การวางแผนงานพิพิธภัณฑฯ
ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง
ที่ผ่านมาการถือกำเนิดของพิพิธภัณฑสถาน มักมาจากการมีสิ่งของเก็บสะสม ที่ต้องการจัดแสดงต่อสาธารณชน หรือ การมีอาคารเก่าที่ชุมชนเห็นความสำคัญในการอนุรักษณ์และร่วมมือกันจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑฯ เพื่อแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับท้องถิ่นหรือชุมชน พิพิธภัณฑสถานจึงถูกมองว่าเป็น การรักษาอดีตเพื่อ คนรุ่นต่อไป และ ค่อนข้างจะมีแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งเก็บรวบรวมวัตถุที่เป็นหลักฐานจากอดีตเป็นส่วนใหญ่
ในปัจจุบันทัศนคติและความคาดหวังต่อพิพิธภัณฑสถานได้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา นอกจากเรื่องภาระหน้าที่หลักของพิพิธภัณฑฯ ที่ประกอบไปด้วย การเก็บรวบรวม การทำทะเบียนและอนุรักษ์วัตถุ การศึกษาค้นคว้าหาความหมายของวัตถุ การนำเสนอองค์ความรู้ด้านต่าง ๆแก่สาธารณชนผ่านนิทรรศการและกิจกรรมทางการศึกษา รวมไปถึงการเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจแล้ว เรื่องสำคัญที่ท้าทายให้คนทำงานพิพิธภัณฑฯ ต้องคิดทบทวนถึงแนวทางที่ผ่านมาและการพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนในอนาคตก็ คือ การบริหารจัดการ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่คนทำงานพิพิธภัณฑฯในวันนี้ ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า พิพิธภัณฑฯของเราถูกคาดหวังในเรื่องต่อไปนี้หรือไม่
- การอยู่ได้ด้วยตนเอง ( self-sufficient ) คือ การหารายได้ด้วยตนเองมากขึ้น และรับการสนับสนุนจากรัฐบาลน้อยลง หรือไม่รับการสนับสนุนจากภาครัฐเลย
- ดำเนินงานโดยตอบสนองความต้องการของตลาด มากกว่า มุ่งเน้นแต่พันธกิจหลักขององค์กรเพียงอย่างเดียว ( more "market driven" and less "mission driven )
- มีการดำเนินงานซึ่งเป็นที่เชื่อถือของผู้ให้เงินทุนสนับสนุนการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ( more accountable to funders )
- พิพิธภัณฑฯของท่าน เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ( part of a community's economic development strategy )
- มีการดำเนินงานไปในเชิงธุรกิจมากขึ้น ( operated more "like a business )
ด้วยความคาดหวังเหล่านี้ที่พิพิธภัณฑสถานต้องเผชิญอยู่ ทำให้การวางแผนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินงานพิพิธภัณฑฯปัจจุบัน
การวางแผนงานพิพิธภัณฑฯ ก็เหมือนการวางแผนการเดินทาง
เพื่อให้ถึงจุดหมาย จำเป็นต้องมีแผนที่ และเข็มทิศนำทาง รวมไปถึงผู้นำทางที่มีความรับผิดชอบ
- การวางแผนงานพิพิธภัณฑสถาน ควรจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ -
- สำรวจความต้องการของชุมชนต่อพิพิธภัณฑฯ ที่จะเกิดใหม่ ( museum institutional context ) โดยการสำรวจว่าพิพิธภัณฑฯที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นหรือไม่ และช่วยเพิ่มเติมคุณค่าอะไรมากกว่าพิพิธภัณฑฯหรือองค์กรทางวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้ว และจะทำอย่างไรให้พิพิธภัณฑฯเกิดประโยชน์กับชุมชนให้มากที่สุด นอกจากนี้ควรศึกษาโอกาสในการสร้างความร่วมมือ การเป็นหุ้นส่วน หรือ การร่วมทุน ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑฯ กับ องค์กรอื่น ๆ ด้วย
การสำรวจความต้องการนี้ สามารถทำได้โดยการสัมภาษณ์ผู้บริการพิพิธภัณฑฯหรือองค์กรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับพิพิธภัณฑฯ และแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆในพื้นที่ รวมไปถึงการพูดคุยกับกลุ่มองค์กรทางสังคม ในชุมชน เช่น ศูนย์เยาวชน ผู้มาพักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่สาธารณประโยชน์ เพื่อทราบถึงความต้องการด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และอื่นๆ แล้วนำผลการสำรวจที่ได้มาวิเคราะห์และประเมินเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดตั้งพิพิธภัณฑฯ ต่อไป
2. การวิเคราะห์ตลาด (market analysis ) ถึงแม้ว่าคำว่า การตลาด จะเกี่ยวข้องกับองค์กรทางธุรกิจ และทำให้หลายคนมองไปถึงการสร้างผลกำไร แต่สำหรับพิพิธภัณฑสถาน แล้ว การวิเคราะห์ตลาด หมายถึง การรู้ถึงจำนวน ข้อมูลส่วนตัว ความสนใจ และรูปแบบกิจกรรมของกลุ่มคนที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายของพิพิธภัณฑฯ เพื่อที่จะหาแนวทางการทำงานที่ตอบสนองความต้องการนั้นและดึงดูดให้พวกเขาเข้ามาใช้บริการของพิพิธภัณฑฯ
การวิเคราะห์ตลาด สามารถทำได้จากการเรียนรู้ประสบการณ์จากพิพิธภัณฑฯอื่น ๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกับพิพิธภัณฑฯที่เราจะจัดตั้งหรือจากพิพิธภัณฑฯรูปแบบอื่น ๆและองค์กรที่ให้บริการเช่นเดียวกับพิพิธภัณฑฯ ในพื้นที่ที่จะจัดตั้ง โดยการหาข้อมูลสถิติผู้เข้าชมพิพิธภัณฑฯแบบแยกประเภท เช่น กลุ่มนักเรียน กลุ่มนักท่องเที่ยว จากหน่วยงานที่เก็บข้อมูลด้านนี้ หรือ เป็นการสัมภาษณ์บุคคลที่มีความรู้ด้านการตลาดของหน่วยงานที่มีรูปแบบการให้บริการเช่นเดียวกับพิพิธภัณฑฯ หรือ การทำแบบสอบถามคนในพื้นที่ เป็นต้น ผลที่ได้จากการสำรวจตลาด เมื่อนำมาวิเคราะห์จะทำให้ทราบถึง กลุ่มเป้าหมายหลักของพิพิธภัณฑฯ ช่วงการใช้เวลาในพิพิธภัณฑฯ ความพึงพอใจ การใช้จ่าย รวมไปถึงความถี่ของการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑฯ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนทางการตลาด และวางกลยุทธ์การ ดำเนินงานที่ดึงดูดผู้เข้ามาใช้บริการได้มาก ตัวอย่าง เช่น สามารถช่วยเรื่องการกำหนดอัตราค่าเข้าชมและช่วงเวลาการเปิดให้บริการที่เหมาะสมต่อความต้องการของผู้ชม การวางแผนการหารายได้รูปแบบต่าง ๆ ที่นอกเหนือไปจากค่าเข้าชม เป็นต้น
ยิ่งพิพิธภัณฑฯมีแผนงานที่ดี และตอบสนองความต้องการของผู้เข้าชมอย่างเป็นรูปธรรมมากเท่าไร ความเป็นไปได้ของการสนับสนุนโครงการก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
3. การวิเคราะห์ที่ตั้งพิพิธภัณฑฯ ( site analysis )
หลายครั้งที่การก่อตั้งพิพิธภัณฑฯ มีโอกาสในการเลือกทำเลที่ตั้งหลายแห่ง แต่หากจะให้ดีควรเลือกที่ตั้งที่มีศักยภาพ ในการดึงดูดผู้เข้าชม ส่งเสริมการการดำเนินงาน และสร้างรายได้โดยการเลือกที่ตั้งของพิพิธภัณฑฯ ควรพิจารณาปัจจัยดังนี้
- อยู่ในทำเลที่มองเห็นได้ง่าย
- เข้าถึงได้ง่าย คือ มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกต่อ ผู้ที่ขับรถมาเองผู้ใช้รถบริการสาธารณะและมีทางเดินเข้าถึงตัวพิพิธภัณฑฯ
- มีที่จอดรถ
- ราคาที่ดิน
- ขนาดของพื้นที่ และลักษณะทางกายภาพอื่น ๆ ของที่ตั้ง หรือตัวอาคาร
- ภาพลักษณ์ของพื้นที่
- แหล่งท่องเที่ยว หรือ อำนวยความสะดวกอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ร้าน อาหาร สถานีรถโดยสาร
- การใช้พื้นที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น
4. การวางแผนรูปแบบการบริหารองค์กร และ บุคลากร ( governance and staff plan )
จากการศึกษาตลาด จะช่วยให้ทราบว่าจะต้องดำเนินงานอย่างไรและกิจกรรมอะไรบ้างที่พิพิธภัณฑฯ จะทำเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด จากนั้นจึงพิจารณาว่ารูปแบบองค์กรลักษณะไหน โครงสร้างการบริหารงานแบบใด จะส่งเสริมการดำเนินงานพิพิธภัณฑฯให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งในงานพิพิธภัณฑฯมีรูปแบบองค์กร และโครงสร้างการบริหารงานที่หลากหลาย แต่ในปัจจุบันการบริหารงานโดยใช้ระบบคณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑฯ ( governance by a Board of Directors, sometimes called "Trustees") ภายใต้องค์กรแบบไม่หวังผลกำไร ( non-profit ) เป็นรูปแบบที่นำมาใช้กันมากในหลายประเทศ
อย่างไรก็ตามโครงสร้างการบริหารงานของแต่ละพิพิธภัณฑฯ ต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัว ตามความจำเป็นและ พันธกิจของตน โดยทั่วไปมักจะมีคณะกรรมการบริหารอยู่ขั้นบนสุด ตามด้วยผู้อำนวยการบริหารที่ควบคุมการดำเนินงานของแผนกต่าง ๆ 3 – 5 ฝ่าย เช่น ฝ่ายบริหารงานทั่วไป ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายวิจัยและพัฒนา เป็นต้น และแต่ละฝ่ายก็มีหัวหน้าฝ่ายกำกับดูแล
และเนื่องจากโดยทั่วไปการจ้างบุคลากรในพิพิธภัณฑฯเป็นยอดรายจ่ายที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นพิพิธภัณฑฯหลายแห่งจึงให้ความสำคัญกับการจัดตั้งงานอาสาสมัครพิพิธภัณฑฯ ขึ้น โดยเฉพาะพิพิธภัณฑฯที่จัดตั้งขึ้นใหม่ และหลายแห่งก็ดำเนินงานได้อย่างดี จนมีอัตราส่วนของอาสาสมัครมากกว่าเจ้าหน้าที่ที่รับเงินเดือน
5. การกำหนดแนวคิดของนิทรรศการและกิจกรรม ( exhibit concept and program plan )
นิทรรศการและกิจกรรมของพิพิธภัณฑฯ เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงภาพลักษณ์ของพิพิธภัณฑฯ โดยแสดงผ่านเรื่องราว เนื้อหา และวิธีการสื่อสาร ผ่านนิทรรศการถาวรและนิทรรศการชั่วคราว รวมไปถึงกิจกรรมสำหรับสาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาหรือชุมชม แนวคิดของนิทรรศการและการดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะให้ได้ผลดี ควรจะต้องเป็นการบูรณาการเพื่อนำไปสู่ประสบการณ์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับตัวผู้ชม มีความน่าจดจำ และมีความหมาย โดยต้องสอดคล้องกับพันธกิจและขอบข่ายงานของพิพิธภัณฑฯ และ ควรจะต้องนำเสนอแง่มุมของพื้นที่ที่พิพิธภัณฑฯตั้งอยู่ด้วย
บางครั้งการวางแผนนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรม หรือ การค้าในพื้นที่ อาจจะไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อผู้เข้าชมเท่านั้น แต่อาจเป็นที่สนใจของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะให้การสนับสนุนกิจกรรมในรูปแบบของเงินทุนหรือความช่วยเหลืออื่น ๆ
ในกระบวนการการวางแผนนิทรรศการและกิจกรรม พิพิธภัณฑฯอาจจะต้องมีแผนอื่น ๆ เพิ่มเติมคู่ขนานกันไป เช่น แผนงานการจัดหาวัตถุจัดแสดง ตามความต้องการของแต่ละนิทรรศการ เป็นต้น
6. การวางแผนการใช้พื้นที่ (space plan)
การวางแผนการใช้พื้นที่จะช่วยให้พิพิธภัณฑฯรู้ว่าจะสร้างสิ่งที่อำนวยประโยชน์ในการดำเนินงานและให้บริการที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑฯที่ใช้พื้นที่ของอาคารที่มีอยู่แล้ว หรือ พื้นที่ของอาคารที่จะสร้างขึ้นใหม่ก็ตาม
สิ่งสำคัญเกี่ยวกับการวางแผนการใช้พื้นที่ ก็คือ ขนาด ซึ่งหากพื้นที่มีขนาดเล็กไปก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการจัดนิทรรศการหรือกิจกรรมที่น่าสนใจให้กับผู้เข้าชมได้ แต่หากพื้นที่มีขนาดใหญ่มากเกินไปก็จะเป็นภาระในการดูแลรักษา และต้องเสียงบประมาณในการจัดการพื้นที่เกินความจำเป็น เช่น การรักษาความปลอดภัย การประกันภัย เป็นต้น
ในปัจจุบันการวางแผนพื้นที่ในพิพิธภัณฑฯ มักจะพิจารณารวมไปถึงการใช้ประโยชน์ของผู้ชมที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น พื้นที่สำหรับเด็ก พื้นที่สำหรับผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งส่วนจัดกิจกรรมสำหรับชุมชน ทั้งยังรวมไปถึงการจัดสรรพื้นที่สำหรับการหารายได้ของพิพิธภัณฑฯ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร พื้นที่ให้เช่าจัดงาน เป็นต้น
7. การประมาณการค่าใช้จ่าย เริ่มต้น ( Capital Costs )
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการจัดตั้งพิพิธภัณฑฯ คือ การก่อสร้างอาคาร ซึ่งสามารถประมาณการได้โดยสถาปนิก หรือสถาปนิกที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาคารพิพิธภัณฑฯ นอกจากนี้การจัดทำนิทรรศการถาวรยังถูกจัดรวมเข้าไว้ด้วยกับค่าใช้จ่ายเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ ฯที่สร้างใหม่ ซึ่งสามารถประมาณการได้โดยการว่าจ้างบริษัทที่รับวางแผนและออกแบบนิทรรศการ
8. การประมาณจำนวนผู้เข้าชม การทำแผนหารายได้ และ วางแผนค่าใช้จ่าย (Attendance, Operating Revenue, and Expense Projection )
การคาดการณ์จำนวนผู้เข้าชม โดยทั่วไปสามารถทำได้โดย การวิเคราะห์สัดส่วนการตลาดของกลุ่มเป้าหมายของพิพิธภัณฑฯ การกำหนดประเภทของราคาบัตรเข้าชม โดยการวิเคราะห์จากพิพิธภัณฑฯ รูปแบบเดียวกันในพื้นที่ใกล้เคียง
การวางแผนการหารายได้ เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินงานพิพิธภัณฑฯในปัจจุบัน โดยรายได้เหล่านี้จะมาจาก ค่าเข้าชม การจัดกิจกรรมและเทศกาลพิเศษ ร้านค้า ร้านอาหาร การหาสมาชิกพิพิธภัณฑฯ การให้เช่าพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวก นอกจากนี้บางพิพิธภัณฑฯ อาจคิดวิธีการหารายได้อื่น ๆ เช่น กล่องรับเงินบริจาค ค่าธรรมเนียมการขอถ่ายภาพหรือบริการอัดภาพ ตู้น้ำดื่มหรือขนมแบบหยอดเหรียญ การขอรับบริจาคหรือขอรับการสนับสนุนจากบริษัท กลุ่มองค์กร หรือ ประชาชนทั่วไป รวมไปถึงการหางบประมาณสนับสนุนจากองค์กรภาครัฐอื่น ๆด้วย
การจัดทำงบประมาณรายจ่าย จำเป็นต้องสมเหตุสมผล และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยโครงการ และควรมีการวางแผนประมาณการค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมระยะเวลา 3 – 5 ปีแรกของโครงการ เพราะยิ่งพิพิธภัณฑฯแสดงว่าได้ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่ามากเท่าไร ก็จะได้รับความเชื่อถือและโอกาสจากผู้ให้เงินสนับสนุนมากเท่านั้น
9. การวางแผนงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และ แผนการจัดหาวัตถุจัดแสดง ( Forward planning and the cost of collecting )
นอกเหนือไปจากแผนงานด้านต่าง ๆที่กล่าวถึงแล้ว พิพิธภัณฑฯ ยังอาจต้องมีแผนอื่น ๆที่เพิ่มเติมขึ้น เช่น แผนการจัดหาวัตถุจัดแสดง เพื่อการจัดนิทรรศการในพิพิธภัณฑฯ เป็นต้น
_______________________________________