อัจฉรา
นางสาว อัจฉรา มิว สุทธิสุนทรินทร์

ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรวม 3 ฉบับ ที่ห้ามข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐสมรสกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย


อาจจำเป็นต้องกำหนดมาตรการรองรับเพื่อลดผลกระทบด้านความมั่นคงไว้ด้วยเพื่อป้องกันข้าราชการถูกแสวงหาประโยชน์จากผู้หลบหนีเข้าเมือง-แต่ไม่คิดถึงกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกประโยชน์จากผู้หลบหนีเข้าเมืองเลยหรือ

มติคณะรัฐมนตรี

 วันที่ 21 กันยายน 2553

 15.  เรื่อง การยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2520, 3 กุมภาพันธ์ 2524 และ 1 พฤษภาคม 2527 รวม 3 ฉบับ)

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

                        1. อนุมัติการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีรวม 3 ฉบับ ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2520,     3 กุมภาพันธ์ 2524 และ 1 พฤษภาคม 2527

                        2. เห็นชอบการใช้มาตรการทางการบริหารกำหนดใช้เป็นการทั่วไปให้ส่วนราชการพิจารณากำหนดกฎ/ระเบียบหรือหลักเกณฑ์ภายในให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐถือปฏิบัติอย่างเหมาะสม หากประสงค์จะสมรสหรืออยู่กินกับ   ผู้ที่ยังมีสถานะเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งอาจพิจารณาโยกย้ายข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอื่นที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และผลประโยชน์ของประเทศได้ตามที่เห็นสมควร

                        สาระสำคัญของเรื่อง

                        สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รายงานว่า

                        1. ในช่วงปี 2520 ประเทศไทยประสบกับปัญหาชาวญวนอพยพซึ่งเป็นบุคคลที่เข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องและได้รับการผ่อนผันให้อยู่ชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ ระหว่างนั้น ปรากฏมีข้าราชการฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และอื่น ๆ ได้สมรสกับชาวญวนดังกล่าว ซึ่ง สมช.พิจารณาเห็นว่า น่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคง เนื่องจากญวนอพยพมีพฤติการณ์สนับสนุนทางการเมืองต่อประเทศมาตุภูมิ รวมทั้งพยายามให้ได้มาซึ่งการเป็นคนไทยด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมีข้าราชการร่วมมือ จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบห้ามข้าราชการสมรสหรืออยู่กินฉันท์สามีภรรยากับผู้อพยพ และ ผู้ลี้ภัย ทั้งนี้ โดยเหตุผลเพื่อป้องกันผลกระทบต่อตัวข้าราชการและการถูกคู่สมรสแสวงประโยชน์

                        2. จากการดำเนินการของกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่ผ่านมา มท.ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติกรณี  การจดทะเบียนระหว่างข้าราชการหรือพนักงานองค์การของรัฐกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยและการจดทะเบียนระหว่างบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายกับบุคคลสัญชาติไทยหรือกับบุคคลต่างด้าวด้วยกัน หลักการสำคัญคือ การตรวจสอบหลักฐานคุณสมบัติตามเงื่อนไขการสมรสแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2519 หากครบถ้วนให้รับจดทะเบียนและรายงาน มท.ทราบโดยด่วน เพื่อแจ้งต้นสังกัดทราบและดำเนินการต่อไป

                        มท.มีความเห็นว่า ปัจจุบันสถานการณ์ผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยเปลี่ยนแปลงไป และปัญหาคนญวนอพยพในประเทศ ซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมายหลักตามมติคณะรัฐมนตรีที่ยังไม่ได้รับสัญชาติยังคงเหลืออยู่ไม่มากนัก เนื่องจากได้มีการ   แก้ไขกฎหมายสัญชาติ และยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติที่ 337 มีผลให้ผู้ที่เกิดในประเทศไทยตามประกาศคณะปฏิวัติ          ดังกล่าวและตามพระราชบัญญัติสัญชาติได้รับสัญชาติไทย นอกจากนี้ มท.ได้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบภายในหลายอย่างให้สอดคล้องแล้ว โดยเฉพาะแนวทางการปฏิบัติกรณีการสมรสระหว่างบุคคลสัญชาติไทยกับบุคคลต่างด้าวหรือระหว่างบุคคลต่างด้าวด้วยกันเองในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ทุกสำนักทะเบียนถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันโดยมิได้อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด มท.จึงไม่ขัดข้องในการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีห้ามข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐสมรสกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย

                        สืบเนื่องจากสำนักงานสิทธิมนุษยชน สภาทนายความมีหนังสือร้องเรียนว่า มติคณะรัฐมนตรีห้ามข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐสมรสกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ยังคงบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นการปิดกั้นสิทธิเบื้องต้นในการก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องพร้อมกับเรียกร้องขอให้มีการพิจารณาทบทวน ซึ่ง มท.เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเสนอโดย สมช. จึงเสนอให้ สมช.พิจารณาการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งกฎหมายและระเบียบที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงแล้วในปัจจุบัน

                        3. โดยที่กฎหมายและประมวลจริยธรรมดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้รัฐสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐถือปฏิบัติอย่างเหมาะสมได้โดยไม่ห้ามการสมรส ทั้งนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ และ ผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น หากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐประสงค์จะสมรสกับคนต่างด้าวที่มีสถานะเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่สิทธิต่าง ๆ ที่ตามมาจากการสมรส รวมทั้งความผิดฐานหลบหนีเข้าเมืองต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

                        4. ในการประชุมคณะกรรมการร้อยกรองงานของ สมช.ครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2553 ได้พิจารณาเห็นว่า ปัจจุบันสถานการณ์ผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยเปลี่ยนแปลงไป มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวอาจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเรื่องสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวและสิทธิในการสมรสได้ อย่างไรก็ดีโดยที่ประเทศยังคงประสบปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองจำนวนมาก ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาลักษณะเช่นเดียวกันกับผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัย ดังนั้น จึงอาจจำเป็นต้องกำหนดมาตรการรองรับเพื่อลดผลกระทบด้านความมั่นคงไว้ด้วย เพื่อป้องกันข้าราชการถูกแสวงหาประโยชน์จากผู้หลบหนีเข้าเมือง โดยคณะรัฐมนตรีอาจพิจารณาใช้มาตรการทางการบริหารกำหนดเป็นการทั่วไป ให้ส่วนราชการกำหนด กฎ ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ภายในให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดถือปฏิบัติอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ อาจนำระเบียบข้อบังคับของกระทรวงการต่างประเทศกรณีข้าราชการสมรสกับบุคคลต่างด้าว ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2540 มาพิจารณาปรับใช้ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นควรให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณายกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรวม 3 ฉบับ ที่ห้ามข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐสมรสกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย รวมทั้งเห็นควรมีมาตรการป้องกันผลกระทบด้านความมั่นคงรองรับการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีอย่างเหมาะสมด้วย

 

 

หมายเลขบันทึก: 397008เขียนเมื่อ 22 กันยายน 2010 15:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 มิถุนายน 2012 15:02 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี