พบพระ
วันที่ 25 ตค. 53 ได้มีโอกาสต้อนรับพระครูวรกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดนาคปรก (คุณอ๊อด ศุภชัยบอกบุญมา) ซึ่งเดินทางไปสอนพระที่พุทธคยาและแวะมาต่อเครื่องที่เดลี เนื่องจากมีเวลาว่างเหลือประมาณ 3 ชม.กว่า ผมจึงรับท่านพระครูไปฉันเพลและพักผ่อนที่บ้านก่อนที่จะไปส่งอีกทีที่สนามบิน ผมได้มีโอกาสสนทนากับท่านพระครู แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็พบว่าท่านเป็นพระที่น่าชื่นชมยิ่งนักเพราะเป็นพระปฏิบัติดี เป็นพระนักพัฒนาที่มองการณ์ไกลและทันสมัยองค์หนึ่งทีเดียว นอกจากนั้นยังมีอารมณ์แจ่มใสและลูกเล่นในการเทศน์สั่งสอนคนได้ดี เป็นพระที่เราชาวพุทธกราบไหว้ได้ด้วยความสนิทใจ
บ่ายวันนั้น ผมได้พาท่านพระครูไปไหว้ต้นมหาโพธิ์ในบริเวณสถานทูต ซึ่งเป็นต้นโพธิ์ที่หน่อมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตั้งแต่ปี 2499 ในโอกาสการฉลองกึ่งพุทธกาลหรือบุดดาชยันตี บรรยากาศใต้ต้นโพธิ์นั้นอากาศนิ่งไม่ถึงกับร้อน ผมและท่านพระครูได้สนทนากันหลายเรื่อง โดยเฉพาะสภาพของพุทธศาสนิกชนไทยในปัจจุบันและวิธีการที่จะกระตุ้นฟื้นฟูศรัทธาของชาวพุทธ ท่านพระครูเห็นด้วยกับผมว่าศรัทธาของชาวพุทธเสื่อมลง จึงต้องหาวิธีทำให้คนสนใจและกลับมาเข้าวัด ผมได้เรียนท่านพระครูเรื่องแนวคิดการเปิดโบสถ์ของวัดไทย ว่าโบสถ์วัดไทยนั้นตามปรกติถูกปิดตายเพราะถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัด และใช้ประกอบพิธีสำคัญต่างๆ รวมทั้งมีพระพุทธรูปหรือของมีค่าอยู่ ทำให้วัดทั่วไปนิยมปิดประตูโบสถ์ แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง โบสถ์คือสถานที่สงบจิตได้ดีมาก นอกจากจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วยังมีพระพุทธรูปที่เป็นเครื่องยึดจิตใจให้อยู่กับกุศล ดังนั้น โบสถ์จึงเป็นที่ที่ชาวพุทธควรจะมีโอกาสได้เข้าไปสงบจิตสงบสติอารมณ์ได้สะดวก ยกตัวอย่างโบสถ์คริสต์ มักจะสร้างโบสถ์ริมถนน ทำให้คริสต์ศาสนิกชนไปเข้าไปพบพระเจ้าได้ง่าย ท่านพระครูเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ท่านพระครูบอกว่าในปัจจุบันกำลังมีโครงการรณรงค์ให้คนไปวัดในวันอาทิตย์ ซึ่งวัดนาคปรกกำลังดำเนินการนำร่องอยู่
การสนทนากับท่านพระครูใต้ต้นมหาโพธิ์นี้ ทำให้ผมได้รู้ว่าวัดนาคปรกนั้นพัฒนาและเจริญจนได้รับรางวัลมากมายจากทางการ ก็เพราะท่านพระครูองค์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดวิทยุออน์ไลน์ของวัด อุทยานการเรียนรู้ในวัดและการรณรงค์สร้างเครื่อข่ายให้คนไปวัดในวันอาทิตย์ รวมทั้งการไปสร้างวัดไทยในนิวซีแลนด์ซึ่งท่านพระครูบอกว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์
ในอดีต ท่านพระครูเคยไปปฏิบัติงานในคณะพระธรรมทูตไทยสายอินเดียด้วย จึงทำให้รู้เรื่องราวของการฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดียเป็นอย่างดี
ผมได้เรียนว่าพุทธศาสนาซึ่งประเทศไทยนับถือมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกส่งพระธรรมทูตมานั้น ถือว่าเจริญมั่นคงมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เห็นได้ชัดจากการได้รับความไว้วางใจจากประเทศพุทธทั่วโลกให้ไทยจัดงานวิสาขะบูชาโลกทุกปี และด้วยศาสนาพุทธนี้เอง ไทยสามารถส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับทางการค้าที่มีการส่งสินค้าส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ยกตัวอย่างขณะนี้อินเดียซึ่งเป็นต้นกำเนิดพุทธศาสนาเอง ก็กำลังฟื้นฟูมหาวิทยาลัยนาลันทาเพื่อให้กลับมาเป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านศาสนาพุทธของโลกอีกครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าอินเดียกำลังใช้ศาสนาส่งออกไปยังต่างประเทศเช่นกัน
ผมได้เรียนท่านพระครูว่าด้วยความสำคัญของศาสนา ไทยและอินเดียควรใช้ศาสนาในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันและโดยเฉพาะไทยซึ่งมีบุคลากรมากคือพระสงฆ์ จะทำให้ไทยสามารถสร้างประโยชน์ให้อินเดียได้เป็นอย่างดี การฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดียมีแนวทางมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่คืบหน้าไปมากเพราะพระสงฆ์ก็ดำเนินการในรูปของพระธรรมทูต ขึ้นตรงกับมหาเถระสมาคม ในขณะที่ด้านต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศก็ดำเนินนโยบายต่างประเทศไปของตนเอง จึงมีลักษณะต่างคนต่างทำ ซึ่งผมได้เรียนท่านพระครูว่า ความจริงแล้ว งานด้านพุทธศาสนาสามารถเป็นนโยบายสำคัญหนึ่งในนโยบายต่างประเทศของไทยได้ ก็หมายความว่ากระทรวงการต่างประเทศจะต้องร่วมพิจารณายุทธศาสตร์ด้านพุทธศาสนาในต่างประเทศกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นมหาเถระสมาคม กรมศาสนา หรือสำนักพุทธ ซึ่งจะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในต่างประเทศเหล่านี้ทำงานอย่างเป็นเอกภาพและสอดคล้องกัน ท่านพระครูเห็นด้วยกับแนวคิดนี้อย่างมาก
ในช่วงก่อนที่จะจากต้นมหาโพธิ์ไป ท่านพระครูได้กรุณาสวดมนต์สักการะต้นมหาโพธิ์ 1 จบ ในระหว่างที่นั่งกำหนดจิตและสวดในใจตามไปด้วยนั้น รู้สึกว่ามีกระแสลมพัดมา 2 วูบใหญ่ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอากาศร้อนนิ่ง ก็ถือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้การสักการะในครั้งนี้
จึงนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่ออนุโมทนาบุญครับ
ใครที่เป็นลูกศิษย์ลูกหา ก็ save ไปใช้ประโยชน์ได้นะครับ
สวัสดีค่ะ ท่านพลเดช
ครูลี่ ครับ
ยินดีที่ได้ทักทายกันอีกครับ คนเราก็มีช่วงเวลาของตนเองนะครับ
ผมเอง บางครั้งก็หายไป แว๊บไป แว๊บมา รวมทั้งการแว๊บกลับไปเมืองไทยช่วงก่อนน้ำท่วม
คนไทยน้ำใจงาม ช่วยเหลือกัน ไม่ทอดทิ้งกันนะครับ นี่เป็นส่วนดีที่น่าชื่นชมครับ ผมเองก็ได้บริจาคผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปเหมือนกัน
ศาสนาพุทธในวันนี้ โดยเฉพาะจากประเทศไทยแผ่ไกลไปทั่วโลกครับ พระสงฆ์ไทยถือว่าเป็นบุคคลากรที่มีคุณค่ากับชาวโลกครับ
ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันครับ
สวัสดีค่ะ
มากราบอนุโมทนบุญก่อนนอน
ขอให้สิ่งที่ท่านทั้งหลายคิดดีแล้ว
จงสำเร็จเป็นอัศจรรย์
ขอให้มีกำลังใจ ที่จะทำสิ่งดีงามตามตั้งใจ
ไปทุกหนแห่ง และทุกภพทุกชาติ
คำอธฺษฐาน เป็นฐานรากสำคัญเสมอค่ะ
ตันติราพันธ์ โยคีน้อย
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
อัศจรรย์แห่งชีวิต เกิดขึ้นได้เสมอ
ขอให้มีกำลังใจในการทำความดีต่อไปเช่นกัน
เจริญสุขนะ
กราบอนุโมทนาบุญอรุณสวัสดิ์ค่ะท่านเอกฯ
ชอบวิทยุออนไลน์ของวัด ได้เป็นสื่อเผยแผ่ศาสนาแก่ประชาชนนะคะ
น่าอัศจรรย์กับกระแสลมพัดวูบที่เกิดขึ้น เป็นบุญกุศลยิ่ง ขอบพระคุณค่ะ
คุณ poo ครับ
ท่านพระครูบอกว่าวัดนาคปรกเป็นวัดแรกที่ได้คลื่น 107.70 มาจัดทำวิทยุออนไลน์ โดยจัดออกอากาศผสมระหว่างธรรมะกับเรื่องอื่นๆ ท่านบอกว่าหากจัดแต่รายการธรรมะจะทำให้น่าเบื่อ ฟังธรรมะต้องน่าสนใจและสนุกสนาน อิ่มใจด้วย สาธุนะครับ
สวัสดีค่ะ
ไปอินเดียมาหลายครั้ง ได้อ่านเรื่องราวคราวนี้ ทำให้สนใจและเกิดความคิดต้องการไปเยือนอินเดียอีกแล้ว
ยายคิม ครับ
เดลีน้ำไม่ท่วมครับ หากฝนตกหนักๆ ยาวนาน ถนนก็จะมีน้ำท่วมบ้างเป็นครั้งคราว
เรื่องการฟื้นฟูพุทธศาสนาในประเทศไทยนั้น ผมเห็นว่าคล้ายกับการเรียนภาษาอังกฤษคือสอนแต่ไวยากรณ์ แต่การปฏิบัติฝึกพูดจริงไม่ค่อยมี
มีการส่งเสริมจากส่วนราชการต่างๆ ดังที่คุณยายคิมว่านะครับ แต่การปฏิบัติในทุกวัน ในครอบครัว ซึ่งถือเป็นหน่วยการหล่อหลอมคุณธรรมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด อาจยังไม่ค่อยมีครับ ความเป็นครอบครัวไม่เข้มแข็ง
ทั้งนี้ผมเห็นว่าการเป็นครอบครัวที่ดีก็เป็นการนำหลักธรรมมาใช้ได้อย่างมีผลแล้ว
อีกประการหนึ่ง สิ่งแวดล้อมในสังคมไทย ต้องถือว่าเป็นตัวขวางการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี นั่นก็คือการเผยแพร่สื่อต่างๆ สวนทางกับศีลธรรมอันดีของสังคมไทยทั้งนั้น หากทางการไม่สามารถจำกัดวงสื่อต่างๆ ให้มีขอบเขตที่เหมาะสม ก็จะเป็นอุปสรรคแบบนี้ต่อไปครับ และคนก็จะสนใจไปที่อื่นนอกจากวัดเหมือนที่เป็นอยู่ครับ
อย่างไรก็ดี ทุกอย่างย่อมมีการพัฒนา วันหนึ่งศีลธรรมก็จะกลับมาได้ครับ
ขอบคุณที่มาทักทายกันครับ
นาย วัลลภ ตังคณานุรักษ์ (ครูหยุย) ครับ
อินเดียยินดีต้อนรับครูหยุยนะครับ อยากให้ไปดูระบบการเรียนการสอนที่อินเดียครับ ว่าทำไมจึงสามารถสร้างคนที่มีคุณภาพในด้านต่างๆ ออกไปประสบความสำเร็จทั่วโลก มีคนอินเดียในต่างประเทศมากกว่า 30 ล้านคน ล้วนเป็นคนชั้นนำของสังคมในประเทศนั้นๆ
ส่วนหนึ่งต้องมาจากการพัฒนาสมองและความคิดแน่นอนครับ คนอินเดียบอกว่าที่เขาเก่งคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากก็เพราะการเรียนภาษาสันสกฤตเป็นพื้นฐานตั้งแต่เด็ก ทำให้คิดและถนัดเรื่องที่สลับซับซ้อน.....
อยากให้ครูหยุยลองอ่าน "อินเดีย ขุมทรัพย์ใต้กองขยะ" ครับ หากสะดวกจะส่งหนังสือนี้ไปให้ครูหยุยได้อ่านครับ
เรียนท่านฑูตฯค่ะ
ครูตา ลป. ครับ
ต้องขอชื่นชมเหล่าผู้สูงอายุในชุมชนครับ ที่ทำตนเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ช่วยครูบาอาจารย์สร้างเยาวชนของชาติ นับว่าชุมชนนี้โชคดีนะครับ
ย้อนนึกถึงชุมชนสมัยพุทธกาลที่คนในชุมชนศรัทธาและปฏิบัติธรรมกันเป็นนิจสิน ทำทุกวัน ทุกครอบครัว เรียกว่าเจริญสติกันเป็นนิสัย
ทุกวันนี้การเดินทางไปอินเดียเพื่อสักการะสังเวชนียสถานไม่ยากลำบากและไม่แพงเหมือนเมื่อก่อน ผมว่าลองนำเสนอโครงการดีๆ ที่ชุมชนทำ แจ้งไปยังสายการบินที่นำชาวพุทธไปอินเดีย (การบินไทย) ขออนุเคราะห์ตั๋วการบินไทยสำหรับตัวแทนเยาวชนของชุมชนไปเยือนแดนพุทธภูมิ ไม่แน่นะครับ อาจจะได้รับการพิจารณา
กลับมาเยาวชนก็จะได้มาถ่ายทอด เล่าเรื่องให้คนอื่นฟังได้ด้วย
ยินดีครับที่เข้ามาทักทายกัน
น่าส่งเสริมจริงๆ ครับ ผู้สูงอายุมีความรู้ประสบการณ์มากมายให้ถ่ายทอดเลย เด็กๆ คงฟังกันเพลิน เด็กเค้าก็มีความชอบความสนใจต่างๆ กันไปนะครับ ถ้าแบ่งผู้สูงอายุไปจัดกิจกรรมให้หลากหลาย เด็กๆ คงเลือกฟังธรรมะที่แทรกอยู่ในกิจกรรมที่โดนจริตเค้า เช่นซ่อมจักรยานไปสอนไปอะไรอย่างเนี้ยครับ เด็กไทยในประเทศต่างๆ ก็คงเยอะนะครับ ถ้าพวกเค้ามีความรักบ้านเกิดคงเอาประสบการณ์ทีได้รู้ได้เห็นมาช่วยประเทศเราได้ไม่มากก็น้อย
ผมเห็นภาพสถานทูตแล้วนึกถึงสองปีของชีวิตนศ.jnu ที่มีความสุขเกินคาด กับกิจกรรมมากมายที่ให้ทำตอนนี้ร่างกายคงไม่อำนวยแล้วครับ หลวงพี่จากเมืองต่างๆ ก็มีสิ่งเหมือนกันอยู่ประการหนึ่งคือ การปล่อยมุกผสมคำสอน ให้น้องๆ ได้ฮาไปคิดไปตลอดเวลา ผมใกล้ชิดกับพระมากที่สุดก็ช่วงนั้นครับ แต่ผมยอมรับว่าผมจำไม่ได้เลยซักเรื่องที่ท่านสอน
ส่วนตัวของผมเองระลึกได้บ่อยๆ ว่าความสำนึกผิดต่างๆ ที่(พอจะ)มีอยู่ มันถูกปลูกตัดดัดกิ่งมาตั้งแต่วัยประถม ผ่านการติดตามถามไถ่ ผิดหวังตัดพ้อ ความภูมิใจ ชมต่อหน้าคนอื่น ฯลฯ ของพ่อแม่ การอยู่กับตายายในช่วงปิดเทอมปีละสามเดือน กฎกติกามารยาทที่ครูเป็นคนยัดเยียดด้วยการบังคับลงโทษพร้อมคำอธิบายที่เข้าใจได้แต่ไม่ค่อยอยากยอมรับ ป้ายคำพังเพยตามเสาโรงเรียน มารยาทที่เรียนรู้จากเพื่อนที่มาจากบ้านผู้ดี และสติกเกอร์การ์ตูนเท่ห์ๆ เกี่ยวกับมารยาทในโรงเรียนที่ผมไปเห็นตอนที่โรงเรียนพาไปกินข้าวกลางวันและทำกิจกรรมกับโรงเรียนเด็กญี่ปุ่นในกรุงเทพ มันโดนใจขนาดที่คนความจำสั้นอย่างผมยังระลึกได้ สิ่งสมอลแต่บิ๊กอิมแพคเหล่านี้ทำให้ผมคิดว่าการกล่อมเกลาในวัยกะเตาะเป็นสิ่งจำเป็นมาก และสำหรับผมแล้ว บุญคุณของพ่อแม่ครูอาจารย์ในช่วงประมาณ 10 ปีแรกนั้นใหญ่หลวงมาก มันเป็นผลงานของ inputs แวดล้อมตัวเด็กแทบจะล้วนๆ
สังคมไทยเราตอนนี้บางคนถือว่าเป็นยุคทองของศาสนา ความรุนแรงกับการเมืองและภัยธรรมชาติ ผลกระทบที่เกิดจากการกระทำของคนรุ่นก่อนหน้าที่เห็นได้จากข่าวหลายๆ สถานการณ์ มีมากพอที่จะยกให้เด็กได้เห็นกลไกของการกระทำและผลกระทบ เห็นความคุ้มค่าที่จะคำนึงถึงความรู้สึกและผลประโยชน์ของผู้อื่นอีกซักนิด เพื่อความรู้สึกดีซึ่งก็เป็นผลประโยชน์ของเราเองเช่นกัน
ผมชื่นชมแนวทางการจัดการชุมชนแบบนึงที่หน่วยราชการส่งเสริมกันอยู่ คือโครงการ บ้าน วัด โรงเรียน (บ.ว.ร.-บวร) กับ บ้าน โรงเรียน มัสยิด (บรม) ซึ่งผมว่านำไปใช้ในทุกพื้นที่ ในพื้นที่ที่ขนาด GSM ก็ไม่มีสัญญาณ เจ้าหน้าที่จำนวนน้อยนิดก็อยู่ห่างเป็นสิบกิโล สามสิ่งนี้เป็นสถาบันหลักพื้นฐานที่ควบคุมพฤติกรรมของกลุ่มคนในหมู่บ้าน ผมมีความเชื่อว่าเด็กที่ได้รับการฝึกจากโรงเรียนยังสามารถเป็นagentนำค่านิยมใหม่ๆ ไปสู่พ่อแม่ญาติพี่น้องและเพื่อนข้างบ้านได้ด้วยครับผม
ขอบคุณคุณธนภัทนะครับ
เป็นข้อคิดที่ดีมาก
เรื่อง บ.ว.ร.และ บ.ร.ม. นั้น ทุกภาคส่วนต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดครับ