หลวงปู่มองหน้าเขานิ่งคิดนาน "จะกลับมาทำไม" ท่านถามเรียบๆ

มีความกตัญญู-2

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

                 หลวงปู่มองหน้าเขานิ่งคิดนาน “จะกลับมาทำไม” ท่านถามเรียบๆ “กลับมาช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา และต้องดูแลพ่อแก่มากแล้ว แม่สุขภาพไม่ดี” หลวงปู่หยิบกาน้ำชารินใส่ถ้วย ยกขึ้นดื่มช้าๆ “ก็ดี จิตเป็นกุศล ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี” “ไม่กลัวหรือ วิถีทางของพ่อแม่ลำบากอย่างไร” หลวงปู่ไม่วายเป็นห่วง “เห็นครับ แต่ผมก็อยากลองทำดู ผมรักอาชีพนี้แล้วครับ” “เออดี ไม่เป็นไรหรอก คนดีทำงานอะไรก็เจริญ” หลวงปู่พูดเหมือนเห็นอนาคตของลูกศิษย์

 

                หลวงปู่เป็นกำลังใจให้เขามาตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ เขาถามเบาๆ “แค่กตัญญูเป็นคนดีแล้วหรือ” “ใช่แน่ พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ และคนดีทำงานใดก็ไม่ตกต่ำ” “ถ้าคนรู้อย่างนี้คงกตัญญูกตเวทีกันหมดซิหลวงปู่” “ก็ดีนะซิ แต่ว่ามันตรงกันข้าม ทั้งที่ชีวิตของคนขึ้นอยู่กับผู้อื่นเสมอ ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ดังนั้นการรู้คุณและการตอบแทนคุณผู้อื่นจึงเป็นคุณธรรมขั้นสูง” “หลวงปู่สอนได้ซาบซึ้งดี” “สอนตามพระท่านว่า คนตาบอดย่อมมองไม่เห็นสรรพสิ่ง คนใจบอดไม่เห็นคุณผู้อื่น”

 

                “มีอยู่สองคำนี่ครับหลวงปู่ กตัญญู และ กตเวที” “ใช่แล้ว กตัญญูคือรู้คุณ ส่วนกตเวที คือการตอบแทนคุณ พระสอนให้ทำให้ครบทั้งสองอย่างจึงจะดี” “กตัญญูต่อคนอย่างเดียวใช่เปล่าครับ” “ไม่ใช่ กตัญญูต่อสัตว์ กตัญญูต่อสิ่งของก็ได้ทั้งนั้น” “เพราะอะไรครับ” “เพราะกตัญญูเป็นความอ่อนโยนของจิต ต้องฝึกไว้เสมอ” “หลวงปู่มีตัวอย่างให้ผมบ้างหรือเปล่าครับ” “มีซิเว้ย ครั้งพุทธกาล ราชาพระองค์หนึ่งเสด็จประพาสสวน ขณะบรรทมหลับอยู่ใต้ร่มไม้ งูร้ายตัวหนึ่งเลื้อยเข้าใกล้หมายฉกกัดพระราชา ฝูงกระแตเห็นเช่นนั้นจึงพากันร้องเสียงดังระงม จนพระราชาตื่น และงูร้ายหนีไป พระราชาเห็นคุณของกระแตจึงปลูกป่าไผ่ให้ร่มเย็นยิ่งขึ้นมอบให้เป็นที่พระราชทานอาหารให้กระแตเป็นประจำ เห็นไหมนี่แหละความกตัญญู”