เชื่อเหลือเกินว่าใครหลายคนต้องการความรัก เพราะความรักเป็นคำที่อบอุ่น ฟังแล้วรู้สึกดีเสมอ แม้ว่าเราจะเป็นเพียงแค่คนรับฟัง ..คนได้ยินข่าว..เห็นเขารักกันเราก็ยังรู้สึกดีไปด้วย นั่นเป็นจุดบ่งชี้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมชอบที่จะให้สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก เกิดขึ้นในสังคมทุกภาคส่วน แม้กระทั่งรัฐบาลเองยังรณรงค์ให้ทุกคนรู้รัก  และต่อท้ายด้วยสามัคคี  ความจริงแล้ว ผู้เขียนคิดว่าสองสิ่งนี้เป็นปัจจัยอาศัยซึ่งกันและกันครับ..นายแดง..รู้สึกดี และมีความรักต่อนายเหลือง เพราะตัวความรักความหวังดีนี้เองที่ทำให้นายแดงไปช่วยนายเหลืองในทุกด้าน..มีการเสียสละต่อกันและกัน แบ่งปัน  เกิดน้ำใจขึ้น ช่วยเหลือกันและกัน ตัวบ่งชี้แสดงให้เห็นว่า รู้รัก แล้วสามัคคีจะเกิด...ครับคนส่วนใหญ่อยากได้รัก อยากเป็นผู้ถูกรัก แต่ถ้าไม่สร้างความรักให้สมดุลกันแล้ว ..ผลเหล่านั้นจะไม่เกิดครับ..ในทางพระพุทธศาสนาเองก็มีหลักที่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เกิดความรักความสามัคคีเหมือนกันครับ นั่นก็คือ

สังคหวัตถุ  อันเป็นธรรมที่ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีครับ มี 4 ประเด็นได้แก่

1. ทาน  หมายถึง การให้ ขึ้นชื่อว่าการให้ หรือผู้ใหญ่ แม้แต่เราฟัง หรือได้รับรู้เรื่องราวแห่งการให้ เราก็ยังรู้สึกปลื้ม ปีติ ไปด้วย เช่น รัฐบาลให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ดาราดังให้อภัยแฟนหนุ่มหลังจากตีตัวออกห่างและไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำต่อกัน เป็นต้น เมื่อผู้ให้ ให้ด้วยความหวังดี ผู้รับ รับด้วยความปลาบปลื้ม และสำนึกต่อการให้เหล่านั้น ความรัก ความสามัคคีก็เกิดขึ้นได้

2. ปิยวาจา หมายถึง การพูดจากที่ประกอบด้วยความรัก ความเมตตา จะพูดก็พูดด้วยเมตตา เป็นคำที่ดีมีประโยชน์ ส่งเสริม ติเพื่อก่อ ยอเพื่อเป็นกำลังใจ

3. อัตถจริยา หมายถึง ทำตัวเป็นประโยชน์ ไม่เป็นคนรกโลก คอยขวางในการทำประโยชน์ต่อสังคมทั้งของตนเองและคนอื่น อะไรช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป

4. สมานัตตตา หมายถึง เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหลไปวัน ๆ

สิ่งเหล่านี้ผู้เขียนมองว่า ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมเรานั้นมี แม้ว่าจะไม่มากแต่ขอให้มีความคิดว่าอยากจะทำต่อกันและกัน เชื่อได้เลยว่า เป้าหมาย รู้รัก สามัคคี ที่หลายฝ่ายปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้นก็ย่อมจะสามารถเกิดขึ้นได้เป็นรูปธรรมแน่นอน...ไม่ได้โม้..