บางเรื่องที่คิดไม่ถึง เข้าทำนองปลาตายน้ำตื้น

          เมื่อวานนี้ (23 กันยายน) ผมไปซื้อของเข้าบ้าน ที่คาร์ฟู สาขาปู่เจ้าสมิงพราย ซื้อของเสร็จ ก็ขับรถกลับบ้าน พอถึงบ้าน จอดรถเข้าบ้านเพื่อเอาของลง ขณะเปิดประตู ผมทำท่าใหนไม่รู้ ดึงมือเปิดด้านคนขับหักคามือ สันนิฐานว่ามันคงถึงกาลเวลาที่ต้องไปกระมัง ผมต้องกระเถิบตัวมาลงอีกด้านหนึ่งของประตูหน้า

          วันรุ่งขึ้นคือวันนี้ ผมคิดไม่ตกว่าจะไปซ่อมที่ใหน ไปอู่แถวบ้านก็คงไม่แคล้วโดนต้ม เพราะผมโดนบ่อยมาก ถ้าไม่รีบซ่อมก็จะลำบาก เปิดขึ้น เปิดลงทุลักทุเล คิดอยู่ครึ่งวัน ตัดสินใจไปศูนย์โตโยต้า ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนนายเรือ ถึงแพงหน่อยแต่เราก็ได้มาตรฐาน ช่างเข้ามาสอบถาม พอรู้ความประสงค์ เขาให้ผมรอเพื่อไปเช็คอะไหล่ในสโตร์

          โชคร้ายครับ อะไหล่ไม่มี ต้องรอวันหนึ่งหรือสองวัน เพราะต้องสั่งอะไหล่มาจากกรุงเทพฯ ผมคิดในใจว่าแย่แน่คราวนี้ เพราะกว่าอะไหล่มา ผมคงใช้รถคันนี้ไม่ได้ ช่าง เขาคงสังเกตเห็นว่าผมสีหน้าไม่ค่อยดี ก็เลยบอกผมว่า

          ระหว่างที่ยังไม่ทำประตู ลุงก็ใช้รถคันนี้ตามปกตินั่นละ เพราะมันก็ยังวิ่งได้เครื่องไม่ได้เสียอะไร

          ผมยิ้มแหย ๆ บอกเขาว่า "... ก็จริงอยู่ แต่ช่างลองคิดว่า มันจะทุลักทุเลขนาดใหน ถ้ามีคนไปด้วย เวลาผมจอดคนที่นั่งคู่กับผมมา เขาต้องเดินไปเปิดประตูด้านคนขับให้ผม เพราะผมเปิดเองไม่ได้ แต่ถ้าผมไปคนเดียว จอดรถเสร็จผมต้องตะเกียกตะกายมาลงฝั่งตรงข้าม ลำบากตายโหง

          ช่างมองหน้าผมด้วยสีหน้างง ๆ ฟังผมนะลุง รถคันนี้ลุงใช้ไปตามปกติ ขับไปได้ทุกที่ ปิดกระจก เปิดแอร์ให้เย็นช่ำ ถ้าไปหลายคน ลุงก็ไม่ต้องให้คนอื่นมาเปิดประตูให้พอจอดเสร็จ ลุงก็ลดกระจกด้านที่ลุงนั่ง แล้วเอื้อมมือไปเปิดประตูจากด้านนอก เท่านี้ก็หมดเรื่อง

          ผมรีบขับรถกลับบ้าน อยู่ต่อไปคงอายเขามากกว่านี้ จอดรถที่บ้านเสร็จเรียบร้อยผมบอกตัวเองว่า สมนึกนะสมนึก เดินทางไปทำงานมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ทุกอย่างรอบตัวรู้ไปหมด อนิจาต้องมาตายน้ำตื้นเรื่องประตูรถนี่เอง เชื่อแล้วที่คนโบราณเขาว่าไว้ โง่ย่อมมาก่อนฉลาดจริง ๆ