ยังไม่มี Culture Free Tests ที่พอจะเชื่อถือได้

        เด็กไทย IQ เฉลี่ย ๘๘ !

        นี่คือข่าวจากทีวีเมื่อเช้านี้ (๒๐ ก.ค. ๒๕๔๙)

        IQ  โดยเฉลี่ยก็คือ  ๑๐๐  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก็มักจะใช้ ๑๕  นั่นคือ  IQ ช่วง  ๘๕ - ๑๑๕   จะเป็นพวกปานกลาง  ถ้าอ้างอิงโค้งปรกติ ก็จะมีประมาณ  ๖๘ %    พวก IQ  ๑๑๕ ขึ้นไปจะเป็นพวกฉลาดถึงฉลาดมาก  และมีราว ๑๖ %    ส่วนพวก IQ  ๘๕ ลงไปจะเป็นพวกปัญญาน้อย มีราว ๑๖ %  เช่นกัน

        เด็กไทย IQ เฉลี่ย  ๘๘  ก็แสดงว่า  ต่ำกว่า  ๘๘ ก็มี  สูงกว่า ๘๘ ก็มี  แต่ ๘๘ อยู่ระหว่าง  ๘๕ - ๑๑๕

        มันต่างกันมากกับข่าวที่ว่า  เด็กไทย IQ เฉลี่ย ๘๘  เด็กญี่ปุ่น IQ เฉลี่ย ๑๐๐  เด็กเกาหลี IQ เฉลี่ย ๑๑๕  จากช้อสอบชุดเดียวกัน  แม้จะเป็นคนกลุ่มปานกลางด้วยกันก็ตาม

        ถ้าเด็กมาเลเซีย IQ ๒๐๐  เด็กจีน IQ ๑๕๐  เด็กไทย IQ ๘๘  นั่งประชุมต่อรองอะไรกัน  เด็กไทยก็คงจะนั่งเงียบ  ไม่กล้ายกมือพูด  ไม่กล้านั่งแถวหน้า  เพราะคิดว่าตนโงกว่าเขา  ที่เรียกว่า อัตมโนทัศน์ (Self Concept)  เสียอำนาจการต่อรอง  สูญเสียผลประโยชน์หมดสิ้น !

        ,มันเหมือนกับสอบทีไร ได้ที่โหล่ทุกที  เด็กคนนั้นก็สำคัญตน หรือเกิดอัตมโนทัศน์ว่าตนโง่  ก็ท้อแท้  ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง  เข้าที่ประชุมใดก็หาที่นั่งแถวหลังๆ  เมื่อเปิดให้อภิปราย  ก็ไม่พูด ฯลฯ  ลำดับที่ของคะแนนเป็นที่ ๑,  ๒,  .... ๓๐  จะทำให้เด็กเกิดอัตมโนทัศน์เช่นนี้ เดชะบุญที่ระบบการศึกษาไทยได้เลิกเรื่องสอบได้ที่ ๑, ๒, ๓, ...... มาหลายปีแล้ว

         เด็กไทย IQ เฉลี่ย ๘๘  จึงหมายถึงคนไทยเป็นชาติที่มีปัญญาปานกลาง !  ต่ำกว่า ๑๐๐ ด้วยซ้ำไป

        ปัญหาจึงมีว่า  IQ เฉลี่ยแค่ ๘๘ นั้น  จริงหรือ ?

        ประเทศไทยไม่เคยมี IQ Tests ที่เป็น Standardized เลย  ที่มีก็เป็นของต่างชาติ  ที่สร้างขึ้นจาก Population  ของคนประเทศนั้น  วัฒนธรรมของคนชาตินั้น  จะนำมาใช้กับคนต่างวัฒนธรรม นั้น  เชื่อถือไม่ได้  เพราะมีความลำเอียงทางวัฒนธรรม

        ยังไม่มี IQ Tests ที่เป็น Culture Free  ที่เชื่อถือได้สำหรับใช้กับคนทั้งโลก !!

       แล้วจะใช้คะแนน IQ ดังกล่าวมาลงความเห็นประเมินเด็กไทยได้อย่างไร?

       ถ้าเด็กไทยช่วงอายุ ๑๕ - ๒๐ มี ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน  แล้ว  คนที่มี IQ ๑๑๕ ขึ้นไปจะมีประมาณ  ๑๖๐,๐๐๐ คน !(๑๖ %  x ๑,๐๐๐,๐๐๐)   เรายังมีเด็กอัจฉริยะรวมอยู่ด้วยซ้ำไป

       เรื่องของ IQ มีปัญหามาก  เราพยายามเลิกพูดถึงมานานแล้ว  ที่ยังมีใช้กันอยู่บ้างก็ในรั้วมหาวิทยาลัย  ใช้ในการจัดแบ่งกลุ่มตัวอย่างเพื่อสุ่มเข้ากลุ่มทดลองกันเป็นส่วนใหญ่  ถึงแม้บางแห่งจะใช้เพื่อการแนะแนวการเลือกเข้าเรียนอยู่บ้าง  แต่ก็พยายามเปลี่ยนมาใช้แบบทดสอบความถนัด หรือ Aptitude Tests  เหมือนที่เราถกเถียงเรื่องการนำมาใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันอยู่ในปัจจุบันนี้

        เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ Human Mind โดยครง  แต่ก็เข้ากันได้ครับ