Appreciative Inquiry

ผมมักมีโอกาสไปเป็นกระบวนกรให้กับวงการวิชาการ...เช่นการระดมสมองในโครงการต่างๆ เช่นโครงการ Creative Economy...ในอีสานเราได้วัฒนธรรมห้ากลุ่มที่ มีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ได้แก่..ฮูปแต้ม ผ้าแพรวา ปลาร้า ผีตาโขน และข้าวหอมมะลิครับ..

......

มีวันหนึ่งมีโอกาสคุยกับคนในท้องถิ่น..เรื่องปลาร้า...เราคุยกันถึงประเด็นโอกาสธุรกิจ..มีคนหนึ่งเสนอแนวคิดว่าปลาร้าทาขนมปัง..ก็ได้..อาจส่งออกคล้ายๆกับกรณีของปลาแองโชวี่..(คือปลาแดกประเภทหนึ่งทำโดยคน Dutch)..

.....

ก็มีใครสักคนท้วงว่า...คนต่างชาติรับเรื่องกลิ่นไม่ได้...ยากนะ...

บรรยากาศออกมาแบบไม่ค่อยดี

......

 

เพราะเวลาเราพูดถึงปัญหา..ก็จะเจอปัญหาแบบไม่มีที่สิ้นสุดครับ...

ครับเนื่องจากผมใช้การถามแบบ Appreciative Inquiry บ่อยๆ เลยลองตั้งคำถามเชิงบวกดู 

 

....

ผมเลยโยนคำถามไปในที่ประชุมว่า...เอ๊ะ แล้วมีใครเคยได้ยินว่าคนต่างชาิติกินปลาร้าไหมครับ..เอาสักคนก็ได้...ที่สุดก็มีคนพูดครับว่า เคยมีญาติของเขาซื้อปลาร้ายี่ห้อครูแหววของกาฬสินธิ์ไปฝากเพื่อน เธอเป็นคนไทย ที่มีสามีเป็นคนญี่ปุ่น ปรากฏว่า..แฟนเธอเล่าว่า คนญี่ป่นติดใจยี่ีห้อนี้ครับ...ถึงขั้นเอามาทาขนมปังกินตอนเช้า...

...ถามต่อว่า...แล้วปลาร้ายี่ห้อนี้ต่างจากยี่ห้ออื่นตรงไหน..ได้เรื่องครับ...เขาเล่าว่า...เจ้านี้ทำออกมาจนคล้ายๆน้ำพริกเผา หอมสมุนไพรมากๆ..เป็นปล้าร้าบองที่หอมกลิ่นจริงๆ..

....................

...ได้เรื่องไหมครับ...นี่แหละ ในมุมมองของ Appreciative Inquiry ต่อให้เจอแค่ "คนเดียว" ก็ตาม นี่อาจเป็นร่องรอยสำคัญ ที่จะนำไปสู่การส่งปลาร้าไปตีตลาดโลก...ให้ปลาร้า ปลาแดกบ้านเรา "ครองโลก" ในที่สุดก็ได้...

.....

เห็นไหมครับ ถามเชิงบวกได้คำตอบมากกว่า...

ผมใช้เทคนิคนี้บ่อยๆ เวลาประชุมครับ..เพื่อค้นหาโอกาส..โอกาสแค่เพียงนิด รางๆในตอนแรก อาจกลายเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ก็ได้..ใครจะไปรู้...การค้นพบครั้งสำคัญๆของโลก เป็นการค้นพบสิ่งที่ใครๆ ก็"มองข้าม" หรือ "ไม่ทันสังเกต" ทั้งนั้นไม่ใช่หรือครับ..

...

คุณล่ะคิดอย่างไร...