Meditation (Kammatthana)

        รายการ "Dhamma in English" ตอนที่ ๖ นี้  ผู้เขียนจะขอนำเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังอยู่ในความสนใจของคนไทยและชาวตะวันตกอย่างมาก  นั่นเรื่อง “Kammatthana” (กัมมัฏฐาน/กรรมฐาน) บ่อยครั้งที่เราเห็นผู้มีชื่อเสียง (celebrity) คนนั้นคนนี้ออกรายการทีวีเล่าถึงเรื่องที่ตนไปปฏิบัติธรรมสำนักนั้นสำนักนี้มา  ได้รับผลดีอย่างนั้นอย่างนี้  บ้างก็บอกว่าไปปฏิบัติ “กรรมฐาน”  บ้างก็บอกว่าไป “วิปัสสนา”  บ้างก็บอกว่าไปเจริญ “ภาวนา” บ้างก็บอกว่าไปทำ “สมาธิ” บ้างก็บอกว่าไป “ปลีกวิเวก/เข้าเงียบ” (retreat) ฟังแล้วรู้สึกสับสนงุนงงอยู่เหมือนกัน  ไม่รู้จะใช้คำไหนกันแน่  การใช้คำแตกต่างกันอาจมาจากสำนักที่แต่ละคนไปปฏิบัติสอนไม่เหมือนกัน  ดังนั้น  ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรนำเรื่องนี้มาคุยกันสักหน่อย

        ขอเริ่มด้วยคำว่า “กรรมฐาน” ก่อน คำนี้ฝรั่งนิยมแปลว่า “Meditation” มาจากคำว่า “กรรม” แปลว่าการงาน (work) และคำว่า “ฐาน” แปลว่า ที่ตั้ง, ที่อาศัย (basis/place/station) รวมกันแปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน หรือที่ตั้งแห่งการทำงาน (basis of work/ place of work/ station of work) ถามว่าที่ตั้งแห่งการทำงานนี้คืออะไร? ตอบว่าคือที่ตั้งแห่งการทำงานทางจิตใจนั่นเอง หมายความว่า เวลาที่เราจะพัฒนาจิตใจ  เราต้องเอาใจไปตั้งไว้หรือไปปักไว้กับอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่ว่านี้ก็คือ “อารมณ์” (object- อารมณ์ในพระพุทธศาสนาไม่ได้หมายถึงอารมณ์แบบรัก โลภ โกรธ เกลียด ที่เรียกว่า emotion อย่างที่คนไทยทั่วไปเข้าใจ) เช่น เรานั่งกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ลมหายใจนี้ก็คืออารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งใจของเรา อุปมาเหมือนตอนนี้กำลังนั่งอ่านหนังสือในบ้าน เก้าอี้ที่เรานั่งอยู่คือฐานที่รองรับตัวเรา  ส่วนตัวเราคือสิ่งที่วางอยู่บนฐานนั้น  เก้าอี้เทียบได้กับอารมณ์ที่เรากำหนด ส่วนตัวเราเทียบได้กับใจที่กำหนดอารมณ์นั้น  พูดง่ายๆ ว่า กรรมฐานก็คืออารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการทำงานของใจนั่นเอง 

       กรรมฐาน มี ๒ อย่าง คือ

       ๑. สมถกรรมฐาน หรือ สมถภาวนา หมายถึงกรรมฐานที่มุ่งทำให้จิตสงบเป็นสมาธิ (Calmness Medition/Stillness Meditation) การปฏิบัติสมถกรรมฐาน คือการเอาจิตไปปักไว้หรือกำหนดไว้ (concentrate) กับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง (object)  จนแนบแน่นสนิทอยู่กับอารมณ์นั้น ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน  สภาพเช่นนี้เราเรียกว่าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ (Concentration/Firmness) หรือเรียกอีกอย่างว่า "เอกัคคตา" หมายถึงสภาพที่จิตตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์เดียวเท่านั้น (One-pointedness) เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้วก็เรียกว่าเป็นจิตที่ควรแก่การใช้งาน (กัมมนียะ-workable) ในการพิจารณาเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งต่อไป  เหมือนลิงที่ฝึกจนเชื่องแล้ว  ก็เหมาะที่เอาไปใช้งานต่างๆ เช่น เก็บมะพร้าว เป็นต้น

       ๒. วิปัสสนากรรมฐาน หรือ วิปัสสนาภาวนา หมายถึงกรรมฐานเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง (Insight Meditation หรือ Insight Development) เป็นกรรมฐานที่ยกระดับขึ้นมาจากสมถกรรมฐาน  มุ่งใช้ปัญญา (Wisdom) พิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้แจ้งเห็นจริงตามที่มันเป็นจริง (see things as they really are) คือ มันเป็นจริงอย่างไรก็เห็นจริงตามนั้น  ไม่ใช่เห็นตามที่เราอยากให้มันเป็นหรือคิดว่ามันเป็น  เมื่อเราเห็นโลกและชีวิตได้อย่างนี้  จะเกิดความเปลี่ยนแปลง (transformation) ขึ้นในชีวิตชนิดถอนรากถอนโคน (radical)  ทัศนะที่เรามีต่อโลกและชีวิต (world-view/life-view) จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราจะดำเนินชีวิตด้วยปัญญา  ไม่ใช่ด้วยอวิชชา (ignorance) ตัณหา (desire/craving) และอุปาทาน (attachment/clinging)  เหมือนคนเดินออกจากโลกมืดไปสู่โลกสว่าง  วิธีคิดของเขาตอนอยู่ในโลกสว่างจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับตอนอยู่ในโลกมืด  เราจะหลุดพ้นเป็นอิสระ(วิมุตติ-liberation/freedom) จากพันธนาการ (สังโยชน์-bondages/fetters) ของกิเลสทั้งหลาย (defilements) เราจะดำเนินชีวิตอยู่ในโลกแต่เหนือโลก (Live with it but transcend it) เหมือนใบบัวที่แช่อยู่ในน้ำแต่ไม่เปียกน้ำฉะนั้น

        ที่เขียนเล่ามาคิดว่ายาวพอสมควรแล้ว  เรื่องกรรมฐานมีอะไรให้เล่าอีกมากมาย  คงไม่สามารถจบได้เพียงตอนเดียว  จึงขอยกยอดไปเล่าในครั้งต่อไปก็แล้วกัน  ก่อนจากขอฝากพุทธภาษิตที่ว่า- 

                                      

                                         ทนฺโต  เสฏฺโฐ  มนุสฺเสสุ 

                    ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้ฝึกตนแล้วเป็นคนประเสริฐสุด

                    The trained person is the best among humans