาลที่มีความต้องการพัฒนาทรัพยากรบุคคล"
คำตอบที่เคยอยู่ในใจตอนเรียน ป.เอก ที่ออสเตรเลีย ที่เกี่ยวกับ "การพัฒนาสุขภาวะผู้นำ" ได้เปิดเผยสู่การสัมมนาเชิงปฏิบัติการรายการหนึ่งเมื่อวานนี้ คือ "การพัฒนาสุขภาวะผู้นำให้รับรู้ตนเอง ผู้อื่น และบริหารจัดการความคิดสู่ความสำเร็จของตนเองและองค์กร"
จริงๆ แล้วทีมงาน อ.กฤษณ์ และผมได้ทำวิจัยและพัฒนาโมเดลและโปรแกรม Thai Leadership Maturity ในผู้บริหารหน่วยงานชั้นนำของเมืองไทยจำนวน 120 คน ขณะนี้ เลยอยากเล่าถึงการศึกษานำร่องที่ผนวกกับการบริการวิชาการในสามชั่วโมงของ ดร.ป๊อป เกี่ยวกับ "ความล้า นันทนจิตผ่านความรู้สึกที่หลากหลาย และความสุขในชีวิตผู้นำองค์กร"
สิ่งที่ผู้นำองค์กรจำนวน 14 ท่าน ได้ยกประเด็นที่อยากรู้คือ
- ทำอย่างไรที่จะรู้จักตนเองและผู้อื่น ตลอดจนเห็นการเปลี่ยนแปลงการทำงานได้เร็ว
- ทำอย่างไรที่จะมองคนในหลายๆ มิติ นอกเหนือจากการใช้เครื่องมือแบบสอบถามและการสัมภาษณ์แบบทางการ
- ทำอย่างไรจะปรับงานที่ทำ ปรับใจเจ้านาย ปรับใจลูกน้อง ให้ตรงกับงานที่เราถนัด
- ทำอย่างไรจะปรับทักษะของเราให้ใช้สมองทุกระบบ หรือจำเป็นไหมที่จะแยกใช้สมองบางระบบที่ตนเองถนัด
- ทำอย่างไรจะมีเวลาให้กับตนเอง ครอบครัว และเวลาประสบความสำเร็จในงาน
อ.กฤษณ์ ได้เชื่อมโยงคำถามที่สะกิดใจผมและผู้นำองค์กรทั้งหลายว่า "วันนี้ เราทำสิ่งที่ดีที่สุด สนุกที่สุด หรือยัง ในเมื่อชีวิตของเรามันสั้นนัก" และได้ตอบคำถามบางส่วนว่า "องค์กรที่ผู้นำสนใจคุณค่าของคน จะยอมลงทุนเพื่อคัดกรอง กลั่นกรอง และฝึกทักษะภาวะผู้นำแก่คนที่มีความมุ่งมั่นและความเข้าใจในการพัฒนาองค์กรระดับหนึ่งด้วย Head & Heart มิใช่สนใจเฉพาะ Hand เท่านั้น"
ผมเห็นด้วยกับ อ.กฤษณ์ และแนะนำให้ผู้นำทั้ง 14 ท่าน มาปรับความคิด ความรู้สึก อารมณ์ กับความรู้ทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม โดยยกประเด็นเรื่อง "ทำอย่างไรที่เราจะพัฒนาความสุขความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตใน 24 ชั่วโมง ได้แก่ การทำกิจกรรรมการดูแลตนเอง การทำกิจกรรมที่เป็นงานที่มีรายได้กับงานอาสาสมัคร การทำกิจกรรมยามว่าง การทำกิจกรรมการศึกษา/เรียนรู้ การพักผ่อนและนอนหลับ และการทำกิจกรรมที่เป็นพลเมืองดีต่อสังคม"
จากนั้นผมเริ่มทำกลุ่มกิจกรรมบำบัดรอบแรกแบบพลวัติโดยให้ทุกคนหลับตา ฟังเสียงดนตรีแห่งความสุข ทำสมาธิแล้วลองอยู่กับตัวเองแบบไม่ให้คิดถึงเรื่องงาน และเรียนรู้ความสุขจากการได้ยินนาน 5 นาที จากนั้นให้มองภาพธรรมชาติแห่งความสุข และเรียนรู้ความสุขจากการมองเห็นนาน 5 นาที สุดท้ายให้หลับตาอยู่กับความมืดและความเงียบเพื่อตอบตนเองว่า "เราจะให้คะแนนความมั่นใจในการเพิ่มความสุขให้กับตนเองเท่าไรจาก 1-10 คะแนน" เมื่อเคาะระฆังให้ทุกท่านลืมตาแล้วเดินอย่างเงียบๆ ไปที่ผ้าที่แบ่งเป็นสีเหลือง (0-1 คะแนน) สีน้ำเงิน (2-4 คะแนน) สีแดง (5-7) และสีเขียว (8-10 คะแนน)
ผมพบว่า จาก 14 ท่าน มีเพียง 4 ท่านที่ให้คะแนนต่ำกว่า 5 คะแนน นั้นหมายถึงคัดกรองได้ว่า ทุกคนต้องการความสุขแต่ยังจัดการไม่ได้ด้วยเหตุปัจจัยใดๆ
จากนั้นกิจกรรมบำบัดรอบที่สอง ด้วยการให้ทุกท่านพูดคุยกันแบบกระซิบและสัมผัสเขียนลงบนหลัง/มือ ระหว่างบุคคลที่ยืนบนสีในคะแนนข้างต้นพอๆ กัน นาน 5 นาที แล้วพูดคุยแบบเสียงดังๆ สลับสีที่คะแนนน้อยกับสีที่คะแนนมาก ประเด็นคือ "เราจะเรียนรู้การจัดการความสุขได้อย่างไรจากผู้ที่มีความสุขมากกว่า" มีเงื่อนไขว่า "ไม่ให้คุยกันเรื่องงาน" นาน 5 นาที สุดท้ายมองเพื่อนคนใดหรือกลุ่มใดก็ได้ ให้จูงมือกันไปคุยในบริเวณที่เรารู้สึกผ่อนคลาย คุยกันสบายๆ ว่า "จะจัดการชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไร" นาน 5 นาที แล้วให้แยกย้ายมาที่นั่งเดิมหรือเปลี่ยนที่นั่ง/กลุ่ม มาเลือกปากกาสีที่ชอบมาเขียนบนกระดาษโดยคิดหนึ่งข้อที่จะตอบโจทย์ "จะจัดการชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไร" จะซ้ำกันหรือไม่ ก็ให้เดินวนสลับมาเขียนทีละคน เพื่อคนที่นั่งอยู่จะได้อ่านและคิดตามไปอย่างช้าๆ สบายๆ
ผมพบว่า 14 ท่าน สามารถทำความเข้าใจว่า จะจัดการเวลาทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตให้สมดุล จะวางเฉยหรือปล่อยวางกับความคิดที่หมกมุ่นเรื่องงาน ให้ความสำคัญกับงานและครอบครัว ให้ความสุขจากกิจกรรมยามว่างและการพักผ่อน
ต่อมาผมได้ขอความร่วมมือให้ทั้ง 14 ท่านใช้เวลานาน 1.30 ชม. ในการวนฐานประเมินที่เป็นมาตราฐานเพื่อเก็บข้อมูลทางวิจัยและบริการทางคลินิกเกี่ยวกับ การรับรู้ความรู้สึกที่ชอบและที่สมองใช้ทำงานอยู่ในปัจจุบัน การรับรู้ชนิดและความถี่ของการทำกิจกรรมยามว่างในชีวิตที่ผ่านมา และการรับรู้ความล้าทางร่างกาย/จิตใจในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแนะนำให้ใช้เวลาคิดทบทวนตนเองและตัดสินใจตามความคิดความรู้สึกทันทีอย่างไม่ลังเล ผมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนะนำวิธีการตอบแบบประเมินพร้อมการคิดคำนวณคะแนนแต่ละแบบประเมิน แปรผลแบบประเมินทั้งหมดในแต่ละรายบุคคล และให้คำปรึกษาว่า "จะจัดการความล้าและการใช้เวลาว่างตามความรู้สึกที่หลากหลายอย่างไร"
สุดท้าย อ.กฤษณ์ กับ ผมได้สรุปบทเรียนว่า "ทุกท่านได้เรียนรู้อะไรบ้างและมีข้อซักถามอะไรเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมบำบัดในครั้งนี้"
ความรู้ที่เกิดขึ้นอย่างสร้างสรรค์เพื่อนำไปต่อยอดในการศึกษา "แนวทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้นำในองค์กร" โดยสรุปจากกรณีศึกษาทั้ง 14 ท่านคือ
- ผู้นำองค์กรจำนวน 70% มีความล้าทางร่างกายมากกว่าทางจิตใจ อีก 25% มีความล้าทางจิตใจ และอีก 5% มีความล้าทางร่างกายและจิตใจ
- ผู้นำองค์กรจำนวน 80% ที่มีความล้าทางร่างกาย เน้นกิจกรรมยามว่างเพื่อผ่อนคลาย 2-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่เน้นกิจกรรมยามว่างเพื่อร่างกาย, สังคม, หรือสร้างสรรค์ 0-2 ครั้งต่อสัปดาห์ อีก 20% เน้นกิจกรรมยามว่างเพื่อร่างกาย, สังคม, สร้างสรรค์, และผ่อนคลาย 0-2 ครั้งต่อสัปดาห์
- ผู้นำองค์กรจำนวน 60% ที่มีความล้าทางจิตใจ เน้นกิจกรรมยามว่างเพื่อผ่อนคลายและร่างกาย 2-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่เน้นกิจกรรมยามว่างเพื่อสังคมและสร้างสรรค์ 0-2 ครั้งต่อสัปดาห์ อีก 40% เน้นกิจกรรมยามว่างเพื่อร่างกาย, สังคม, สร้างสรรค์, และผ่อนคลาย 0-1 ครั้งต่อสัปดาห์
- ผู้นำองค์กรจำนวน 20% มีความชอบรับความรู้สึกทั้งหกด้าน (ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส เคลื่อนไหว) อีก 30% มีความชอบรับความรู้สึกสองด้าน (ตาและหู จมูกและลิ้น สัมผัสและเคลื่อนไหว) และอีก 50% มีความชอบรับความรู้สึกหนึ่งด้าน (ตา หู สัมผัส และเคลื่อนไหว)
- ผู้นำองค์กรจำนวน 65% ไม่ได้ใช้สมองรับความรู้สึกที่ตนเองชอบ เกิดความล้าทางร่างกาย และทำกิจกรรมยามว่างเพื่อร่างกายและสังคมไม่เหมาะสม อีก 30% ไม่ได้ใช้สมองรับความรู้สึกที่ตนเองชอบ เกิดความล้าทางจิตใจ และทำกิจกรรมยามว่างเพื่อสร้างสรรค์และผ่อนคลายไม่เหมาะสม
- ผู้นำองค์กรจำนวน 5% ที่ใช้สมองรับความรู้สึกที่ตนเองชอบ เกิดความล้าทางร่างกายหรือจิตใจเล็กน้อย และทำกิจกรรมยามว่างเพื่อร่างกาย สังคม สร้างสรรค์ และผ่อนคลายอย่างเหมาะสม (ไม่ผ่อนคลายเกิน 25% ของการใช้เวลาใน 24 ชม.)
ดังนั้นผู้นำเหล่านี้ต้องลองคิดแนวทางปรับเปลี่ยนการใช้เวลาว่างทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับการจัดการความล้า แล้วลองประเมินตนเองอีกครั้งในแต่ละสัปดาห์ เลือกความรู้สึกที่ชอบและสื่อสารให้จิตและสมองของเรามุ่งใช้งานรับข้อมูลในขณะทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เช่น ชอบรับรู้ข้อมูลงานจากการมองก่อน แล้วค่อยรับรู้ข้อมูลงานจากการได้ยิน ประชุมพร้อมทานอาหารได้โดยให้เวลารับรสและกลิ่นก่อน ได้ยินข้อมูลงาน เป็นต้น
นอกจากนี้ลองฝึกจัดท่าทางไขว้ห้าง ลงน้ำหนักยืน บิดตัวเอนนั่ง/นอน จากข้างตรงข้ามกับมือข้างที่ถนัดก่อนมาเริ่มทำงาน/พักผ่อนทุกครั้ง ฝึกหายใจ-กลั้นหายใจ-เป่าลมออกทางปากช้าๆ 5 รอบในท่ายืน ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วน-ค้างไว้ 3 วินาที-ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน ทำแค่ 3 รอบในท่านั่งเหยียดขาหรือท่านอนหงาย ฝึกหายใจ-ทรงตัว-ยืดหลังและขา โดยยืนหลังเก้าอี้ทำงาน (Behind the seat training) ซัก 3 รอบ แล้วกลับไปนั่งไขว้ห้างด้วยขาข้างไม่ถนัด หลับตาทำสมาธิแล้วสื่อสารในใจว่า "เมื่อลืมตาจะทำงานให้มีความสุข" รวมทั้ง ไม่กอดอกขณะเดิน ให้เปลี่ยนเป็นไขว้มือข้างหลัง ไม่ไขว้ห้างขาข้างถนัดนานเกินไป เป็นต้น
การเรียนรู้ในครั้งนี้ ทำให้ผมสรุปบทเรียนว่า "การรับรู้สุขภาวะของตนเอง (Personal & Health Profile) ที่แสดงศักยภาพของการจัดการความคิดที่มีความสุขความสามารถและสอดคล้องกับ Job Profile และ Emotional Profile ที่เหมาะสม น่าจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตแห่งการเป็นผู้นำทั้งตนเอง ผู้อื่น องค์กร" แม้ว่าสมองแห่งบุคลิกภาพ ศักยภาพ และความถนัดของแต่ละคนจะเหมือนกัน 90% ของทีมผู้นำองค์กรทั้งหมดหรือแตกต่างกัน 10% ของทีมผู้นำองค์กรทั้งหมด ที่บูรณาการสู่สุขภาวะผู้นำและต้นแบบระบบประเมินและพัฒนาวุฒิภาวะผู้นำไทยในอนาคต"
คลิกอ่านบันทึกที่เกี่ยวข้องที่
http://gotoknow.org/blog/otpop/405568
http://gotoknow.org/blog/otpop/259955
http://gotoknow.org/blog/otpop/361116
http://gotoknow.org/blog/otpop/234510