Appreciative Inquiry

วันหนึ่งผมได้ยินเรื่องเล่าที่ทำให้ได้ "คิด" จากนักขายประกันที่เป็นลูกศิษย์ เขาเล่าให้เพื่อนๆฟังว่า วันหนึ่งเขาตั้งใจไปขายประกันให้กับสำนักงานแห่งหนึ่ง...ขณะไปรอก็ได้คุยกับแม่บ้านสำนักงาน..เล่าไปเล่ามาเธอก็รู้ว่าลูกศิษย์ผมเป็นตัวแทนประกัน..เธอก็ทำประกันเบี้ยไม่แพงกับอีกเจ้าหนึ่ง..เธอบอกว่า..เธอจำเป็นต้อง claim ประกัน แต่ปรากฏว่าตัวแทนเธอเลิกทำอาชีพนี้ไปแล้ว เธอไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร..ลูกศิษย์ผมเห็นแล้วสงสาร เลยพาเธอไปจัดการ Claim ให้จนเธอได้ตังค์ เขาให้บริการแม่บ้าน ที่ดู ไร้อำนาจซื้อ คนนี้ โดยยอมสละเวลาที่จะได้ขายประกันให้คนที่ดูมีอำนาจซื้ำอมากกว่า ที่นั่งอยู่ใน office..ก็ไม่เป้นไร...ทำบุญก็แล้วกัน...ครั้งหน้าค่อยมาใหม่...

......
สัปดาห์ต่อไปเลยแวะไปที่เดิม..ปรากฏว่า...เขาขายเบี้ยประกันได้...แล้วก็ขายได้เรื่อยๆ เรียกว่ากวาดตั้งแต่ MD ลงมา รวมได้เบี้ยจากที่นั้นรวมกันราวๆ 8 ล้าน...

....

เหตุเดียวที่ทำให้ขายได้ขนาดนี้ก็เพราะ...ป้าแม่บ้านคนนั้นไปบอกกับทุกคนใน Office ครับ ว่าลูกศิษย์เป็นคนดีมากๆ ให้บริการแม้กระทั่งป้า ที่จน แถมไม่ได้เป็นลูกค้าเขาอีก...

.....

ฟังเรื่องนี้แล้วเป็นไงครับ...เรื่องนี้ในหนังสือเรื่อง The Tipping Point..ผู้ชายคนนี้กำลังเจอคนที่เรียกว่า The Salesman ครับ...คือคนที่ขาย Idea ให้กลุ่มคนที่อยู่ไกล้ตัวได้เก่ง...ลูกศิษย์ผมได้ตัวช่วยครับ...

 

....

ได้มายังไง ได้มากับคนแปลกหน้า ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายครับ...เขาได้ลูกค้าเพราะเขาทำความดี ช่วยเหลือคนอื่น แล้วคนอื่น...ซึ่งเขามี "แวดวง" ของเขา...เช่นป้าคนนี้...ที่คอยบริการ กวาดพื้น เก็บขยะให้พนักงานที่แสนยุ่งทั้งหลาย...จะว่าไปแล้ว ป้าคนนี้น่าจะเป็นที่รักของคนใน "แวดวง" ของเขาครับ

...ที่สุดแล้ว...ถ้าเราดีกับใคร...เราอาจจะไม่ได้เขาเป็นลูกค้าโดยตรง แต่อาจได้ "แวดวงของเขา" เลยครับ...

.....

อย่าดีกับคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคุณเพียงอย่างเดียว..นามบัตรที่เลิศหรูของคุณ ฤาจะสู้นามบัตรจากสรรค์ คือ ความดีที่ให้กับคนอื่น แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง...แรงกว่าเยอะครับ...ผมได้รับนามบัตรจากคนอื่นหลายๆครั้งก็ทำหาย หรือลืมไปเลย..แต่ไม่มีใครเคยลืมคนที่ทำดีกับคนอื่นในลักษณะนี้ได้หรอกครับ...ผมถึงเรียกว่า...นามบัตรจากสวรรค์

......

ไม่เชื่อ ลองทำดูสิครับ...

....

แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไร