เรื่องเล่าจากพี่กุ้ง...
เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าได้นั่งลงฟังอย่างเต็มอิ่มในความรู้สึก ที่คนหน้างานพยายามทำเพื่อผู้ป่วยโดยเน้นในเรื่องกาย-จิต-สังคมเนียนเข้าไปด้วยกันอย่างงดงาม
ตอนที่พี่กุ้งเล่าให้ฟังนั้นน้ำเสียงอันกังวานและใบหน้าอันเบิกบาน พลอยทำให้คนฟังอย่างข้าพเจ้าจิตนาการภาพตามไปด้วย ส่งผลให้เห็นเป็นภาพของน้องพยาบาลที่ทำงานอยู่บนหอผู้ป่วยอันมีภาระที่มากมายแต่สามารถนำพาบรรยากาศที่รื่นรมย์ในการทำงานมาพัฒนางานประจำของตนเองได้
หลายวันก่อนพี่กุ้งส่งเมล์เรียบเรียงเรื่องเล่าดังกล่าวมาให้ ข้าพเจ้ามองว่าเรื่องดีดีเช่นนี้ต้องเล่าต่อ...
ชื่อผลงาน การสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาในผู้ป่วยหลังคลอดโรงพยาบาลปทุมธานี
แนวคิดเบื้องหลัง จากการที่ได้ดูแลผู้ป่วยหลังคลอดพบว่าผู้ป่วยมีวันนอนในโรงพยาบาลสั้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยที่คลอดปกติจะนอนโรงพยาบาล 48 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนในรายที่ผ่าตัดคลอดและไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ผู้ป่วยจะนอนโรงพยาบาลโดยเฉลี่ย 3-5 วัน ก็จะได้จำหน่ายออกจากโรงพยาบาล ทำให้สัมพันธภาพที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ป่วยกับผู้ป่วยและระหว่างเจ้าหน้าที่พยาบาลกับผู้ป่วยนั้นดูจะน้อยมาก แต่จากการได้ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ก็จะพบจุดเด่นของผู้ป่วยหลังคลอดอยู่อย่างหนึ่งคือ การที่ผู้ป่วยนั้นมีสภาพโดยทั่วไปใกล้เคียงกัน คือมาให้กำเนิดชีวิตใหม่ที่เป็นที่รักและปรารถนาของทุกคนในครอบครัว หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นคนหัวอกเดียวกันก็ได้ จึงทำให้เห็นถึงแนวทางการสร้างสัมพันธภาพให้เกิดขึ้นได้โดยไม่น่ายากเย็นอะไร ประกอบกับการที่ได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้ป่วย ผู้เป็นแม่คนทั้งหลายนั้น จะพบว่าในช่วงเวลาที่แม่ต้องรับประทานอาหารนั้นบางครั้งมักตรงกับความต้องการของลูกที่จะต้องดูดนมจากเต้าของแม่ด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราเห็นภาพแม่หลายคนที่ต้องรับประทานอาหารไป ให้ลูกดูดนมจากเต้าไป ส่งผลให้เห็นถึงความรัก ความอดทน ความเสียสละรวมถึงความยากลำบากของแม่แต่ละคนที่มีต่อลูก จึงเป็นที่มาของการอยากส่งเสริมให้เกิดสัมพันธภาพขึ้น ระหว่างแม่หลังคลอดกับเจ้าหน้าที่และระหว่างแม่หลังคลอดด้วยกัน เพื่อให้เกิดความเอื้ออาทร ความอบอุ่น และจะได้ช่วยดูแลช่วยเหลือ เยียวยาซึ่งกันและกัน ขึ้นที่หอผู้ป่วยสูตินรีเวช โรงพยาบาลปทุมธานีขึ้น
วิธีการดำเนินงาน
ร่วมประชุมปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานถึงแนวทางที่จะสร้างสัมพันธภาพให้เกิดขึ้นระหว่างผู้ป่วยด้วยกันและผู้ป่วยกับเจ้าหน้าที่ให้เกิดขึ้นภายในหน่วยงาน ระดมความคิด จินตนาการถึงความสุขที่จะเกิดขึ้นจากการดูแลของพวกเรา ประกอบกับอยากนำภาระของผู้ป่วยมาช่วยแบ่งเบา จึงทำให้เกิดโครงการ มากินข้าวกลางวันด้วยกันนะ ของผู้ป่วยหลังคลอดขึ้นหลังจากการระดมสมองกัน การดำเนินการในช่วงแรกเราได้เชิญชวนผู้ป่วยให้เข้ามานั่งรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันในห้องสอนสุขศึกษา ซึ่งมีแอร์เย็นๆ ช่วยให้แม่ได้ผ่อนคลาย น้องๆพยาบาลรับอาสาดูแลผู้ป่วยขณะรับประทานอาหารเช่น การจัดเตรียมอาหารให้ตรงกับผู้ป่วย การเตรียมยาหลังอาหาร เป็นต้น ส่วนน้องผู้ช่วยเหลือคนไข้ขอช่วยเลี้ยงลูก บริการน้ำดื่มให้ เพื่อผู้ป่วยจะได้รับประทานอาหารอย่างมีความสุข หมดความห่วงกังวลที่มีต่ลูก เมื่อรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว พยาบาลจะชวนผู้ป่วยพูดคุยแนะนำตัวกับเพื่อนๆ เพื่อทำความรู้จักกัน บางครั้งอาจมีกิจกรรมสันทนาการเล็กๆ น้อยๆ ให้บรรดาแม่ๆ พากันได้ส่งเสียงหัวเราะ คลายเครียดกันบ้าง หลังจากที่เริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น พยาบาลได้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองหลังคลอด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการสอนสุขศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง แทนการสอนในรูปแบบเดิมๆ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความสุขในการเรียนรู้ร่วมกัน ได้รู้จักคุ้นเคยกันมากขึ้น และยังได้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสัมพันธภาพระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วยขึ้นมาด้วย นอกจากนี้พยาบาลได้มีแนวคิดต่อยอดจากการสร้างสัมพันธภาพเดิมโดยขออนุญาตนำชื่อเล่นๆ ของผู้ป่วยแต่ละคนไปเขียนลงบนรูปหัวใจและติดไว้ที่หัวเตียงของผู้ป่วย ( คุณแม่ อ้อย) เพื่อให้ผู้ป่วยที่นอนใกล้กันจำชื่อกันได้มากขึ้น เจ้าหน้าที่พยาบาลทุกคนเอง ขณะที่เดินตรวจเยี่ยมอาการผู้ป่วยจะทักทายผู้ป่วยด้วยชื่อเล่นทุกครั้ง รวมถึงการที่พยาบาลพาตนเองออกมาให้การดูแลอยู่ประจำ Lock ของผู้ป่วย ทำให้เกิดสัมพันธภาพที่อบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้น
สรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
การปรับระบบการดูแลผู้ป่วยในรูปแบบนี้ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นเวลา 2 ปีแล้ว จากการประเมินระบบการทำงานพบว่า
สัมพันธภาพได้เกิดขึ้นจริงแล้วระหว่างผู้ป่วยหลังคลอดด้วยกัน เราได้เห็นภาพของผู้ป่วยกับผู้ป่วยที่มาจับกลุ่มนั่งคุยกันในขณะที่ญาติกลับบ้านไปแล้ว เห็นภาพของการช่วยเหลือกันระหว่างผู้ป่วยด้วยกันเอง เช่น การตัดเล็บให้ทารก การฝากลูกกับเตียงใกล้เคียงเมื่อจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำ และผู้ป่วยบางคนช่วยบอกอาการผิดปกติที่เกิดกับเพื่อนๆที่ไม่กล้าพูดกับพยาบาล ทำให้พยาบาลได้เข้าไปดูแลช่วยเหลือต่อไปได้รวดเร็ว เป็นต้น ที่นี่จึงเปรียบเป็นเสมือนบ้านหลังใหม่ของผู้ป่วย ถึงแม้ไม่มีญาติอยู่ ผู้ป่วยก็อยู่กันได้อย่างมีความสุข
ส่วนสัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วยกับเจ้าหน้าที่ในหอผู้ป่วยสูตินรีเวชนั้นก็ได้เกิดขึ้นด้วยเช่นกันเราเห็นความเมตตา ความเอื้ออาทรของเจ้าหน้าที่มีต่อผู้ป่วยอัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่ได้รับคำชมจากผู้ป่วยมากขึ้น
บทเรียนที่ได้จาการพัฒนา
การสร้างสัมพันธภาพให้เกิดขึ้นกับคนที่มีหัวอกเดียวกันนั้นทำได้ไม่ยาก สัมพันธภาพที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนมีความสุข ดังนั้นการสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาจึงทำได้ทุกรูปแบบ
การพัฒนางานประจำให้ดีขึ้น ทำให้คนทำงานมีความสุขมากขึ้น ยิ่งการพัฒนางานนั้นส่งผลให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของรามีความสุขด้วยยิ่งแล้ว ยิ่งทำให้คนทำงานเกิดความ ปิติสุขอย่างบอกไม่ถูก

มองเห็นภาพของ "สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา" จริงๆค่ะ