นานวันเข้าร่างกายฉันคงทนไม่ไหว ในที่สุดก็ล้มป่วยด้วยอาการไข้ขึ้นสูงหนาวสั่นแล้วตามด้วยปวดท้องอย่างรุนแรง
3. เสบียง
เสร็จจากเรื่องหลักสูตรและตำราเรียนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการเตรียมเสบียงเรามีเสบียงเป็นไร่ข้าวของหน่วยครูที่สหายครูเล่าเม็งกับภรรยาคือสหายพาได้ทำไร่ปลูกข้าวรอไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ถึงฤดูเก็บเกี่ยวปลายเดือนพฤศจิกายนฉันกับสหายไผ่จึงต้องลงไปช่วยงานเก็บเกี่ยวเพราะเป็นงานที่เร่งรีบช่วงชิงเก็บเกี่ยวให้เสร็จก่อนที่ทางรัฐบาลจะฉวยโอกาสมาทิ้งบอมม์เผาทำลายตัดเสบียง เราเกี่ยวข้าวไม่กี่วันก็ได้กลับไปร่วมงานฉลองวันพรรคฯ ที่กองทหาร85 แล้วก็ต้องกลับมาทำงานเก็บเกี่ยวต่อ แต่กลับมาคราวนี้เราไม่ได้กลับมามือเปล่าเราได้แรงงานมาช่วยอีกสามแรง เป็นสหายชายล้วนซึ่งเป็นสหายใหม่ที่เพิ่งขึ้นมาจากในเมือง เป็นนักศึกษาหน้าขาวๆมือนิ่มๆบางๆ ทั้งหมดคือสหายน้ำเหล็ก สหายสรรค์และสหายรื่น ถึงจะไม่คาดหวังเรื่องพึ่งพาแรงงานได้มากเท่ากับสหายชาวนาหรือสหายม้งแต่เราก็ดีใจนักหนา เพราะถึงอย่างไรก็ต้องดีกว่าที่จะต้องมาเกี่ยวข้าวตีข้าวกันตามลำพังผู้หญิงตัวเล็กๆสองสามคนเป็นไหนๆ พอเอาเข้าจริงพวกเขาก็เอาการเอางาน ช่วยเราได้มากกว่าที่คิดเสียอีก แถมยังคิดตีข้าวด้วยวิธีแปลกๆขำๆได้ไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้เวลาทำงานมีสีสันและได้งานไปพร้อมกัน ( ระหว่างนี้จะมีสหายคำปัน อีกคนหนึ่งที่คอยแวะเวียนมาแนะนำช่วยเหลือพวกเราในการทำงานเพราะเราทุกคนล้วนเป็นปัญญาชน ที่ไม่มีความรู้เรื่องการทำไร่ทำนามาก่อน) แต่พวกสหายทั้งสามคนก็อยู่กับเราไม่นานนักพอผ่านขั้นตอนตีข้าว เสร็จแล้วพวกเขาก็ถูกส่งตัวไปที่อื่น ฉันกับสหายไผ่ยังคงทำงานเก็บเกี่ยวข้าวต่อจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ก่อนจะขนย้ายข้าวเปลือกไปเก็บไว้ที่ยุ้งฉาง นั่นคือการแยกเศษฟางและเมล็ดข้าวลีบออกทิ้งไป ด้วยวิธีของชาวม้งที่เรียกว่า “หย้าเบล่” คือการสร้างชั้นที่คล้ายๆนั่งร้านสูงๆขึ้นในบริเวณไหล่เขาที่หันหน้ารับลม แล้วทำราวพาดเป็นทางเดินจากพื้นขึ้นไปบนร้าน จากนั้นก็แบกกระบุ้ง (เป๊อะ) ใส่ข้าวเปลือกที่ตีเสร็จแล้วขึ้นไป แล้วโปรยลงมาให้ลมพัดเอาเศษฟางและเมล็ดข้าวลีบที่มีน้ำหนักเบาปลิวแยกออกไปตามแรงลม จะเหลือแต่เมล็ดข้าวเปลือกเต็มเม็ดที่ร่วงลงไปกองบนพื้นใต้นั่งร้าน เป็นวิธีทุ่นแรงที่อาศัยธรรมชาติได้อย่างน่ารักและชาญฉลาดจริง ๆ
ที่ไร่ข้าวไม่มีต้นไม้ที่จะให้เราแขวนเปลนอนได้ เราจึงเลือกที่จะเอาฟางข้าวมาทำเป็นซุ้มนอนบริเวณริมๆไร่ และความที่ฉันกับสหายไผ่เป็นคนพื้นที่ราบที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นกันทั้งคู่ เราจึงสร้างซุ้มกันแบบตามประสาของเรา ทำๆไปฉันก็นึกถึงตอนสมัยเด็กๆ ที่เคยเล่นสร้างบ้านกัน ดูก็ไม่ต่างกันนัก เพราะ บางครั้งนอนๆอยู่ หลังคาซุ้มก็ยุบร่วงลงมาเฉยๆ ต้องลุกขึ้นมาทำกันใหม่ โชคดีที่เราสองคนบางทีก็ติ๊งต๊องพอกันก็ได้แต่หัวเราะตัวเอง บางทีเราก็แอบโรแมนติกแบบต๊องๆ ชวนกันนอนโผล่หัวออกมานอกซุ้มฟางนับดาวเล่นเสียอย่างนั้น แต่บางทีทำงานเหนื่อยหนักมาทั้งวันพอเข้านอน กำลังหลับเพลินๆหลังคาซุ้มดันยุบลงมาแถมยังทั้งมืดทั้งหนาวเราจึงไม่สนใจ มุดหัวหลับต่อไปทั้งอย่างนั้นจนถึงเช้า นานวันเข้าร่างกายฉันคงทนไม่ไหว ในที่สุดก็ล้มป่วยด้วยอาการไข้ขึ้นสูงหนาวสั่นแล้วตามด้วยปวดท้องอย่างรุนแรง ประชาชนม้งที่ทำไร่อยู่ใกล้กันรู้เข้าก็มาช่วยดูแล ด้วยการตักเอาขี้เถ้าร้อนๆจากกลางเตามาชงน้ำให้ดื่ม ซึ่งก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากนั้นสหายไผ่ก็พาฉันส่งโรงหมอ แล้วฉันก็เลยจอดไม่ต้องแจวอยู่ที่โรงหมอนานเกือบ ๒ สัปดาห์เนื่องจากป่วยเป็นไข้มาลาเรียลงกระเพาะอาหาร ต้องปล่อยให้สหายไผ่และสหายครูเล่าเม้ง แบกรับภาระเรื่องเตรียมการสร้างโรงเรียน ร่วมกับฝ่ายอำนาจรัฐและประชาชนล่วงหน้าไปก่อน
สวัสดีครับ..
เป็นชีวิตจริงที่เหมือนนิยายเลยทีเดียว
สวัสดีค่ะคุณเลิศฤิทธิ์
ขอบคุณที่แวะมาอ่านและเขียนความเห็น ..บ่อยครั้งที่ชีวิตจริงกับนิยายก็เป็นเรื่องเดียวกันนะคะ
ช่วงตอนที่ป่วยและพักรักษาอาการอยู่ที่โรงหมอ ได้มีเรื่องราวต่าง ๆ ที่ทำให้ฉันค้นพบบางสิ่ง ที่เกิดขึ้นในความคิดจิตใจ แต่ต้องเก็บไว้เล่าในมุมอื่นของชีวิตในโอกาสต่อไปค่ะ (ถ้ามีโอกาสนะคะ)