—“Key features of Finland’s modern welfare state are a high standard of education, equality promotion, and national social security system; currently challenged by an aging population and the fluctuations of an export-driven economy.”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2553 ในรายวิชา Urban Sociology เราได้รับเกียรติจาก Mr.Matti Määttänen, Master Degree in Social Policy from the University of Eastern Finland, PhD Student  และ Miss Saara นักศึกษาแลกเปลี่ยน จากประเทศ Finland มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับความน่าอยู่ของประเทศที่ได้รับการ Vote ให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สูงสุด โดย Newsweek ซึ่งเห็นว่า —“Key features of Finland’s modern welfare state are a high standard of education, equality promotion, and national social security system; currently challenged by an aging population and the fluctuations of an export-driven economy.”

Matti ได้เล่าว่า ประเทศ Finland มีประชากรประมาณ 5 ล้านกว่าคนเทียบกับไทยซึ่งมีมากถึง 64 ล้านคน พื้นที่ของประเทศมี 338 ตร.กม ส่วนไทยมี 513 ตร.กม รายได้ $33,556/yr ส่วนไทย $8,060/yr ช่างแตกต่างกันมากเหลือเกิน  

เมืองหลวงคือ เมือง Helsinki ภาษาราชการ คือ Finnish and Swedish

การปกครองแบบมีประธานาธิบดี ซึ่งคนปัจจุบัน เป็นสตรีเก่ง ชื่อ Tarja Halonen  สำหรับศาสนานั้น 80% นับถือ Lutheran Church of Finland แต่ที่น่าสนใจคือ ประมาณ 15% ไม่นับถือศาสนาใดซึ่งคาดว่า คนรุ่นใหม่จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุของการไม่นับถือศาสนาใด เช่น บางคนไม่ต้องการเสียภาษีเพื่อการศาสนา การต่อต้านที่บางนิกายไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเป็นพระ เป็นต้น 

ประเทศ Finland มีชื่อเสียงในหลายเรื่อง เช่น Nokia เทคโนโลยี ความงดงามของธรรมชาติ เมืองพันเกาะ เป็นต้น

ภูมิอากาศ มี 4 ฤดูคือ Winter, spring, summer and autumn. อากาศจะหนาวประมาณ 6 เดือน โดยท้องฟ้าจะมืดครึ้มเป็นสีเทาตลอด

เวลา ขณะที่ฤดูร้อน ก็จะมีแสงแดดยาวนานถึงเที่ยงคืน หรือที่เรียกว่า “เมืองแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน” จนยากแก่การนอนหลับ

ส่วนสัตว์ป่านั้น ขณะที่บ้านเรามีช้าง แต่ที่ Finland มีหมี หมาป่า และ lynx ซึ่งหน้าตาคล้ายแมวยักษ์  และใกล้จะสูญพันธุ์

Matti ได้เล่าประวัติความเป็นมาของประเทศที่กว่าจะมีวันนี้ได้ก็ต้องผ่านประสบการณ์ของความขัดแย้ง และสงคราม โดย ปี 1809 Finland เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย ปี 1906 Finland เป็นประเทศแรกๆของยุโรปที่มีการ vote  จนวันที่ 6 December 1917  ก็ได้ประกาศเอกราช 

ปี 1918 เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โดยมีการแบ่งสี คือ สีแดง ได้รับการสนับสนุนจากประเทศรัสเซีย และสีขาวได้รับการหนุนโดย Germany (ไทยมีมากกว่านะ  เรามีสีแดง เหลือง น้ำเงิน ขาว และหลากสี) ในครั้งนั้น ก็มีคนตายในสนามรบประมาณ 37,000 คน ทั้งจากการฆ่า และอากาศที่หนาวเย็น  เมือง Finland มีการแบ่งแยกอยู่เป็นเวลาหลายปี จากนั้นก็ต้องเผชิญกับสงครามโลก และสงครามอื่นๆ อีก รวมแล้วสูญเสียทหารอีก 93,000 คน แม้จะสูญเสียแผ่นดินด้านซ้ายไปบ้างแต่ก็มิได้สูญเสียเอกราช

หลังจากเสร็จสิ้นสงครามก็ได้พยายามสร้างความเจริญโดยการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม (Finlandisation)ภายใน 10 ปี ก็สามารถชดใช้หนี้สินสงครามได้หมด

ปี 1950 ได้มีการสร้างรัฐสวัสดิการจนถึงปัจจุบัน

ปี 1999 เข้าเป็น Eurozone ใช้เงิน Euro

คุณภาพชีวิตของคน Finland ถือว่า ค่อนข้างดี อัตราความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมหรือเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ไม่มีปัญหาความยากจน มีความเท่าเทียมกันทางเพศ  อัตราคดีอาชญากรรมต่ำ ไม่มีปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อม  สวัสดิการด้่านสุขภาพก็มีให้เพียบพร้อม โดยอายุเฉลี่ยของผู้ชายคือ 75 ปี ผู้หญิง 82 ปี

ด้านการศึกษานั้น ประชาชนสามารถเรียนฟรีตลอดชีวิต มิใช่ แค่ 15 ปีแบบบ้านเรา ขอเพียงให้ตั้งใจเรียนตามcredit ที่กำหนดไว้ ก็จะได้ทั้งเรียนฟรี และเงินค่าใช้จ่าย ครูตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมหาวิทยาลัยต้องจบอย่างน้อยปริญญาโท โดยส่วนใหญ่แล้ว คน Finland หากจบ high school แล้วก็อาจจะมีไปท่องเที่ยว หรือ ทำงาน เพื่อจะได้รู้ว่า ตนเองถนัดกับอาชีพอะไรถึงจะมาเรียน ป.ตรี หรือ โท  ในขณะที่เด็กไทยจะเรียนต่อเลย ทั้งๆที่ ไม่แน่ใจว่า หลักสูตรนั้นเหมาะกับตนเองหรือไม่ (ตกลงเราตัดสินใจดีกว่า เค้าหรือไม่)

การใช้เวลาว่างของเยาวชนที่นั่น ก็มีทั้ง การเล่นดนตรี กีฬา  shopping แต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องเด็กติดเกม หรือ เด็กแว้นท์

ปัญหาสังคม เช่น

alcoholic ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอย่างมากจนได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งการดื่มของยุโรป 

ปัญหาความห่างเหินของครอบครัว เนื่องจากรัฐสวัสดิการ ดังนั้น หากคนในครอบครัว เกิดเหตุใดก็มีรัฐช่วยตลอด โดยครอบครัวไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวก็จะเกิด กรณี ของ human isolation จนทำให้มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง (เช่นในประเทศญี่ปุ่น)

หากว่างงาน รัฐก็มีเงินช่วย จนกว่าจะหางานทำได้ จนทำให้อัตราการว่างงานค่อนข้างสูงเพราะจะมีคนที่ขี้เกียจทำงานแต่รายงานกับทางการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์

ปัญหาผู้สูงอายุ ณ ตอนนี้ยังไม่มากเท่าไหร่ รัฐยังสามารถจ่ายให้ได้ แต่ในอนาคตเมื่อผู้สูงวัยมีจำนวนมากขึ้นก็อาจจะกลายเป็นปัญหา ดังนั้นภาครัฐจึงมีแผนให้เกษียณอายุ คือ 64 ปี

ประเด็นแรงงานต่างด้าวที่ไม่ถูกกฎหมายจะไม่ค่อยมีปัญหานัก เพราะกระบวนการเอกสารที่ค่อนข้างเคร่งครัด ปัญหาที่มีคือ การขอลี้ภัยจากประเทศแถบอาฟริกาใต้ เช่น โซมาเลีย ไนจีเรีย เป็นต้น

ส่วนเรื่องการขายบริการทางเพศ ก็มิใช่ปัญหาใหญ่ด้วยคน Finnish มีรัฐบาลช่วยอยู่แล้ว จึงไม่มาทำงานนี้ คนที่มาทำอาชีพนี้เป็นชาวรัสเซีย และเอเชีย

เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้นอกจากขอขอบใจ Matti and Saara ก็ต้องขอขอบใจน้องช้าง และน้องซีโมน ล่ามผู้น่ารักของเรา ที่มาช่วยแปลข้อมูลต่างๆให้เพื่อน CD18 ได้มีความเข้าใจดีขึ้น