สวัสดีคุณ "เด็กแคลช", คุณ"น้ำฝน", และคุณ "ด.ช.ไชยนันต์" ครับ ต้องขอโทษทั้งสามท่านนะครับ ที่ตอบมาช้าไป ผมขอขอบคุณทุกคนนะ ที่เข้ามาเยี่ยมผมในบล็อกนี้ ส่งที่ทุกคนอยากรู้ก็คล้ายๆกัน ผมจะตอบรวมๆไปดังนี้นะครับ
(๑) ผู้สร้างแบบทดสอบวัด IQ นั้น เขามักจะเริ่มต้นด้วยการสังเกตว่า ทำไมบางคนเรียนเร็วมาก ให้อ่าน ก,ข, -- ฮ, รอบเดียว ก็อ่านได้หมด!! แต่บางคน ๑๐ รอบ แล้วก็ยังอ่านไม่ได้สักตัว หรือบางคนให้ทำอะไร ก็ทำได้รวดเร็ว ในขณะที่บางคน ยังอืดอาด เป็นต้น พวกเขาจึงคิดว่า "คนนั้นฉลาด" แต่ "คนโน้นโง่"
จากนั้น เขาก็มาคิดว่า คนเราน่าจะมี "ความสามารถอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นแน่ ที่จะออกไปแสดงอยู่ในการระทำของเขาทุกครั้งที่เขาทำ" คนที่ทำเร็วและถูกหมด ย่อมจะ"ฉลาดกว่าคนที่ทำช้าและผิดมาก"
เมือ่คิดได้ดังนี้ พวกเขาก็สร้างข้อสอบขึ้นมาจำนวนหนึ่งเช่น เขียนรูปควายให้ดู แล้วถามว่าน่คืออะไร แล้วหาเด็กที่มีอายุ ๒ ขวบ - ๑๐ ปี สักแสนคนมาตอบ ถ้าพบว่าเด็ก ๒ ขวบ ตอบถูก ๒๐ คน นอกนั้นผิดหมด แต่เด็ก ๓ ขวบ ตอบถูกหมดทุกคน เด็ก ๔ ปีขึ้นไปตอบถูกมหมดเช่นกัน ก็เรืยกว่า ข้อสอบข้อนี้เป็น "ของเด็ก ๓ ปี" และตกลงกันว่า ให้มีค่าเท่ากับ ๑๐๐ นั่นคือ "ข้อนี้เป็นเรื่องธรรมดาของเด็กอายุ ๓ ปี" หรือ "เป็นคะแนนปรกติของเด็กอายุ ๓ ปี" ถ้าเด็กคนใดอายุ ๔ ปี แต่ตอบข้อนี้ไม่ได้ ก็เรียกว่า "เด็กผิดปกติ" มี "ปัญญาแต่เด็ก ๓ ปีเท่านั้นเอง" แต่ถ้าเด็กคนหนึ่งอายุแค่ ๑ ปี แต่ตอบ "ข้อสอบของเด็ก ๓ปีได้" ก็เรียกว่า เด็กคนนั้น มีอายุสมอง "เท่ากับเด็ก๓ปี" และเรียกว่า "ฉลาดทาก" "อัจฉริยะ" หรืออะไรก็ว่าไป
จึงได้ข้อสรุปว่า เด็กอายุตามปีปฏิทิน(Chronological Age = CA) ทำขอ้นี้ได้ เขาจึงมี"อายุสมอง"(Mental Age = MA) เท่ากับเด็กปรกตินี่คือที่มาของ
MA/CA x 100 = 100 = IQ = Intelligence Quotient
สำหรับเด็กอายุ ๔ ปี -- ๑๐ ปี ก็ทำเช่นเดียวกัน
(๒) คราวนี้ ถ้าเรานำข้อสอบนี้ไปให้เด็กในกรุงนิวยอร์คตอบ เด็ก ๓ ปีของเขาก็คงตอบไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยเห็นควาย เด็กพวกนี้ก็ได้คะแนน IQ ต่ำ
ไม่ยุติธรรม !!!
ปรากฏการนี้เรียกว่า "ข้อสอบนั้นไม่ CULTURE FREE " ครับ
ฉะนั้ จึงต้องขจัด "ความลำเอียง"ทางวัฒนธรรมออกไปก่อนครับ โดยการ สร้างข้อสอบท่ใช้สิ่งเร้ากลางๆ เช่น สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ฯลฯ ไงละครับ
นี่ไงละครับ คือเหตุผลว่า "ทำไมเราจึงไม่ใช้ข้อสอบที่เป็นภาษา" ครับ
(๓) แบบทดสอบ IQ ได้พัฒนามาเรื่อย ในระยะหลังๆผู้สร้างได้เข้าไปใช้ "โค้งปรกติ" มาปรับปรุงใช้กับ IQ ครับ และได้กลายมาเป็นข้อสอบ "ความถนัด"(Aptitude Test) ครับ ที่เรานำมาใช้สอบคัดเลือเด็กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยไงละตรับ และยังถก
เถียงกันไม่หยุด ครับ !!
(๔) "การสมาธิ" กับ "การครุ่นคิด" นั้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกันครับ การสมาธิคือ "การเพ่งที่จุดหนึ่งจุดใดเพื่อขจัดสิ่งรบกวนทั้หมดออกไป" โดยหวังจะขจัด "ทุกข์" และ "สุข" ออกไป ให้เหลือแต่ความว่างเปล่า "หลังจากขจัดได้แล้ว ก็เกิดความว่างเปล่า" เรียกว่า "ความสงบ" และ ณ จุดนั้นแหละคือ "ภาวนิพพาน" ถ้าทำได้ ๑ วินาที เราก็นิพพานได้ ๑ วินาที ถ้าทำได้ต่อเนื่องกัน ๖๐ นาที เราก็นิพานได้ ๑ ชม. เมื่อนิพานแล้ว จึงสามารถคิดที่บริสุทธิ์ โดยไม่มีขยะที่เป็นทุกข์สุขมารบกวนครับ แต่มันทำยากเหลือเกิน ผู้ที่ทำสำเหร็จมาแล้วก็คือ พระพุทธองค์ของเราไงครับ จึงเป็นผู้ฉลาดเกิดมนุษย์สามัญ สามารถทำได้เมื่ออายุ ๓๐ เศษๆ อุตส่าห์หนีออกจากวังที่มีฟูกนิ่มๆ ไปนอนในป่า ให้ริ้นยุงไต่ตอม ทนหนาวทนร้อน ด้วยอายุเพียงเท่านั้น เป็นมหาบุรุษแท้ๆครับ เรากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ -- เออ ผมชักจะพูดมากไปเสียแล้วนะ
คราวนี้มาดู "การครุ่นคิดเรื่องหนึ่งเรื่องใดอย่างต่อเนื่อง" จนในที่สุดก็ร้อง "ยูเรก้า" นั้น พวกนักคิดทางตะวันตกเขาเรียกกันว่า INTUITION แต่ผมจะเรียกว่า นั่นแหละคือ "การคิดสร้างสรรค์" หรือ Creative thinking ครับ คนละเรื่องกันกับนั่งสมาธินะครับ
คิดว่าตอบครบถ้วนทุกคนที่ถามไปนะครับ
ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว