" ฅ คนขึงขัง น่าจะดีกว่า ฅ คนน่ารัก" ที่เราให้เด็กจำเป็นอาขยานในปีปัจจุบันเป็นไหนๆ แต่ก่อนเด็กต้องขึงขังทำงานเข้มแข็งหนักเอาเบาสู้ พอเราเน้นค่านิยม ฅ น่ารัก ต่อไปเมื่อเด็กเขาโตขึ้นคงจะต้องทำตัวน่ารักผิวสวยหน้าใส งานหนักไม่เอา เงินเขาอยากได้ แล้วอะไรหละที่ได้เงินแล้วสบาย ค่านิยมดีสังคมดี ค่านิยมบัดสี สังคมก็ไม่ดีตามๆกันไป

               “คนเราไม่สามารถเอาชนะคนอื่นได้เสมอไปดอก และคนเราไม่สามารถสมปรารถนาเสมอไปเช่นกัน” แต่ยามใดที่ท้อแท้คำว่า “สู้ๆ” ยังคงเป็นวลีที่ใช้พูดหรือท่องเป็นกำลังใจให้เราได้เสมอ
               คนไทยส่วนมากไม่ค่อยคิดที่จะสู้และไม่คิดที่จะอดทนเพราะเกิดค่านิยมว่า "การต่อสู้ปัญหาและการอดทนต่อสิ่งต่างๆเป็นความลำบาก แต่เมื่อใดที่เราคิดว่า “เราสู้ได้ ลองสู้กับปัญหาต่างๆต่อไป  กอปรกับเมื่อใดที่เราคิดได้ว่า “ความอดทนจะทำให้เราเข้มแข็งกล้าหาญต่อสู้กับกิจกรรมในชีวิตประจำวันทั้งในยามมีทุกข์และยามมีสุขเราจะมีชีวิตรอดและน่าภาคภูมิใจ...เป็นที่สุด” มองไปข้างหน้ายังมีหวัง มองคืนด้านหลังไม่เสียใจ (สู้ไหม? (สู้ๆ) อดทนไหม? (อดทน (หรือจะไม่เอาดีกว่า)
               " ฅ คนขึงขัง น่าจะดีกว่า ฅ คนน่ารัก" ที่เราให้เด็กจำเป็นอาขยานในปีปัจจุบันเป็นไหนๆ แต่ก่อนเด็กต้องขึงขังทำงานเข้มแข็งหนักเอาเบาสู้ พอเราเน้นค่านิยม ฅ น่ารัก ต่อไปเมื่อเด็กเขาโตขึ้นคงจะต้องทำตัวน่ารักผิวสวยหน้าใส งานหนักไม่เอา เงินเขาอยากได้ แล้วอะไรหละที่ได้เงินแล้วสบาย ค่านิยมดีสังคมดี ค่านิยมบัดสี สังคมก็บัดซบตามกันไป
                 เด็กๆทุกวันนี้หลายคนอ่อนแอลงเรื่อยๆแต่อายุมากขึ้นๆ ยิ่งเรียนยิ่งไม่อยากทำงานหนัก ไม่อยากถูกแดดกลัวผิวดำ ไม่อยากตากฝนกลัวหวัด ไม่อยากฝึกหัดทำงานกลัวร่างกายไม่โตไม่สูง ไม่อยากท่องจำกฎกติกากลัวเหนื่อยและบ่นอุบอิบเขาไม่ให้ท่องจำแล้วบางคนบ่นดังๆว่ามันยาก(ครับครู)  ดูเหมือนเด็กไทยกำลังคิดว่า เมื่อจบการศีกษาภาคพ่อแม่บังคับเรียนได้ เขาจะเอาใบปริญญาไปเนรมิตชีวิตได้...  สู้เถิดขยันเถิดจะเกิดผลดีแก่เราเอง อดทนเถิดถ้าเราอยากจะอยู่รอด “ทำดีได้ อายทำดีอด” อนาคตเราอยู่ในมือเราเองจริงไหม?
                พระพุทธเจ้าสอนว่า “ผู้ใดมีความอดทนต่อสิ่งที่คนอื่นอดทนได้ยาก ผู้นั้นจะได้รับสิ่งที่คนอื่นได้โดยยากเช่นกัน