เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจของการทดลองทำเป็นโมเดลของการเคลื่อนตัวเองออกจากสภาวะอันจำเจมาสู่การทำงานอันเป็นรูปแบบใหม่ ข้าพเจ้าเชื่อว่าหากทำได้จะทำให้การทำงานไม่เบื่อหน่าย เมื่อใดที่พยาบาลและคนไข้ผูกพันในเชิงสัมพันธ์อันเกื้อหนุนอันเป็นกัลยาณมิตรแล้วนั้น การอยากจะช่วยเหลือ อยากจะแก้ทุกข์ให้ผู้อื่น

เมื่อพยาบาลออกจาก nurse station

ชื่อผลงาน การปรับระบบการให้การดูแลผู้ป่วยของพยาบาลที่ออกมาดูแลผู้ป่วยนอก Nurse Station

แนวคิดเบื้องหลัง จากประสบการณ์การทำงานในวิชาชีพพยาบาลที่มีมานาน พบว่าวิชาชีพพยาบาลนั้นมีความสำคัญและจำเป็นมากในระบบสุขภาพ พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเราเป็นผู้ดูแลที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นเราจะเห็นอาการของผู้ป่วยว่าดีขึ้นหรืออาการทรุดลงจากเดิมอย่างไร ส่งผลให้เกิดการดูแลรักษาที่ล่าช้าหรือรวดเร็วต่อไป กิจกรรมการพยาบาลนั้นมีหลากหลาย ทั้งเป็นกิจกรรมที่เป็นอิสระในวิชาชีพและกิจกรรมที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ (การทำ Treatment ต่างๆ) นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้พยาบาลส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้เวลานั่งอยู่ใน Nurse Station นั่นคือ การทำเอกสารต่างๆ ของกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วย ตั้งแต่ขั้นตอนการรับใหม่จนกระทั่งการจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล พยาบาลจะมีเวลาได้พูดคุยกับผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ก็ต่อเมื่อได้ไปทำหัตถการต่างๆ เท่านั้น ถึงกระนั้นก็ตามการทำหัตถการเหล่านี้ ก็ยังต้องทำด้วยความเร่งรีบให้ทันกับเวลาที่มีอยู่ ทำให้ดูเหมือนว่าพยาบาลนั้นห่างเหินจากผู้ป่วยออกไปทุกที ยิ่งมีผู้ป่วยมากเท่าไร เวลาที่มีให้ผู้ป่วยนั้นยิ่งมีน้อยลงไปเท่านั้น ดังนั้นเราจึงเห็นภาพพยาบาลส่วนใหญ่นั่งอยู่ใน Nurse Station มากกว่า การออกมาอยู่กับผู้ป่วย ซึ่งทำให้คุณค่าของวิชาชีพนั้นลดลงไปอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะคงไม่มีใครเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้นหรอก ด้วยเหตุผลนี้ จึงเป็นแนวคิดที่ว่า จะทำอย่างไรให้พยาบาลได้สามารถทำงานเอกสารไป ดูแลผู้ป่วยไป รวมถึงญาติผู้ป่วยก็สามารถเข้าถึงพยาบาลได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลให้วิชาชีพของพยาบาลนั้นมีคุณค่ามากในสายตาของทุกคนต่อไป

วิธีการดำเนินงาน

                ชวนน้องพยาบาลคิดและพูดคุยถึงระบบงานที่ทำอยู่เดิม ภาระงานต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบดูแล รวมถึงบทบาทที่แท้จริงที่พยาบาลควรให้ความสำคัญเช่น การเฝ้าดูแลสังเกตอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด การให้การพยาบาลที่นุ่มนวล การให้เวลากับผู้ป่วยและญาติเพื่อรับฟังปัญหาและความรู้สึกทุกข์สุขต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการเยียวยาผู้ป่วยและญาติได้อย่างมีคุณค่ามากกว่าการทำหัตถการต่างๆ  หลังจากนั้นมาช่วยกันจัดวางระบบการทำงานใหม่ ตั้งแต่การลดการทำเอกสารต่างๆลง ให้เหลือแต่สิ่งทีมันจำเป็นจริงๆเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการย้าย Nurse Station ออกมาอยู่กับผู้ป่วย โดยเริ่มจากเวรเช้าก่อน ซึ่งเราพบว่ามีพยาบาลจำนวนมากกว่าเวรอื่นๆ โดยการจัดAssignให้มีพยาบาลอยู่ดูแลผู้ป่วยประจำ Lock (8-10 เตียง) จัดหาโต๊ะ เก้าอี้ พัดลม อุปกรณ์ของใช้ที่จำเป็นและอำนวยความสะดวกให้กับพยาบาลแต่ละบุคคล รวมถึงป้ายชื่อพร้อมรูปถ่ายขนาดใหญ่ พร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปประจำ แต่ละ Lock และมีข้อความว่า “พยาบาลผู้ให้การดูแลคุณประจำวันนี้” ที่ทำให้ผู้ป่วยและญาติเห็นได้ชัดเจนว่าตนเองเป็นผู้ดูแลและพร้อมที่จะให้คำปรึกษาผู้ป่วยและญาติใน lock ของตนเอง นอกจากนี้พยาบาลมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยให้ดีขึ้นโดย ก่อนที่จะรับเวรทุกครั้งพยาบาลเจ้าของ lock จะเดินตรวจเยี่ยมอาการผู้ป่วยทุกเตียง เพื่อสร้างสัมพันธภาพและความคุ้นเคยพร้อมทั้งประเมินปัญหาที่เกิดกับผู้ป่วยในช่วงเวลาที่ผ่านมาและให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น ถ้าพยาบาลอยู่เวรเช้าติดกันหลายวัน ก็จะได้รับมอบหมายให้อยู่ดูแลผู้ป่วยใน lock เดิม เพราะเป็นผู้ที่รู้อาการและรู้จักผู้ป่วยได้ดีกว่าคนอื่นๆ  ส่วนระบบการให้การพยาบาลนั้นจะให้การดูแลผู้ป่วยของตนเองเป็นหลัก แต่ก็ยังคงให้การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอยู่ โดยการออกไปการดูแลผู้ป่วยใน lock อื่นๆได้ตามความจำเป็น เพื่อให้การดูแลไม่เป็นภาระกับผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ป่วยที่วิกฤตมากกว่า หรือกำลังมีหัตถการที่ยุ่งยากมากกว่า สุดท้ายพยาบาลทุกคนนำChart ผู้ป่วยของตนเองมานั่งเขียนบันทึกทางการพยาบาลอยู่กับผู้ป่วยใน Lock ของตนเอง และพร้อมจะให้คำปรึกษาต่างๆกับผู้ป่วยและญาติอย่างใกล้ชิดต่อไป

สรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

                การปรับระบบการทำงานนี้ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นเวลาถึง 3 ปีแล้ว จากการประเมินระบบการทำงานพบว่า

                ในเรื่องของการบันทึกทางกาพยาบาลพบว่า พยาบาลมีการเขียนบันทึกทางการพยาบาลได้มีคุณภาพมากขึ้นเพราะได้เขียนเฉพาะผู้ป่วยที่ตนเองรับผิดชอบดูแลเท่านั้น

                ในเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยพบว่าผู้ป่วยมีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น การประเมินความผิดปกติต่างๆของผู้ป่วยทำได้รวดเร็วมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาพยาบาลได้รวดเร็วมากขึ้น ตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยของผู้ป่วยในแผนกมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน

                ด้านความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติพบว่า ญาติและผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อระบบบริการการดูแลแบบเจ้าของไข้มาก ทั้งด้านคะแนนความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้น ความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติต่อพยาบาลที่มีความประทับใจในการให้การดูแล และการเข้าถึงข้อมูลที่ได้รับจากพยาบาล

                ด้านความรู้สึกของพยาบาล พบว่ารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าต่อผู้ป่วยมาก นอกจากนี้ยังมีความภาคภูมิใจในคุณค่าของวิชาชีพของตนเองมากขึ้น มีความสุขในการทำงาน

บทเรียนที่ได้จาการพัฒนา

                จากการพัฒนาระบบการดูแลของพยาบาลที่ออกมาให้การดูแลผู้ป่วยนอก Nurse Station

พบว่าเป็นการปรับระบบการดูแลผู้ป่วยที่ยิ่งใหญ่ มีคุณค่าต่อความรู้สึกของทั้งพยาบาล ผู้ป่วยและญาติ สะท้อนให้เห็นถึงความเอื้ออาทรของบุคลากรสาธารณสุขต่อผู้รับบริการ ส่งผลให้ผู้ทำงานเกิดความภาคภูมิใจ ความสุข ที่สามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิดจริงๆ ทำให้ผลการดูแลนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                การปรับระบบการทำงานเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่มีคุณภาพมากขึ้น เกิดการพัฒนาคุณภาพของวิชาชีพให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น