ดิฉันพักอยู่กับเพื่อนสาวมณีปุรีได้ไม่นานนัก ก็ต้องถูกอัปเปหิอีกครั้ง เมื่อมีคนมาขอเช่าห้องนี้ด้วยค่าเช่าที่สูงกว่าและผู้เช่าเป็นคนมุสลิมเช่นเดียวกับเจ้าของบ้าน ( จากคำบอกเล่าของเพื่อนซึ่งเป็นฮินดู ) เราจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ห้องในอพาร์ทเมนต์ที่ติดถนนใหญ่ใกล้มหาวิทยาลัย ซึ่งใหม่และสะดวกสบายกว่า โดยดิฉันยินดีจ่ายค่าเช่าส่วนที่เบิกได้ ส่วนเพื่อนมณีปุรีจ่ายสมทบตามกำลัง เพราะดิฉันได้ทุนรัฐบาลอินเดียและยังมีเงินเดือนข้าราชการทางเมืองไทยอีก ในขณะที่นักเรียนอินเดียนั้นต้องพยายามอยู่ให้ได้ตามปัจจัยที่จำกัดมากกว่า
แต่ก็อยู่ได้อีกไม่นาน เพราะเพื่อนสาวชาวมณีปุรีและพี่สาวของเธอที่ย้ายมาอยู่ด้วยกำลังจะเรียนจบ และเจ้าของอพาร์ทเม้นต์ก็ไม่สามารถออกใบเสร็จค่าเช่าที่ต้องนำไปเบิกกับเจ้าของทุนได้ การย้ายที่อยู่จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่นับเป็นการเริ่มต้นการใช้ชีวิตตามลำพังในอินเดียจริง ๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่อยู่ร่วมบ้านกับเพื่อนสาวชาวมณีปุรี ดิฉันได้เรียนรู้ว่าชีวิตนักศึกษาอินเดียที่อยู่ไกลบ้านและไม่มีเงินจากทางบ้านส่งมาให้มากนักเป็นอย่างไร ทำให้คิดว่าตัวเองโชคดีมากแค่ไหนแล้วที่ได้ทุนมาเรียนและยังมีเงินเดือนจากเมืองไทยที่สามารถช่วยให้อยู่ได้สบาย ๆอีกด้วย ในเวลานั้นดิฉันมองเห็นคุณค่าของโอกาสที่ตัวเองได้รับชัดเจนมากกว่าตอนอยู่เมืองไทยหลายเท่า โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษาของผู้หญิง เพราะผู้หญิงอินเดียมีโอกาสทางการศึกษาน้อยกว่าผู้ชายมาก จนทำให้มหาวิทยาลัยมีนโยบายให้ส่วนลดค่าเล่าเรียนแก่นักศีกษาหญิง เพื่อให้ผู้หญิงได้เรียนต่อมากขึ้นและดิฉันในฐานะผู้หญิง(ที่แม้จะเป็นต่างชาติ) ก็ได้รับส่วนลดด้วยเช่นกัน