ผมมีความเห็นว่าเวลานี้มหาวิทยาลัยไทยทั้งหมด (ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่สถาบันเดียว) เป็นสถาบันสอน   ไม่มีวัฒนธรรมวิจัย    แม้เวลานี้ได้เกิดกลุ่มวิจัยเก่งๆ อยู่บ้าง แต่ก็อยู่ยาก   เพราะสังคมภาพรวมของมหาวิทยาลัยต้นสังกัดไม่เห็นคุณค่า
 
          ต้องการกลไกกำกับดูแลเข้าไปหนุน สร้างโครงสร้างการจัดการ ที่ช่วยให้กลุ่มวิจัยที่เก่งถึงขนาด สามารถทำงานวิจัยระดับนานาชาติได้   นี่คือกลไกสำหรับทำ change management   เพื่อปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทย

         โดยต้องทำ change management ทั้งระดับภายในมหาวิทยาลัยนั้นๆ  ระดับวงการอุดมศึกษา  และระดับสังคมทั่วไป 
 
         ระดับสังคมทั่วไป ต้องสร้างความเข้าใจว่า ประเทศที่เปิดสู่โลกาภิวัตน์อย่างไทย ต้องมีมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่เป็น World Class Research University   สำหรับใช้เป็นกลไกสร้างความสัมพันธ์แบบเท่าเทียมเคียงบ่าเคียงไหล่กับนานาประเทศ ผ่านกลไกด้านอุดมศึกษา    โดยที่เราต้องการมหาวิทยาลัยประเภทนี้ ในจำนวนเพียงไม่เกิน ๕% ของมหาวิทยาลัยทั้งหมด   มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้จะต้องมี KPI แตกต่างออกไปจากมหาวิทยาลัยกลุ่มอื่น   และนอกจากจะใช้ KPI ด้านความเป็นเลิศระดับโลกแล้ว   ยังต้องมี KPI ด้าน local relevance หรือ local engagement ด้วย

          ระดับวงการอุดมศึกษา ต้องสร้างความเข้าใจในทำนองเดียวกันกับสังคมทั่วไป   และเพิ่มความเข้าใจว่า จริงๆ แล้วภารกิจวิจัยเป็นภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยทุกประเภท    แต่มหาวิทยาลัยวิจัยเน้นที่การวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่ (basic research) เป็นหลัก (อาจจะในสัดส่วน ๖๐%)   และทำวิจัยเพื่อเอาความรู้ใหม่ที่ตนสร้างขึ้นไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย (translational research) ด้วย ในสัดส่วนที่น้อยกว่า    ส่วนมหาวิทยาลัยประเภทอื่นๆ ทำวิจัยเพื่อพัฒนาหน้าที่หลักของตน เช่นวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน  วิจัยเพื่อสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับท้องถิ่น เป็นต้น

          ในระดับมหาวิทยาลัยนั้นๆ ต้องมีการทำความเข้าใจว่าภารกิจด้านการวิจัยของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นๆ มีลักษณะอย่างไร   มหาวิทยาลัยวิจัยต้องเน้นการวิจัยสร้างความรู้ใหม่ระดับที่ยังไม่มีใครรู้ในโลก   เขาต้องเก่งและทนพอที่จะทำงานวิจัยเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักวิจัยทั่วโลก   ถ้าไม่เก่งระดับนี้ก็เป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยวิจัยไม่ได้   ส่วนมหาวิทยาลัยประเภทอื่น เน้นความเก่งของอาจารย์ในระดับชาติ   ความยากลำบากอดทนในการทำงานวิจัยก็เบาลงมาก

          มาตรการเอาชนะแรงต้าน ต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยนั้น ต้องทำทั้งภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัยนั้นๆ

          มาตรการภายนอก ที่สำคัญคือการมี competitive research grant จำนวนมากพอและหลากหลายชนิด   เพื่อแยกแยะ และยกย่องคนเก่งด้านการวิจัย   นักวิจัยที่เก่งถึงขนาดควรอยู่ในฐานะที่หาเงินเลี้ยงมหาวิทยาลัย ผ่านทุนวิจัย   และสร้างผลงานที่ก่อชื่อเสียงและยกระดับ ranking / rating ของมหาวิทยาลัย   การมีระบบ ramking / rating ผลงานวิจัย และความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย   การมีรางวัลยกย่องนักวิจัยที่มีผลงานดีเด่นหลากหลายประเภท หลากหลายรุปแบบ

          มาตรการภายในมหาวิทยาลัย ต้องทำอย่างหลากหลายมาก   โดยต้องค่อยๆ กำหนดให้ผู้บริหารในระดับต่างๆ ต้องเป็นศาสตราจารย์ และมีผลงานวิจัยเป็นที่ยกย่องเชื่อถือ   คนเหล่านี้เมื่อมาทำหน้าที่ผู้บริหารจะเข้าใจว่าจะต้องจัดระบบอำนวยความสะดวกต่อการวิจัยอย่างไร   และจะมีความสามารถเลือกตั้งเป้าหมายของการวิจัยที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ พุ่งเป้าหรือโฟกัส ได้   คือมหาวิทยาลัยวิจัยต้องไม่ใช่ปล่อยให้อาจารย์ต่างคนต่างก็กำหนดเป้าหมายของการวิจัยเอง   โดยฝ่ายบริหารไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง   ฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยวิจัยต้องบริหารงานวิจัยแบบมุ่งผลลัพธ์   มีการตั้งเป้าเพื่อให้เป้าหมายของงานวิจัยไม่กระจัดกระจายจนผลงานไร้ผลกระทบที่ทรงพลัง   พูดง่ายๆ คือ มหาวิทยาลัยวิจัยต้องมีการบริหารงานวิจัยอย่างมืออาชีพ แบบเดียวกับที่วงการธุรกิจบริหารธุรกิจของตน   เวลานี้ยังไม่มีมหาวิทยาลัยไทยแห่งใดเลยที่อยู่ในฐานะนี้

 
 
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ก.ย. ๕๓