เกษตรกรยังรู้เรื่อง นักวิชาการอย่างเราไม่รู้เรื่องเลย

วันที่ 3 - 5 กันยายน 2553 ที่ผ่านมาได้เข้ารับฟังการอภิปรายเรื่อง วิกฤติโลกร้อน ผลกระทบและโอกาสพัฒนาสินค้าเกษตรส่งออก ซึ่งจัดโดยสาขาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  เนื่องในวันสถาปนามหาวิทยาลัย  วิทยากรพูดเรื่อง คาร์บอนฟุตพรินท์ วันที่ 14 - 15 กันยายน 2553 ได้เข้าร่วมศึกษาดูงานด้านปาล์มน้ำมัน ที่จังหวัดกระบี่ วิทยากรพูดเรื่อง คาร์บอนเครดิต วันที่ 21 กันยายน 2553 ไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อฉลากด้านหน้าของน้ำยาบ้วนปากมีรูปแปลกๆ สงสัยมากว่ามันสำคัญกับเราแค่ไหน ขนาดเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันยังถามวิทยากรในที่ดูงาน แต่เราเป็นนักวิชาการยังไม่รู้เรื่องที่เขาพูดกัน จึงกลับมาศึกษาอย่างหนัก สรุปได้ดังนี้

คาร์บอนเครดิต คือ การซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรื่อนกระจก โดยประเทศพัฒนาแล้วจะเป็นผู้ซื้อสิทธิ ส่วนประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นผู้ขายสิทธิ โดยเกิดขึ้นจากข้อตกลงพิธีสารเกียวโต ซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีภาคีทั้งหมด 191 ประเทศ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต 41 ประเทศ มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน เป็นต้น ระหว่าปี 2551 - 2555 ให้ได้ร้อยละ 5.2 จากปริมาณการปล่อยในปี 2533 ซึ่งหากทำไม่ได้จะถูกปรับ (การปรับ เช่น ประเทศในสหภาพยุโรป สูงถึง 100 ยูโร ต่อ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ) แต่ถ้าประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ต้องการถูกปรับจะต้องซื้อสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากประเทศกำลังพัฒนา ( 150 ประเทศ) รวมทั้งไทยด้วย ซึ่งผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) คือ การหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การดูดซับก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ (การปลูกป่า)

 

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และบริการ แสดงผลในเชิงปริมาณ คือ เทียบเท่าศักยภาพการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นกิโลกรัม โดยผลิตภัณฑ์จะมี ฉลากคาร์บอน แสดงข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

คงหายสงสัยแล้วละ

ขอขอบคุณข้อมูล จาก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี