แบบแผนการวิจัย Research Design
ความหมายและลักษณะ
แบบแผนงานวิจัย “Research design” หมายถึง แผนหรือโครงสร้างของการสืบค้นเพื่อจะทำให้ได้รับคำตอบต่อคำถามการวิจัย
“แผน” หมายถึง การที่ผู้วิจัยได้วางแผนว่าจะทำวิจัยอย่างไร นับตั้งแต่ การตั้งปัญหาการวิจัย รวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาคำตอบการวิจัย
“โครงสร้าง” หมายถึง กระบวนทัศน์ (Paradigm) หรือรูปแบบ (Model) ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรที่จะทำการศึกษา
แบบแผนงานวิจัย หมายถึง ปัญหาการวิจัย (ที่เป็นความสัมพันธ์ของตัวแปร) และแผนที่กำหนดไว้สำหรับการศึกษาข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย
จากความหมายข้างต้นนี้จะเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า แบบแผนการวิจัย นั้นประกอบด้วย ส่วนสำคัญๆ สองส่วน คือ
ส่วนที่เป็นลักษณะความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ยังมีข้อสงสัยใคร่รู้คำตอบ และ ส่วนของปัญหาการวิจัยและสมมติฐานการวิจัย ในขณะที่ส่วนที่สองจะเป็นส่วนที่เกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการที่ใช้ทำการศึกษาค้นหาข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อนำมาใช้ตอบคำถามการวิจัย
วัตถุประสงค์ของแบบแผนงานวิจัย
- 1. เพื่อจัดเตรียมคำตอบให้กับคำถามการวิจัย
- 2. เพื่อควบคุมความแปรปรวน
ตอบคำถามการวิจัยให้ได้อย่าง
- มีความตรง (Validly)
- มีความเป็นปรนัย (Objectively)
- มีความแม่นยำ (Accurately)
- มีความความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ (Economically)
จากวัตถุประสงค์สองประการนี้อธิบายได้ว่า เมื่อมีปัญหาการวิจัย แล้วนักวิจัยก็จะต้องวางแผนว่า..จะทำการศึกษาสืบหาข้อมูลอะไร
จากที่ไหน ด้วยวิธีการใด และเมื่อได้ข้อมูลมาแล้วควรจะวิเคราะห์และสรุปผล อย่างไรจึงจะทำให้ตอบคำถามการวิจัยได้อย่างมี
- มีความตรง (Validly)
- มีความเป็นปรนัย (Objectively)
- มีความแม่นยำ (Accurately)
- มีความความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ (Economically) มากที่สุด
นอกจากนั้นแล้วแบบแผนการวิจัยยังช่วยชี้แนะว่าผลของการวิจัยที่ค้นพบจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางครอบคลุมมากน้อยปานใดอีกด้วย
จากวัตถุประสงค์ของแบบแผนวิจัยสรุปได้ว่า แบบแผนของการวิจัยมีเพื่อก่อให้เกิดความตรงของการวิจัย(Research validity) นั้นเอง ความตรงของการวิจัยประกอบด้วยความตรงภายใน (Internal validity) และความตรงภายนอก (External validity)
ความตรงภายในและความตรงภายนอกของการวิจัย
ความตรงภายในของการวิจัย หมายถึง ผลของการวิจัยครั้งนั้นๆ ตอบคำถามการวิจัยได้อย่างถูกต้องหมดจน ผลของการวิจัย ในที่นี้หมายถึง ค่าที่สังเกตได้ของตัวแปร (หรือปรากฎการณ์) ที่นักวิจัยต้องการศึกษา หากผลการวิจัยเรื่องใดขาดความตรงภายในของการวิจัยแล้วคุณค่าของงานวิจัยย่อมมีน้อย (เกิดจากตัวแปรที่ศึกษาจริงๆ เป็นข้อมูลสะท้อนข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง ผลการวิจัยจริง ไม่มีตัวแปรอื่นมาเกี่ยวข้อง)
ความตรงภายนอกของการวิจัย หมายถึง ผลการวิจัยที่ค้นพบ มีลักษณะเป็นนัยทั่วไปในการสรุปอ้างอิง (Generalization) ไปสู่ประชากรเงื่อนไขเดียวกันกับที่ทำการวิจัย หรือคือ ข้อค้นพบจากการวิจัยในครั้งนั้นๆ สามารถนำไปสรุปใช้ได้กับสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่นๆ ที่มีลักษณะเงื่อนไขเดียวกันกับการวิจัยครั้งนี้
การมีอำนาจในการสรุปอ้างอิงหรือมีความตรงภายนอกสูงไม่ได้หมายความว่า จำนวนกลุ่มตัวอย่างต้องมีขนาดใหญ่หรือมีจำนวนเหมาะสมเพียงประการเดียว แต่ กลุ่มตัวอย่างต้องมีลักษณะเสมอเหมือนประชากรมากที่สุดด้วย
ลักษณะความตรงภายนอกของการวิจัย
- 1. Sample generalization จากกลุ่มตัวอย่าง ไปสู่ประชากร จำนวนกลุ่มตัวอย่างต้องมีขนาดใหญ่หรือมีจำนวนเหมาะสมเพื่อไปสรุปอ้างอิง
- 2. Situation generalization สนใจสถานการณ์หรือเหตุการณ์มากกว่าอ้างอิงจำนวน
- 3. Naturalistic generalization สนใจปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
การสรุปอ้างอิงผลการวิจัย เป็นการอ้างอิงกลุ่มตัวอย่างความรู้ภายใต้เงื่อนไขหนึ่งๆไปสู่มวลประชากรความรู้ของตัวแปรที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
ความตรงภายนอกของการวิจัย อาจไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่สำคัญของงานวิจัยทุกประเภท เพราะว่า งานวิจัยบางประเภทก็มิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะสรุปอ้างอิงไปสู่ประชากรใดๆ เช่น งานวิจัยที่กระทำในเชิงคุณภาพและใช้แบบแผนการวิจัยแบบการศึกษารายกรณี (Case study design) ในชุมชนใดชุมชนหนึ่งนั้นมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ที่การทำความเข้าใจอย่างรอบด้านเกี่ยวกับปรากฎการณ์ในชุมชนนั้นๆ เป็นสำคัญ แต่ถ้ามีการสรุปอ้างอิงก็จะเป็นการสรุปอ้างอิงในลักษณะที่เรียกว่า
การสรุปอ้างอิงในเชิงธรรมชาติ (Naturalistic generalization) หมายถึง การอ้างอิงที่บุคคลใช้ประสบการณ์ที่ตกผลึกหรือชัดเจนแล้วของตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งทำการสรุปตีความในเรื่องดังกล่าวนั้นในสถานการณ์ใหม่
ความตรงภายนอกเกี่ยวพันกับความตรงภายในในแง่ที่ว่า ถ้างานวิจัยใดๆ ก็ตามขาดความตรงภายในเสียแล้วก็ไร้ประโยชน์ที่จะเกิดความตรงภายนอก เพราะ จะทำให้มีการนำข้อค้นพบที่ผิดๆ ไปใช้สรุปอ้างอิง
ความตรงภายในถือว่าสำคัญกว่าความตรงภายนอก และเป็นสิ่งที่นักวิจัยต้องพัฒนาให้เกิดความตรงภายในของการวิจัยก่อนเสมอ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตรงภายในและความตรงภายนอกของการวิจัย
มักใช้เกณฑ์พิจารณาจากงานวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) เป็นหลัก เพราะงานวิจัยเชิงทดลองนั้นมีเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทั้งหลายที่จะกล่าวถึงมากกว่างานวิจัยประเภทอื่นๆ
- 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตรงภายในของการวิจัย ทำให้ผลการวิจัยนั้นไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลจากตัวแปรที่เราทำการศึกษาอย่างแท้จริงหรือไม่ คำตอบการวิจัยที่ได้แม้ว่าจะตอบคำถามการวิจัยได้แต่ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องเพียงไร ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่
1.1 ประวัติพร้อง (Contemporary history)
หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อน / เกิดขึ้นในขณะทำการวิจัยกับตัวบุคคลที่เป็นหน่วยทดลอง และสิ่งดังกล่าวนี้ส่งผลร่วมกับตัวแปรต้น ที่มีต่อตัวแปรตามที่กำลังศึกษา และทำให้สรุปผลที่เกิดกับตัวแปรตามว่าเป็นเพราะตัวแปรต้น
เช่น โครงการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้การฝึกอบรมและให้ดู VDO จากตัวอย่างการ (พยาธิตัวจิ๊ด) p.65 การเสียชีวิตของชาวบ้าน, คำชี้แนะของแพทย์ ต่างเป็นประวัติพร้อง การสรุปว่า โครงการส่งเสริมสุขภาพการฝึกอบรมส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของชาวบ้าน จึงคลาดเคลื่อนเพราะ ผลสรุปนั้นปนเปื้อนจากปัจจัยประวัติพร้องโดยแท้
1.2 กระบวนการทางวุฒิภาวะ (Maturation process)
เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกระบวนการทางชีววิทยาและจิตวิทยาที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่เป็นหน่วยการศึกษาหรือหน่วยตัวอย่าง อันเนื่องมาจากระยะเวลาที่นักวิจัยทำการศึกษาค่อนข้างยาวนาน จนกระทั่งทำให้บุคคลดังกล่าวแสดงอาการตอบสนองเปลี่ยนแปลงไป เช่น ความเหนื่อยล้า ภาวะหงุดหงิดไม่สนใจสิ่งที่ผู้วิจัยนำมาใช้กับตน (แสดงอาการเฉื่อยชา / การที่หน่วยตัวอย่างอายุมากขึ้นพัฒนาการทางสมองถึงขีดที่จะเรียนรู้เรื่องนั้นได้เองจึงสามารถตอบสนองในเรื่องที่ผู้วิจัยนำมาใช้เป็นอย่างดี) หากนักวิจัยสรุปผลว่าวิธีสอนของตนไม่ได้ผล(เนื่องมาจากหน่วยตัวอย่างหงุดหงิด) หรือสรุปว่าได้ผลดี (เนื่องมาจากหน่วยตัวอย่างอายุมากขึ้น) ต่างก็เป็นการสรุปที่คลาดเคลื่อนเพราะ ผลสรุปปนเปื้อนจากปัจจัยกระบวนการทางวุฒิภาวะโดยแท้
1.3 แนวทางการทดสอบก่อน (Pretesting procedures)
ในการที่นักวิจัยมีการสอบวัดความรู้หรือทักษะของบุคคลที่เป็นหน่วยตัวอย่างก่อนที่จะทำการทดลองสอนหรือดำเนินกิจกรรมการทดลองใดๆ และเมื่อดำเนินการเสร็จแล้วก็ทำการสอบวัดความรู้หรือทักษะอีกครั้ง หากเป็นเช่นนี้การที่นักวิจัยสรุปว่าผลจากการดำเนินกิจกรรมการทดลองทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น / มีความรู้และทักษะมากขึ้นอาจจะคาดเคลื่อน ถ้าบุคคลเหล่านั้น นำประสบการณ์จากการที่ตนได้รับการสอบวัดครั้งแรกมาใช้ตอบสนองการสอบวัดครั้งหลัง
1.4 เครื่องมือการวัด (Measuring instruments)
การใช้เครื่องมือและวิธีการที่ไม่ดี / ไม่มีคุณภาพในการสังเกต สอบวัด เก็บรวบรวมข้อมูลของตัวแปรที่ทำการศึกษากับบุคคลที่เป็นหน่วยตัวอย่าง / แหล่งข้อมูลในการวิจัย อาจมีผลทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงและนำไปสู่การสรุปผลการวิจัยที่ผิดพลาด เช่น การสังเกตพฤติกรรมนักเรียน นักเรียนรู้ตัวว่าถูกสังเกตจึงเสแสร้งแสดงพฤติกรรม / ใช้การสัมภาษณ์ประเภทที่ผู้ให้ข้อมูลรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะได้รับการสัมภาษณ์ในประเด็นใดบ้าง / ใช้แบบสอบถามที่ไม่มีคุณภาพคำถามคลุมเครือ ไม่ครอบคลุม นำไปสู่ผลการวิจัยคลาดเคลื่อน เพราะผลสรุปนั้นปนเปื้อนด้วยปัจจัยของเครื่องมือการวัดที่ไม่มีคุณภาพ
1.5 การถดถอยทางสถิติ (Statistical regression)
ในการวิจัยมีการสอบวัดสองครั้งกับกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย โดยใช้ผลการสอบวัดครั้งแรกทำการคัดเลือกกลุ่มบุคคลจากกลุ่มที่ได้คะแนนสูงโต่ง คือกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ หลังจากนั้นก็ให้ทั้งสองกลุ่มนี้ได้รับเงื่อนไขการทดลอง และเมื่อเสร็จสิ้นการให้เงื่อนไขการทดลองก็ทำการสอบวัดอีกครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการสอบวัดครั้งหลังนี้กลุ่มต่ำมักจะทำคะแนนได้ดีขึ้น ขณะที่กลุ่มสูงลดลง จะเห็นว่าจะเกิดแนวโน้มของคะแนนจากจากการสอบวัดครั้งหลังนี้ลู่เข้าสู่คะแนนเฉลี่ยที่แท้จริง (คะแนนเฉลี่ยประชากรซึ่งเป็นคะแนนจากการสอบวัดครั้งแรกนั้นเอง) ทำให้ผู้วิจัยสรุปผลการวิจัยว่า ทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นการสรุปที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป
1.6 การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีความแตกต่าง (Differential selection of subjects)
อันเนื่องมาจากการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างไม่ดีหรือได้กลุ่มตัวอย่างที่มีความมแตกต่างกันโดยพื้นฐานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (เกิดจากความสามารถที่มีอยู่ก่อนแล้ว)
1.7 การขาดหายไปจากการทดลอง (Experimental mortality)
ในกรณีงานวิจัยเชิงทดลองบางครั้งการที่กลุ่มตัวอย่างขาดหายไปในช่วงของการทดลองอาจมีผลทำให้ข้อค้นพบของการวิจัยผิดไปจากความจริง
1.8 ปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างกับปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา (Interaction of selection and maturation. Selection and history. ect.)
ถ้าใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยไม่ดีย่อมทำให้มีผลจากปัจจัยอื่นๆ ที่ติดมากลับกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกได้มาร่วมส่งผลต่อตัวแปรตามที่ศึกษาด้วยเสมอ เช่น อาจได้กลุ่มตัวอย่างที่มีวุฒิภาวะต่างกันหรือประวัติพร้องต่างกัน และทั้งวุฒิภาวะและประวัติพร้องก็ส่งผลต่อตัวแปรตามเช่นกัน
- 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตรงภายนอกของการวิจัย จะทำให้งานวิจัยขาดความตรงภายนอก ประกอบด้วย
2.1 ปฏิสัมพันธ์ของความลำเอียงในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างกับตัวแปรอิสระที่ต้องการศึกษา (Interactive effects of selection biases and X)
ในกรณีที่กลุ่มตัวอย่างที่เลือกมาไม่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร เมื่อนำกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวมาใช้ในการวิจัยและได้ผลการวิจัยเป็นเช่นไร การจะสรุปผลไปยังประชากรจะมีความผิดพลาดเป็นอย่างมากหรือไม่สามารถที่จะสรุปผลได้อย่างครอบคลุม เช่น (นร.เตรียมอุดม) ซึ่งความแตกต่างทางพื้นฐานความรู้ก็ดีหรือทางภูมิหลังของครอบครัวก็ดีต่างก็มีผลร่วมกับตัวแปรอิสระ (วิธีสอน) ส่งผลต่อตัวแปรตามในที่สุด ดังนั้นหากเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยมีความลำเอียงในการเลือกย่อมทำให้คุณลักษณะบางอย่างของกลุ่มตัวอย่างติดมาและคุณลักษณะบางอย่างส่งผลร่วมกับตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตามเช่นกัน และนำไปสู่การไม่สามารถสรุปอ้างอิงข้อค้นพบไปสู่ประชากร
2.2 ปฏิสัมพันธ์ร่วมจากการทดสอบก่อน (Reactive or interactive effect of pretesting)
การวิจัยที่มีการทดสอบก่อน ก่อนที่จะให้เงื่อนไขการทดลองหรือตัวแปรอิสระใดๆ ก็ตาม ผลการทดสอบก่อนหน้านี้อาจจะทำให้กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเกิดการเรียนรู้หรือมีความฉลาดขึ้นจากการสอบ (Test wise) หรืออาจจะเกิดความวิตกเกรงกลัวการสอบ เมื่อผู้วิจัยทำการทดสอบภายหลังจากทดลองหรือใหเงื่อนไขตัวแปรอิสระใดๆแล้ว ความฉลาดจากการสอบก็ดีหรือความวิตกเกรงกลัวการสอบก็ดี ย่อมส่งผลร่วมกับตัวแปรอิสระอันจะทำให้ผลการสอบวัดของตัวแปรตามเพิ่มขึ้น / ลดลงก็ได้ ดังนั้นการสรุปผลจากการวิจัยลักษณะนี้ไปสู่ประชากรที่ไม่พบกับสถานการณ์สอบก่อนย่อมจะมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการสรุปอ้างอิง
2.3 ปฏิกิริยาร่วมจากวิธีการทดลอง (Reactive effect of experimental procedures)
ถ้างานวิจัยมีวิธีดำเนินงานที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยรู้ตัวว่านักวิจัยต้องการข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามปกติของกลุ่มตัวอย่างก็จะทำให้กลุ่มตัวอย่างเสแสร้งและแสดงพฤติกรรมที่ผิดไปจากปกติเพื่อให้นักวิจัยพึงพอใจ / เป็นไปตามที่นักวิจัยต้องการ และถ้านักวิจัยยอมรับเชื่อถือในข้อมูลของพฤติกรรมดังกล่าว จะทำให้ผลการวิจัยที่ไม่ตรงกับความจริง ซึ่งไม่สามารถสรุปไปสู่ประชากรที่มิได้อยู่ในสถานการณ์ที่รู้ตัวว่านักวิจัยต้องการดูข้อมูลพฤติกรรมใด เพราะการรู้ตัวของกลุ่มตัวแปรอิสระส่งผลต่อตัวแปรตามทำให้สรุปผลผิดพลาดไป
2.4 การรบกวนหรือสับสนเนื่องจากเงิ่อนไขการทดลองที่มีมาก (Multiple-treatment)
กรณีที่งานวิจัยมีการให้เงื่อนไขการทดลองหลายๆ เงื่อนไขกับกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยกลุ่มเดียวและกลุ่มเดิมจะทำให้อิทธิพลของเงื่อนไขการทดลองแต่ละเงื่อนไขเข้ามาพัวพันหรือร่วมกัน ส่งผลต่อตัวแปรตามจนยากแก่การจำแนกได้ว่าผลที่เกิดในตัวแปรตามนี้เกิดเนื่องมาจากเงื่อนไขการทดลองเงื่อนไขใดกันแน่ ดังนั้นการสรุปผลการวิจัยจึงสรุปอ้างอิงได้เฉพาะกาณีที่ประชากรได้รับเงื่อนไขการทดลองหลายๆเงื่อนไขเช่นเดียวกับตัวอย่างเท่านั้น ไม่สามารถสรุปไปสู่ประชากรอื่นๆ ที่มิได้อยู่ในเงื่อนไขเดียวกับกลุ่มตัวอย่างได้
หลักการทำให้เกิดความตรงภายในและความตรงภายนอกของการวิจัย
แนวทางหรือหลักการที่จะป้องกันมิให้เกิดหรือเกิดปัจจัยดังกล่าวในงานวิจัยให้น้อยที่สุด เรียกหลักการ “Max Min Con Principle” หลัก เพิ่ม ลด และควบคุม ซึ่งมีความหมายและลักษณะดังนี้
- 1. เพิ่มความแปรปรวนของการทดลอง / ความแปรปรวนอย่างเป็นระบบไห้มากที่สุด (Maximization of experimental or systematic variance) เพื่อที่จะสรุปผลการวิจัยที่เกิดขึ้นในตัวแปรตามว่าเป็นเพราะตัวแปรอิสระ / เงื่อนไขการทดลองที่นักวิจัยทำการศึกษาอย่างแท้จริง ในการดำเนินงานวิจัยทดลองนักวิจัยจะต้องสร้างเงื่อนไขการทดลองหรือจัดให้ตัวแปรอิสระมีความแตกต่างกันให้มากที่สุด เพื่อจะทำให้เกิดความแปรปรวนจากการทดลองในตัวแปรตาม / ผลของการทดลองสูงสุด กล่าวโดยสรุปการเพิ่มความแปรปรวนของการทดลอง หรือ ความแปรปรวนอย่างเป็นระบบไห้สูงสุด ทำได้โดยการจัดกระทำตัวแปรอิสระให้แตกต่างกันให้มากเพราะเมื่อตัวแปรอิสระแตกต่างกันมากก็จะทำให้มีความแปรปรวนในตัวแปรตามมีค่าสูงสุดนั่นเอง
(ป.เอก กับ ประถม), (ชนบท กับ ในเมือง) ให้ต่างกันมาก
- 2. ลดความแปรปรวนของความคาดเคลื่อนให้น้อยที่สุด (Minimization of error variable) ในที่นี้คือ ความคาดเคลื่อนจากการวัด (Measurement error) และความคาดเคลื่อนจากการสุ่ม (Sampling error)
ความคาดเคลื่อนจากการวัด เกิดได้จากสาเหตุ 2 ประการ คือ การควบคุมเงื่อนไขหรือสถานการณ์ในการวัดไม่ดี, เครื่องมือที่ใช้วัดหรือเก็บข้อมูลไม่มีคุณภาพ ดังนั้น
- การทำให้ความแปรปรวนความคาดเคลื่อนลดลงให้เหลือน้อยที่สุดก็กระทำได้โดยการควบคุมเงื่อนไขสถานการณ์ในการวัดให้ดีและการใช้เครื่องมือวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีคุณภาพเป็นอย่างดี
- การทำให้ความคาดเคลื่อนจากการสุ่มควรใช้วิธีการสุ่มที่จะทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างทีดี
- 3. ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน (Control extraneous variable) เป็นหลัการเกี่ยวกับการทำให้ตัวแปรแทรกซ้อนหมดสภาพความเป็นตัวแปรแทรกซ้อนหรือทำให้มีสภาพเป็นตัวแปรแทรกซ้อนน้อยที่สุด เพื่อให้ผลการวิจัยซึ่งเป็นตัวแปรตามเกิดขึ้นจากตัวแปรอิสระที่เราต้องการศึกษาอย่างแท้จริง โดยไม่มีผลจากตัวแปรอื่นเข้ามาแทรกซ้อนร่มกับตัวแปรอิสระบางตัว การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนมีวิธีการกระทำดังนี้
3.1 การขจัดออก (Elimination) การทำให้ตัวแปรแทรกซ้อนตัวนั้นๆ หมดสภาพเป็นตัวแปร / ทำให้เป็นตัวคงที่สำหรับการวิจัย
ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพกับรายได้ของบุคคล
อาชีพ ----> รายได้ ถิ่นที่อยู่ (ในเขตเมืองทั้งหมด)
ศึกษาผลของการโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลังที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคเครื่องเดิมชูกำลัง
ระดับการศึกษา (เดียวกัน)
การทดลองวิธีสอนใหม่ๆเพื่อศึกษาว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะเป็นเช่นไร
กลุ่มตัวอย่างมีความรู้พื้นฐานเท่าๆ กัน, เพศเดียวกัน, ระดับสติปัญญาใกล้เคียงกัน
หลักการของการขจัดออกคือ การใช้กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยที่มีลักษณะเป็นเอกพันธ์ (Homogeneous) กันในตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่นักวิจัยเชื่อว่าจะมีผลแทรกซ้อนร่วมกับตัวแปรอิสระ
3.2 การสุ่ม (Randomization) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นในการวิจัย โดยอาศัยหลักการทำให้โอกาสที่จะเกิดตัวแปรแทรกซ้อนเป็นไปอย่างสุ่มๆ มากน้อยบ้างในกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนจนกระทั่งหักกลบกันหมดไป / มีผลรวมของความคลาดเคลื่อนเท่ากับศูนย์ตามกฎจำนวนขนาดใหญ่ (The law of large number) เป็นกฎทางสถิติที่อธิบายเกี่ยวกับการใช้จำนวนตัวอย่างขนาดใหญ่จะช่วยลดหรือหักลบความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มและจะทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่มีคุณลักษณะต่างๆ ใกล้เคียงกับคุณลักษณะที่แท้จริงของประชากร ควรดำเนินการเป็น 2 ขั้นตอนตามลำดับ (กรณีงานวิจัยเชิงทดลอง)
- 1. การสุ่มกลุ่มตัวอย่างมาจากประชากร (Random selection / Random sample)
- 2. สุ่มตัวอย่างอีกครั้งเพื่อขจัดกลุ่มเป็นสองกลุ่ม / มากกว่า แล้วทำการสุ่มเงื่อนไขการทดลองให้กับกลุ่มต่างๆ เพื่อจัดว่ากลุ่มใดจะได้รับเงื่อนไขการทดลองแบบใดและกลุ่มใดจะเป็นกลุ่มควบคุม (Random assignment)
ซึ่งก็จะทำให้นักวิจัยมั่นใจว่าผลที่เกิดขึ้นของตัวแปรตามนั้นเป็นตัวแปรอิสระ / เงื่อนไขการทดลองโดยแท้
3.3 นำเพิ่มเข้าเป็นตัวแปรอิสระในแบบแผนการวิจัย (Build into the design as an independent variable) ในกรณีนี้ตัวแปรแทรกซ้อนบางตัว นักวิจัยมีข้อมูลหรือเหตุผลเชื่อได้ว่าจะมีผลร่วมกับตัวแปรอิสระที่ต้องการศึกษา และนักวิจัยไม่สามารถจะควบคุมได้ด้วยวิธีการหนึ่ง / ต้องการจะศึกษาผลของตัวแปรแทรกซ้อนตัวที่กล่าวด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ก็นำ / ให้ตัวแปรแทรกซ้อนดังกล่าว (มักเป็นตัวแปรคุณลักษณะที่ติดมากับกลุ่มตัวอย่าง เช่น เพศ ระดับสติปัญญา ฐานะทางเศรษฐกิจ) เป็นตัวแปรอิสระเพิ่มขึ้นอีกตัวหนึ่ง นอกเหนือจากตัวแปรอิสระที่เป็นตัวแปรทดลอง (Experimental or treatment variable) แล้วทำการศึกษาในลักษณะที่เรียกว่า ปฏิกิริยาร่วมการทดลอง (Interaction) กับตัวแปรการทดลองนั้นซึ่งก็จะกลายเป็นแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง ที่รู้จักกันในชื่อว่า “Factorial design” เช่น
นักวิทยาศาสตร์ต้องการทดลองให้ยาชนิดใหม่กับคนไข้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และต้องการศึกษาอีกว่าระหว่างคนไข้ที่มีกรุ๊ปเลือดต่างกัน เมื่อใช้ยาแล้วผลจะเป็นอย่างไร
- การให้ยาชนิดใหม่จัดเป็นตัวแปรอิสระ ประเภทตัวแปรทดลอง
- กรุ๊ปเลือดเป็นตัวแปรอิสระ ประเภทตัวแปรคุณลักษณะ
- ผลของการใช้ยาคือ ตัวแปรตาม
จะเห็นได้ว่าการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนในลักษณะนี้จะเป็นการช่วยให้ได้ความรู้เกี่ยวกับตัวแปรแทรกซ้อนตัวนั้นๆ (ในฐานะที่เป็นตัวแปรอิสระ) เพิ่มขึ้น
3.4 การจับคู่ (Matching subjects) การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนด้วยวิธีการจับคู่ ก็คือการให้กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยมีความเท่าเทียมกันในตัวแปรแทรกซ้อนตัวใดตัวหนึ่งหรือมากกว่า การจับคู่ทำได้ 2 ลักษณะ คือ
- จับคู่เป็นกลุ่ม (Matching group) เป็นการพิจารณาความเท่าเทียมกันในตัวแปรแทรกซ้อนตัวใดตัวหนึ่งพิจารณาจากค่าสถิติที่วัดจากตัวแปรแทรกซ้อนของกลุ่มนั่นๆ เช่น นักวิจัยคิดว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นตัวแปรแทรกซ้อนที่จะส่งผลร่วมกับตัวแปรการทดลองวิธีสอน จึงทำการสอบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของนักเรียนที่จะนำมาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย หลังจากนั้นแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม / มากกว่า (ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ต้องการ) โดยพิจารณาว่าค่าเฉลี่ยแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของแต่ละกลุ่มเท่ากันหรือไม่อย่างไร
- จับเป็นรายคู่ (Matching pair) เป็นการทำให้เกิดความเท่าเทียมของตัวแปรแทรกซ้อนตัวใดตัวหนึ่งระหว่างบุคคลทีละคู่ เช่น นักวิจัยต้องการจับคู่นักเรียนเป็นรายคู่ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันของตัวแปรแทรกซ้อนแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ก็จะนำคะแนนแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่สอบวัดนักเรียนที่จะนำมาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยพิจารณาจับคู่กันตามคะแนนที่ได้เท่าๆ กันทีละคู่จนกระทั่งครบตามจำนวนที่ต้องการ
เป็นวิธีที่ยุ่งยาก การจับคู่ตัวแปรแทรกซ้อนอาจจะสามารถควบคุมตัวแปรได้เป็นบางตัว / เฉพาะตัวที่นักวิจัยต้องการจะควบคุมเท่านั้น การจับคู่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีจำนวนกลุ่มตัวอย่างมากพอจะให้จับคู่ได้ตามจำนวนที่ต้องการ เช่น นักวิจัยจะควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ได้แต่ตัวแปรแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เพศ ฐานะทางครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัว พื้นฐานความรู้เดิม เหล่านี้ ไม่สามารถจะจับคู่ให้เท่าเทียมกันได้ทุกตัวแปร ด้วยเหตุนี้เองในงานวิจัยเชิงทดลองเมื่อใช้การจับคู่แล้วก็จะต้องทำการสุ่มตัวอย่างที่จับคู่แล้วให้ได้รับเงื่อนไขการทดลอง / สุ่มเงื่อนไขการทดลองให้กับกลุ่มตัวอย่าง (Random assignment) อีกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันผลจากตัวแปรแทรกซ้อนอื่นๆ ที่มิได้ทำการจับคู่ หากทำได้เช่นนี้แล้วก็จะทำให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือและแม่นยำมากขึ้น
3.5 ควบคุมทางกายภาพ (Physical control) เป็นการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนที่เป็นสิ่งแวดล้อมในขณะทำการวิจัย เช่น แสง เสียง อุณหภูม เป็นต้น โดยการทำให้สิ่งแวดล้อมมีความคงที่ / เท่าเทียมกันในแต่ละครั้ง และในแต่ละกลุ่มตัวอย่างขณะดำเนินการวิจัย
3.6 ควบคุมทางสถิติ (Statistical control) เป็นการใช้วิธีการทางสถิติบางประเภทมาวิเคราะห์หักอิทธิพลหรือค่าการวัดตัวแปรแทรกซ้อนออกจากตัวแปรอิสระ และตัวแปรตามที่ต้องการศึกษา เทคนิคทางสถิติที่นิยมใช้ ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (Analysis of covariance: ANOVA) และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบแยกส่วน (Partial correlation coefficient)
“Max Min Con” เป็นหลักการที่จะทำให้เกิดความตรงภายในและความตรงภายนอกของการวิจัย โดยเฉพาะการวิจัยเชิงทดลอง เพราะมุ่งหาคำตอบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลระหว่างตัวแปรทดลองและตัวแปรตาม โดยมิให้ตัวแปรอื่นๆ ที่มิได้ศึกษามาแทรกซ้อนส่งผลร่วมกับตัวแปรที่ต้องการศึกษา สรุปว่า เราออกแบบแผนการวิจัย (Research design) เพื่อก่อให้เกิดความตรงภายในและความตรงภายนอก (Internal and External validity) ของการวิจัย โดยอาศัยหลัก “Max Min Con” ใช้ได้กับการวิจัยทุกประเภท แต่ก็อยู่ในระดับที่กระทำได้มากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับธรรมชาติและวัตถุประสงค์ของการวิจัยประเภทนั้นๆ เป็นสำคัญ โดยเฉพาะการวิจัยเชิงคุณภาพนั้นแม้ว่าจะมีการออกแบบแผนการวิจัยและมีวัตถุประสงค์ของแบบแผนเพื่อก่อให้เกิดความตรงภายในและความตรงภายนอกของการวิจัยเช่นเดียวกัน แต่ถ้าพิจารณาความตรงภายในและความตรงภายนอกของการวิจัยเชิงคุณภาพจะมีเกณฑ์หรือวิธีพิจารณาที่แตกต่างจากที่กล่าวมาดังนี้
- ความตรงภายใน หมายถึง ความตรงของตัวงานวิจัยซึ่งพิจารณาได้จาก
ก. Phenomenological validity เป็นความตรงที่ให้ข้อมูล / บุคคลที่ถูกวิจัยและผู้วิจัยมีความสนิทสนมคุ้นเคย / มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันจนกระทั่งผู้ถูกวิจัยแสดงพฤติกรรมออกมาเป็นไปตามปกติ / ธรรมชาติ
ข. Ecological validity เป็นความตรงที่เกิดจากการทำวิจัยในสภาพแวดล้อมตามที่เป็นอยู่ / เป็นธรรมชาตินักวิจัยไม่ได้เข้าไปแทรกแซง / บิดเบือนจัดกระทำตัวแปรใดๆ
ค. Contextual validity เป็นความตรงที่เกิดจากการศึกษาปรากฏการณ์ / พฤติกรรมภายใต้บริบทที่เป็นปกติตามธรรมชาติ
- ความตรงภายนอก คือ ความสามารถในการนำผลการวิจัยไปใช้อ้างอิงโดยทั่วไป อาจพิจารณาจากการใช้ลักษณะเดียวกันซึ่งการสรุปอ้างอิงเช่นนี้ก็ตรงกับที่เรียกว่า “Naturalistic generalization”
กล่าวโดยสรุป ความตรงภายในและความตรงภายนอกของการวิจัย คือ การพิจารณาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงตามสถานการณ์ที่เป็นไปตามปกติหรือธรรมชาติ ซึ่งไม่ว่าจะใช้นักวิจัยคนใดทำการศึกษา หากศึกษาภายใต้บริบท / เงื่อนไขสถานการณ์เดียวกันกับผู้วิจัยก็ย่อมจะได้ข้อมูลปากฏการณ์ / พฤติกรรมสอดคล้องกับผุ้วิจัยได้รับ และความสามารถในการส่งผ่าน (Translatability) ข้อสรุปที่เป็นไปในเชิงทฤษฎีเพื่อนำไปใช้สรุปอ้างอิง / อธิบายปรากฎการณ์ (หรือพฤติกรร