Meditation (Continued)
รายการ Dhamma in English ครั้งที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงแนวคิดโดยคร่าวๆ เกี่ยวกับความหมายของกรรมฐาน และกรรมฐาน ๒ อย่างที่ใช้ในภาษาอังกฤษ สำหรับตอนที่ ๗ นี้ ขอเล่าถึงรายละเอียดในเชิงปฏิบัติให้ลึกลงไปอีกนิดหนึ่ง
เมื่อพูดถึงการปฏิบัติกรรมฐานในสังคมไทย อาจแบ่งออกเป็น ๓ สายใหญ่ๆ คือ
๑. สายพุท-โธ คือสายที่กำหนดลมหายใจเข้า-ออก เมื่อหายใจเข้า (Breathing-In) ให้ภาวนาว่า "พุท" (Bud) หายใจออก (Breathing-Out) ให้ภาวนาว่า "โธ" (dho) สายนี้เป็นแนวปฏิบัติของพระป่าในสังคมไทยมาแต่เดิม เช่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เทศก์ หลวงปู่ชา เป็นต้น อาจเรียกสายนี้ตามศัพท์วิชาการทางพระพุทธศาสนาว่า สาย "อานาปานสติ" (Mindfulness on Breathing) ก็ได้ (ดูตัวอย่างการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ของท่านติช นัท ฮันห์ คลิก http://www.youtube.com/watch?v=E7XJdkL4j3Y&feature=fvw
๒. สายพอง-ยุบ คือ การที่กำหนดอาการพอง (rising) และการยุบ (falling) ของท้องเวลาหายใจเข้า-ออก กล่าวคือให้มีสติ (mindfulness) อยู่กับการพอง-ยุบของท้อง เมื่อท้องพอง ให้ภาวนา (meditate) ว่า "พองหนอ" (rising) เมื่อท้องยุบ ให้ภาวนาว่า "ยุบหนอ" (falling) รวมทั้งให้มีสติอยู่กับอิริยาบถต่างๆ (postures) เช่น เมื่อยืนก็ภาวนาว่า "ยืนหนอ" (standing) เมื่อเดิน ก็ภาวนาว่า "เดินหนอ" (walking) เมื่อนั่งก็ภาวนาว่า "นั่งหนอ" (sitting) เมื่อนอนก็ให้ภาวนาว่า "นอนหนอ" (laying) เป็นต้น พูดง่ายๆ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ (present moment) ในทุกการเคลื่อนไหว (movements) การปฏิบัติแบบพอง-ยุบนี้ สือทอดมาจากพระกรรมฐานสายพม่า อาจเรียกสายนี้ตามศัพท์วิชาการทางพระพุทธศาสนาว่าสาย "สติปัฏฐาน ๔" (The Four Foundations of Mindfulness) ก็ได้ ซึ่งเป็นชื่อของพระสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎก
๓. สายสัมมาอะระหัง เป็นสายที่ริเริ่มและพัฒนาขึ้นโดยหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ วิธีปฏิบัติโดยคร่าวๆ คือ ให้ภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง ๆ" โดยเอาจิตไปตั้งอยู่ตามฐานต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งมีทั้งหมด ๗ ฐานด้วยกัน
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือแนวการปฏิบัติที่นิยมในสังคมไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในพระไตรปิฎก ส่วนใหญ่เราจะนึกถึง "สติปัฏฐานสูตร" ซึ่งเป็นพระสูตรว่าด้วยฐานที่ตั้งของสติ (Foundations of Mindfulness) มี ๔ อย่าง เรียกสั้นๆ ว่า การมีสติอยู่กับกาย (body) เวทนา (feelings/sensations) จิต (mind) และธรรม (mind-objects) มีรายละเอียด ดังนี้
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (Mindfulness of the Body/Contemplation of the Body) หมายถึงการเอาสติกำหนดการเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งลมหายใจเข้า-ออก และการเดินจงกรมด้วย (walking meditation) ให้มีสติอยู่ในขณะปัจจุบันของการเคลื่อนไหวนั้นๆ เท่านั้น ให้สักแต่รู้ (just knowing) ว่าเป็นเพียงกายเท่านั้น ไม่ให้คิดปรุงแต่งเกินเลยแบบเอาตัวตนเป็นศูนย์กลาง (I-centered) ว่าเป็น "ตัวกู" (I-making) "ของกู" (my-making)
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (Mindfulness of the Feelings/Contemplation of the Feelings) หมายถึงการเอาสติไปกำหนดรู้เท่าทันเวทนาหรือความรู้สึกเป็นสุข (pleasant feeling) เป็นทุกข์ (painful feeling) หรือเฉยๆ (neutral feeling) ให้สักแต่รู้ (just knowing) ว่าเป็นเวทนาเท่านั้น ไม่ให้คิดปรุงแต่งเกินเลยจนเกิดตัวกูของกู
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน (Mindfulness of Mind/Contemplation of Mind) หมายถึงการเอาสติไปกำหนดรู้เท่าทันจิตของตนว่าในขณะนั้นๆ สภาพจิตเป็นอย่างไร เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น คือให้สักแต่รู้ (just knowing) ว่าเป็นเพียงจิตเท่านั้น ไม่ให้คิดปรุงแต่งเกินเลยจนเกิดตัวกูของกู
๔. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (Mindfulness of Mind-objects/ Contemplation of Mind-objects) หมายถึงการเอสติไปกำหนดรู้เท่าทันธรรมหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ (mind-objects) ขณะนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร เช่น เมื่อนิวรณ์ (Hindrances/Obstacles) เกิดขึ้นในใจก็ให้รู้เท่าทันว่าขณะนี้มีนิวรณ์เกิดขึ้นในใจ ให้สักแต่รู้ (just knowing) ว่าเป็นเพียงธรรมเท่านั้น ไม่ให้คิดเกินเลยจนเกิดตังกูของกู
กล่าวโดยสรุป การปฏิบัติสติปัฏฐานคือความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายทำหน้าที่พิจารณา ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Subjects" กับฝ่ายที่ถูกพิจารณา ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Objects" ฝ่ายทำหน้าที่พิจารณาประกอบด้วย ๑. สติ (สติมา-Mindfulness) ๒. สัมปชัญญะ (สัมปชาโน-Awareness) และ ๓. ความเพียร (อาตาปี-Energy) ทั้งสามอย่างนี้ทำหน้าที่ประสานสัมพันธ์กันในการพิจารณาอารมณ์ สำหรับฝ่ายที่ถูกพิจารณา หรือเรียกอีกอย่างว่าฝ่าย "อารมณ์" นั้น ได้แก่ ๑. กาย (body) ๒. เวทนา (feeling) ๓. จิต (mind) และ ๔. ธรรม (mind-objects) เป้าหมายของการพิจารณาคือให้รู้เท่าทันอารมณ์เหล่านี้ตามความเป็นจริง ไม่ให้คิดปรุงแต่งด้วยกิเลสจนเกิดมายาภาพ (illusion) ว่ามีตัวกู-ของกู
เรื่องกรรมฐานเท่าที่เล่ามาคิดว่าพอสมควรแก่เวลา ยังมีอีกหลายเรื่องที่คิดว่าสมควรนำมาเล่าในตอนต่อไป ก่อนจากขอฝากพุทธภาษิตเกี่ยวกับการฝึกจิตว่า
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ
จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
A well-tamed mind brings happiness





เจริญพรโยม ขจิต ฝอยทอง
เจริญพรขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยม ขออนุโมทนาถ้าหากบทความนี้จะมีประโยชน์บ้าง
พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร
สุดยอดอีกแล้วเจ้าค่ะพระอาจารย์
หนูไปเยี่ยมพระอาจารย์อีกblog ค่ะ ที่เป็น learn อะไรเนี่ยแระค่ะ
ซึ่งที่เข้าไปอ่านทำงานได้ค่ะ และหนูก็copy บทความภาษาอังกฤษเอาไว้ทุกตอนค่ะ
แต่blog/budhamcu นี้ต้องเข้า net ที่บ้านค่ะ
พระอาจารย์ลงไว้ที่โน้นด้วยนะคะ หนูจะได้copy ไว้ที่ทำงานค่ะ
ชอบค่ะ ได้ความรู้มากมายเลยค่ะ
พระอาจารย์ค่ะไอ้ตัวนี้แปลว่าอะไรค่ะ " the recollection of death" ค่ะ เกี่ยวกับอะไรค่ะ
ไปอ่านเจอในหนังสือ meditation เล่มหนึ่งค่ะ
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ค่ะ
ชยาภรณ์(อ้วน)
ถึงคุณชยาภรณ์
คำว่า "The Recollection of Death" แปลว่า "มรณัสสติ" หรือ "มรณานุสสติ" แปลว่า การมีสติระลึกถึงความตาย เป็นวิธีเจริญกรรมฐานอีกแบบหนึ่ง โดยเอาความตายมาเป็นอารมณ์ของสติ หรือเอาสติไปกำหนดความตาย
เจริญพร
พระมหาสมบูรณ์
นมัสการเจ้าค่ะ
มารับความรู้ต่อ
ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
กระจ่าง แต่ยังไม่แจ้ง เฉพาะเรื่องที่อ่านเท่านั้นเองค่ะ ชอบเรื่องเล่าแทรกศัพท์จัง....
ได้ประโยชน์มากเลยครับ สามารถนำไปถ่ายทอดให้ชาวต่างชาติได้ด้วย
กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ ขอบพระคุณในความรู้ที่ท่านเมตตาถ่ายทอดมาให้