วันที่ ๑๔ ก.ย. ๕๓ มีการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ สคส.   โดยมีสาระเชิงคุณค่าเป็นการตอกย้ำการทำหน้าที่ SE (Social Enterprise) ให้แก่สังคมไทย   เป็น SE ด้านการสร้างสติปัญญา ผ่านกิจกรรม KM

          เวลานี้ SE เป็นกระแสโลก ที่ใช้การจัดการสมัยใหม่เป็นพลัง   เอาแนวทางจัดการของฝ่ายธุรกิจมาใช้   แต่เป้าหมายหลักต่างกัน   คือ SE เป็นกระแส neo-socialism ที่จะมาแทน capitalism ที่ครองโลกอยู่ในปัจจุบัน   กระแสที่จะมาแทนคือผลประโยชน์ของสังคมสำคัญกว่าผลกำไรสำหรับเอาไปตอบแทนทุน

          ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ เล่าว่าได้ไปดูงาน SE ที่อังกฤษ   เป็นกระแสที่มาแรงมาก   เป้าหมายเพื่อลดจุดอ่อนของระบบทุนนิยม   อังกฤษถึงกับตั้งกรพทรวงขึ้นดูแลส่งเสริมขบวนการ SE

          รัฐบาลไทยในปัจจุบันก็เห็นคุณค่าของการมี SE   กำลังจะออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนให้มีการก่อตั้งและให้การยกเว้นภาษีทั้งแก่ SE และทั้งแก่ผู้บริจาคเงินให้แก่ SE
เราพูดกันเล่นๆ ว่า เมื่อกฎหมายนี้ออกมา สคส. จะได้เป็น SE หมายเลข ๑   เพราะเราเดินไปข้างหน้าตามแนวทางหรืออุดมการณ์นี้อยู่แล้ว

          คณะกรรมการให้ความเห็นชอบรูปแบบการดำเนินการของ สคส. ให้มี ๒ ขา   คือขาธุรกิจ ทำงานพัฒนา KM+ และให้บริการที่ปรึกษาและฝึกอบรม   หาเงินมาเลี้ยงตัวเอง   กับขาสังคม (CSR) ทำงานอาสาสมัครสาธารณะประโยชน์/สาธารณกุศล   โดยร่วมมือกับผู้บริจาคเงินเพื่อการกุศล ในการทำงานให้แก่สังคมแบบให้เปล่า  ในลักษณะที่ สคส. (และภาคี) ออกแรงหรือสมอง   ไม่มีการคิดค่าแรงหรือค่าบริการ

          คุณเดชา ศิริภัทร กรรมการอีกท่านหนึ่ง แนะนำว่า ควรถือการทำงานที่ สคส. เป็นการปฏิบัติธรรมภาคฆราวาส ใส่ธรรมะเข้าไปด้วย   ก็จะยิ่งมีพลัง

 

วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.ย. ๕๓



บรรยากาศในห้องประชุม

 

อีกมุมหนึ่งของห้อง