ถ้ามีการพูดจาว่ากล่าวตักเตือนกันได้ และหัดยอมรับในความคิดเห็นของผู้อื่น ....การอยู่ร่วมกันก็จะมีแต่ความผาสุก

จะทำอะไรกันในวันออกพรรษา

 

วันออกพรรษา เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งปีนี้ ตรงกับวันเสาร์ ๒๓  ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓  เป็นวันที่พระสงฆ์อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือน หรือ ครบไตรมาส ตามพระพุทธบัญญัติ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ แล้วมาออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑   ในวันออกพรรษานั้น มีเหตุการณ์สำคัญ คือ

http://i973.photobucket.com/albums/ae218/schaiwong/bb29.gif

๑. เป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จจากสวรรค์สู่มนุษย์โลก หลังจากไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เทวโลก เพื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาชื่อ “พระอภิธรรมปิฏก”โปรดพระพุทธมารดา ตลอดพรรษา(๓ เดือน) ยังพระพุทธมารดาให้บรรลุธรรมแล้ว จึงได้เสด็จกลับจากสวรรค์ฯ ในวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ คือ วันออกพรรษา นั่นเอง

ชาวพุทธ ส่วนใหญ่ จึงถือเอาช่วงพรรษา ๓ เดือนนี้ บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เพื่อตอบแทนบุญคุณของบุพการีผู้ให้กำเนิด ชักนำให้พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ ได้มีโอกาสกระทำตนในฐานะพุทธศาสนิกชนที่ดี ได้มีโอกาสเข้าวัด ทำบุญ ฟังธรรม ทำจิตใจให้ผ่องใสเปรียบ เหมือนกับพระพุทธองค์ที่ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธมารดา อันเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวที ที่ลูกทุกคนจะต้องกระทำต่อบุพการีผู้ให้กำเนิด  เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ความกตัญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

๒. เป็นวัน “ออกพรรษา - มหาปวารณา” ของพระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาร่วมกันตลอด ๓ เดือนการปวารณา นั้น หมายถึง การแสดงออกถึงความเต็มใจที่จะยอมรับคำตักเตือนของสงฆ์ ซึ่งในวันออกพรรษานั้นพระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติให้ทำพิธีปวารณา แทนการทำพิธีอุโบสถสังฆกรรม หรือ การสวดพระปาฏิโมกข์ พระภิกษุที่อยู่จำพรรษาร่วมกัน ๓ เดือนจะต้องกล่าวคำปวารณาท่ามกลางสงฆ์ มีใจความว่าดังนี้

http://i973.photobucket.com/albums/ae218/schaiwong/art_217268.jpg

"สังฆัมภันเต ปะวาเรมิทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา

วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัทปัง อุปาทายะปัสสันโต ปฎิกะริสสามิ"

 

มีความหมายว่า

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญกระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นหรือได้ฟังก็ตาม
ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือนกระผมด้วย

เมื่อกระผมมองเห็นแล้วจักประพฤติตัวเสียเลยใหม่ให้ดี

เหตุที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์ทำปวารณา แทนอุโบสถสังฆกรรม เรื่องมีอยู่ว่า…

พระภิกษุ สงฆ์ที่จำพรรษาในแคว้นโกศลได้ตั้งกฏกติกาประพฤติมูควัตร คือ การไม่พูดจากัน เมื่อออกพรรษาแล้วได้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ และเมื่อพระพุทธองค์ตรัสถามถึงธรรมที่ปฏิบัติตลอดพรรษา ๓ เดือน พระภิกษุเหล่านั้นก็กราบทูลให้ทรงทราบ

เมื่อพระ พุทธองค์ทรงทราบก็ได้ทรงตรัสติเตียนเป็นอันมาก กล่าวว่า การอยู่ร่วมกันโดยการไม่พูดจากันนั้น เป็นการอยู่ร่วมกันของสัตว์เดรัจฉาน เพราะสัตว์เดรัจฉานนั้นไม่มีการพูดจาแนะนำพร่ำสอน ตักเตือนกัน ว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำเป็นต้น เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างไม่ประเสริฐเลย  พระพุทธองค์จึงทรงพระบัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้กระทำปวารณาต่อกัน

อันนี้แสดงให้เห็นว่า พระ พุทธองค์ได้ทรงเห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างมีเหตุมีผล ผู้ที่จะอยู่ร่วมกันนั้นจะต้องตั้งอยู่ในโอวาทและยอมรับคำแนะนำสั่งสอนตัก เตือนของกันและกัน ถืออาวุโส ภันเต ละทิฏฐิมานะที่มีต่อกัน ถือเอาส่วนรวมเป็นใหญ่

ถึงแม้วัน มหาปวารณาจะเป็นเรื่องของพระสงฆ์ แต่ถ้าชาวพุทธเรา พิจารณาให้ดี ก็ควรที่จะนำมาใช้เป็นชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เพราะการที่เราอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมในระดับครอบครัว หรือ สังคมในระดับส่วนรวม  ถ้ามีการพูดจาว่ากล่าวตักเตือนกันได้ และหัดยอมรับในความคิดเห็นของผู้อื่น มีเมตตาจริงใจต่อกัน การอยู่ร่วมกันก็จะมีแต่ความผาสุก 

ปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น  เหมือนอย่างเช่นที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ มีการแตกแยกทางความคิดไม่มีใครยอมใคร แบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่าย หาทางปรองดองกันไม่ได้ เพราะเราไม่ยอมรับความคิดเห็นของกันและกัน ไม่ยอมละทิฏฐิที่มีต่อกัน หากปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ เราก็เป็นพุทธ เป็นไไทยเพียงแค่ชื่อ เพราะเนื้อแท้เรากำลังถูกทำลายไปทุกที

หันกลับมาใช้สติ ปัญญา และเมตตาแก้ปัญหาน่าจะเป็นทางออกที่ดีของเรา

 

(เก็บความจาก http://dhammasatta.igetweb.com)