แม้ร่างกายจะไม่เต็มร้อย แต่คุณค่าของชีวิตดีมาก อบอุ่นใจ มีสามีเดินทางมาให้กำลังใจ รวมถึงการได้รับความกรุณาจากลูกศิษย์ ที่เข้ามาทักทาย ให้กำลังใจ ที่สำคัญได้มีโอกาสเฝ้าตามดูจิตดูใจ ตามรู้ว่ากำลังกังวล รู้ว่าไม่ชอบ รู้ว่าไม่สบายตัว ในขณะเตรียมร่างกาย เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวสุข ขึ้นๆลงๆ

เรื่องที่จะเล่านี้ เป็นการเรียนรู้จากตัวเอง เรียกว่าร่างกายเป็นครู เมื่อกลางเดือนสิงหาคมได้แวะไปห้างแถวบางกะปิ เป้าหมายของคนที่ชวนเราไปคือไปอัพเดทสมุดธนาคาร เพราะต้องนำไปทำวีซ่าเข้าประเทศไต้หวัน แต่เป้าหมายของเราคือหาซื้อเสื้อผ้าเป็นของขวัญให้ตนเองเนื่องในวันแม่ เราได้สูตรลำลองกลับมา ๑ ชุด และเสื้อยืดแบรนด์เนม ราคารวมกันสามชิ้น ๔๑๐๙ บาท ขนาดใช้สิทธิ์ลดสองต่อแล้วนะ ครั้งแรกลด ๒๐% ตามที่ร้านขึ้นป้ายไว้ และ ถ้าใช้บัตรของห้างจะได้ลดอีก ๑๒%  ระหว่างที่รอให้ช่างทำขากางเกง และเก็บชายเสื้อ ได้หนังสือจากร้านนายอินทร์มา ๒ เล่ม ๆ แรกชื่อ “สบตากับความตาย” เป็นของท่านว.วชิรเมธี อีกเล่มชื่อ “ห้าวันที่ฉันตื่น กับติช นัท ฮันส์” 

ช่วงนี้มีวันหยุดหลายวัน ได้อ่านหนังสือให้พิจารณาด้านในของตนเอง มาก ได้ฟังธรรมมะของหลวงพ่อปราโมทย์ ให้ตามดูใจดูกาย ทำให้รู้สึกเบิกบาน และเตรียมรับกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น และเกิดขึ้นไปแล้ว ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสังขารของตนเอง เนื่องจากจะต้องเข้ารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ทำให้ต้องเตรียมกายและใจให้พร้อม การทำมรณานุสติก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นเหมือนกัน ก่อนตรวจก็รู้สึกกลัวว่าจะพบเนื้อร้าย  พอหลังตรวจก็รู้สึกโล่งไปเพราะไม่พบเนื้อร้าย ตามรู้ใจเดี๋ยวก็คิดบวก เดี๋ยวก็คิดลบ ใจไม่เที่ยงจริงๆ

ก่อนวันตรวจลำไส้ใหญ่ ๓ วัน ได้รับการแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อน และไม่มีกาก ไม่ควรกินอาหารมันจัด ไม่ควรดื่มนม หรือรับประทานไข่เค็ม เพราะไข่แดงไขมันเยอะ วันก่อนผ่าตัดให้รับประทานอาหารน้ำใส แต่วิถีชีวิตของเราต้องไปทำงานหาข้าวต้มมื้อกลางวันไม่ง่าย จึงเพียงแค่หลีกเลี่ยงอาหารต้องห้ามเท่านั้น มาเริ่มข้าวต้มจริงจังในวันก่อนตรวจ ๑วัน มื้อเช้ารับประทานข้าวต้มกับถั่วทอดที่คณะฯ แล้วรีบสะสางงานออกไปหลายชิ้นจากนั้นรีบกลับบ้านเพื่อมาเตรียมกินยาระบาย กว่าจะเอารถออกจากคณะฯได้ เจ้าหน้าที่รปภ.ก็เหงื่อตกตามกัน เพราะรถของเราจอดในซอง และมีรถจอดปิดอีก แปดคัน เจ้าหน้าที่รปภ.สองคนกุลีกุจอถอยรถไปไว้ที่อื่นเพื่อให้เรานำรถออก แต่เราก็ยังไม่สามารถ  เขาจึงต้องขับขึ้นมาส่งให้ถึงทางออกนับว่าเป็นความกรุณาที่เราสัมผัสได้ ขอบคุณเขาแล้วกลับบ้าน ถึงบ้านเวลา ๑๔.๔๕ น. เริ่มดื่มสวิฟ ๑ ขวด ผสมน้ำมะนาวครึ่งลูก น้ำผึ้ง ๑ช้อนโต๊ะ กลั้นใจดื่ม และดื่มน้ำตามอีก๒-๓ แก้ว รู้สึกรสชาติน่าเกลียดมาก แค่นึกย้อนหลังก็ขนลุกทุกครั้ง ดื่มเสร็จมานั่งสังเกตท้องไส้ไป ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ไป ไม่พบอาการโครกครากจนเวลา ๑๗.๐๐น. ต้องดื่มซ้ำอีก ๑ขวด รู้สึกฝืนใจสุดกำลัง ท้องตึงไปด้วยน้ำ เวลา๑๗.๓๐ จน๒๔.๐๐น. แทบไม่ได้หย่อนก้นลงนั่งเลย เวลาส่วนใหญ่นั่งบนโถส้วม สิ่งขับถ่ายมีลักษณะอย่างที่อาจารย์เต็มศักดิ์ กล่าวไว้ คือ ตั้งแต่ลักษณะเหมือนมันทอด มาเป็นข้าวเม่าทอด ยังไม่ได้เป็นไส้กรอก ก็กลายเป็นสับประรดกวน น้ำกะทิ และก็เป็นน้ำจู๊ด จนรู้สึกว่าเนื้อตัวเหม็นไปหมด ตัดสินใจปูเสื่อนอนข้างห้องน้ำ สามีกลับมาจากชัยนาท มาอยู่เป็นเพื่อน รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาก ขอบคุณนะคะ

เช้าวันตรวจคือวันนี้ คุณสามีขับรถให้ รู้สึกกระอัก กระอ่วน ไม่ทราบเพราะท้องว่าง หรือเพราะคนขับรถฝีมือตก ก็ไม่ทราบ เอาแฟ้มไปยื่นโอพีดี น้องๆพยาบาลทักทาย ต้อนรับดีมากล้วนเป็นลูกศิษย์ ทั้งนั้นรู้สึกดี คงจะตื่นเต้นเหมือนกันค่าความดันโลหิตออกมา ๑๒๙/๖๙ ปกติจะวัดได้ ๑๑๐/๗๐ ถึงห้องผ่าตัดเจออาจารย์รุ่นน้อง  เข้ามาทักทาย และช่วยพาเข้าไปนั่งรอในห้องเตรียมผู้ป่วย เห็นห้องหับปรับปรุงใหม่กว้างขวาง ติดเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย ลูกศิษย์อีกหลายคนผ่านมาทักทาย และให้กำลังใจ สักครู่อาจารย์รุ่นน้องอีกคนโผล่ออกมาบอกว่าเตรียมรอรับอยู่ข้างในแล้ว รอสักพักไม่มีใครบอกว่าเราเข้าตรวจเป็นคิวที่เท่าไรจึงเดินไปถามน้องที่เป็นคนจัดพยาบาลเข้าห้องผ่าตัด น้องรีบลุกไปดูให้แล้วบอกว่าเราเข้าตรวจเป็นคนแรก โล่งใจ คิดว่าต้องหิวไปถึงเที่ยง

สักครู่ เจ้าหน้าที่เรียกเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นี่ไม่อนุญาตให้เอากระเป๋าสตางค์เก็บในล็อคเกอร์ จึงต้องโทรศัพท์ตามสามีให้ขึ้นมารับกระเป๋าไปเก็บ เมื่อเข้าไปด้านในได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นมาก การเข้าตรวจคิวแรกคงเป็นฝีมือของน้องพยาบาลที่ดูแลเรานั่นเอง เมื่อขึ้นนอนเจ้าหน้าที่เข็นเข้าห้องผ่าตัด ได้ยินเสียงคนหนึ่งขอเปิดเส้นเลือด หมายถึงการให้น้ำเกลือ อีกคนหนึ่งขอวัดความดัน และมีอีกเสียงหนึ่งขอติดEKG เพื่อตรวจคลื่นหัวใจ เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการดูแลผู้ที่ได้รับยาให้หมดสติขณะตรวจกระมัง จากนั้นมีคนบอกให้ตะแคงซ้าย มีคนเอาสายออกซิเจน(ชนิดแคนนูลา)มาใส่จมูก กำลังจะดูลมหายใจก็หลับไปเสียแล้ว รู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งเหมือนกับมีน้ำอุ่นๆ ออกทางก้นกำลังจะขอโทษว่าสงสัยอุจจาระออกมาแล้ว ก็พอดีได้ยินเสียงปลุก  จึงรู้ว่าความรู้สึกเมื่อสักครู่ คงเป็นช่วงที่คุณหมอเอาท่อ ออกจากก้นนั่นเอง จากนั้นก็รู้สึกเหมือนถูกเข็นออกมานอนอีกห้องหนึ่ง พยาบาลมาบอกว่าอยู่ห้องพักฟื้นแล้วนะคะ รู้สึกตัวตลอด รู้สึกถึงเครื่องวัดความดันโลหิต ทำงานอัตโนมัติ ตลอดเวลา รู้สึกในท้องแน่นๆ เต็มไปด้วยลม อาการค่อยบรรเทาลงเพราะมีการผายลมออกตลอดเวลา หลับๆตื่นๆ เสียงคุยกันดังมาก ทำให้รู้ว่ามีคนอยู่เยอะ ความรู้สึกเหมือนเราหลงมาอยู่ห้องคนอื่นไม่มีตัวตน ไม่มีใครเห็นเรา ประมาณ ๑๑.๐๐ มีคนมาปลุกให้ดื่มน้ำ และถามอาการปวด มึนศีรษะ แล้วจัดท่าให้นอนศีรษะสูง สักพักใหญ่มีคนมาถามว่าญาติมารอแล้วพร้อมจะกลับบ้านหรือไม่ เราพยักหน้าให้ เขาจึงมาปลดน้ำเกลือ และพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ขอไปเปลี่ยนที่ห้องน้ำ ครั้งแรกดูเขาไม่อยากให้ไปบอกว่ากลัวล้ม เพราะในห้องน้ำเอาจจะปียก แต่เรารู้สึกว่าอาจมีสิ่งเลอะเทอะ ขณะผายลม อยากไปทำความสะอาด และอยากเข้าห้องน้ำด้วย

เดินออกจากห้องผ่าตัด อาการดีไม่หน้ามืด ผ่านโรงอาหารจึงชวนกันกินก๋วยเตี๋ยวคนละจานซัดผัดมักกะโรนีขี้เมา มาถึงบ้านท้องเสียเปื้อนกางเกงเลย สีเหมือนมีเลือดปน จึงรู้สึกว่าเราไม่ได้ให้ความกรุณากับลำไส้ มานอนต่อซะหลายชั่วโมง มื้อค่ำนี้เลยขยาด กินข้าวกับเนื้อปลาต้ม และอาการท้องอืดยังปรากฏอยู่ ได้น้ำขิงไปแก้วโต ค่อยอุ่นท้องหน่อย

แม้ร่างกายจะไม่เต็มร้อย แต่คุณค่าของชีวิตดีมาก อบอุ่นใจ มีสามีเดินทางมาให้กำลังใจ  รวมถึงการได้รับความกรุณาจากลูกศิษย์ ที่เข้ามาทักทาย ให้กำลังใจ ที่สำคัญได้มีโอกาสเฝ้าตามดูจิตดูใจ ตามรู้ว่ากำลังกังวล รู้ว่าไม่ชอบ รู้ว่าไม่สบายตัว  ในขณะเตรียมร่างกาย เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวสุข ขึ้นๆลงๆ ที่สำคัญมากกว่านั้น คือ การออกจากห้องผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย รู้ผลการตรวจอย่างไม่เป็นทางการว่าลำไส้ปกติ แม้จะมี Polyp (ติ่งเนื้อ) แต่เป็นของเก่า ที่เคยพบนานแล้ว ลักษณะไม่เป็นอันตราย ขอบคุณที่ยังมีชีวิตให้ทำสิ่งดีๆต่อไปอีก