GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

กระแสอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ในบริบทของประเทศไทย - Islamization of knowledge (4)

ขบวนการอิสลามานุวัตรเป็นขบวนการที่มีอยู่ในสังคมมุสลิมไทยมาช้านาน ทั้งนี้เพราะการปฏิสัมพันธ์ของมุสลิมกับชาวไทยพุทธในอดีต การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐชาติไทย รัฐชาติไทยได้พยายามนำแนวทางการพัฒนาสมัยใหม่ หรือแบบแผนตะวันตกมาใช้ในสังคมของไทย ซึ่งรวมถึงสังคมมุสลิมไทย ดังนั้นมุสลิมไทยจึงจำเป็นต้องสนองตอบต่อการพัฒนาดังกล่าว ทั้งนี้ก็เพื่อจะปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของมุสลิม โดยมีอิสลามเป็นทางนำในการประยุกต์ใช้

กระแสอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ในบริบทของประเทศไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่าขบวนการอิสลามานุวัตรไม่เป็นที่แพร่หลายในทางทฤษฎีในประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติขบวนการอิสลามานุวัตร ได้ก่อตั้งขึ้นมาในรูปขององค์กรและสถาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันทางการศึกษาทั้งในมัธยมศึกษา เช่น โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีอยู่มากมายโดยเฉพาะห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และสถาบันระดับอุดมศึกษา เช่น วิทยาลัยอิสลาม ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ปี ค.ศ.1989(38) หรือแม้แต่วิทยาลัยอิสลามยะลาที่ก่อตั้งในปี ค.ศ.1999 ในจังหวัดยะลา ซึ่งทั้งสองสถาบันดังกล่าวเกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย อันเป็นเขตพื้นที่ที่มุสลิมอยู่อาศัยหนาแน่น คือ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และจังหวัดสตูล

ส่วนสถาบันการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถาบันที่ส่งเสริมขบวนการอิสลามานุวัตรและรับใช้สังคมมุสลิมมาเป็นเวลานานแล้ว ก็คือระบบการศึกษาแบบปอเนาะ ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า ระบบการศึกษาแบบปอเนาะมีสองระบบคือ การศึกษาศาสนาอย่างเดียว กับสอนระบบปอเนาะแบบบูรณาการที่นำการศึกษาศาสนาและระบบสามัญเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เยาวชนมุสลเมมีโอกาสได้รับการศึกษาทั้งสองด้าน คือ ด้านศาสนา และสามัญ

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจเช่นกันว่า การศึกษาระบบที่ถูกนำเข้ามาอยู่ในหลักสูตรการศึกษาระบบปอเนาะ หรือที่นิยมเรียกกันว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เป็นหลักสูตรเดียวกันกับหลักสูตรของโรงเรียนสามัญทั่ว ๆ ไปในประเทศ การศึกษาในระบบสามัญจึงเป็นตัวแทนการศึกษาและแนวทางการพัฒนาตามแบบตะวันตก หรือที่เรียกกันว่า การศึกษาทางโลก (secular education or non-religious education) ซึ่งปรัชญาทางการศึกษาในระบบนี้ได้ถูกนำเสนอไว้แล้วในตอนต้น ดังนั้น การศึกษาในระบบปอเนาะระบบที่สอง หรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีแพร่หลายในประเทศไทย จึงเป็นตัวแทนการพัฒนาการอิสลามให้สอดคล้องกับการศึกษาแบบสมัยใหม่ (modern / secular)

การศึกษาเช่นนี้เองที่เป็นกระบวนการหนึ่งของขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ (Islamization of knowledge) ถึงแม้ว่าในระบบการศึกษาเช่นนี้ยังมีข้อบกพร่องหลายประการ ที่ทำให้ขบวนการอิสลามานุวัตรในประเทศไทยไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ตัวอย่างข้อบกพร่องดังกล่าวคือ

ประการที่หนึ่ง การศึกษาทั้งศาสนาและสามัญยังแยกส่วนกันในด้านการเรียนการสอนอย่างชัดเจน ยังไม่มีกระบวนการการบูรณาการทางการศึกษาอิสลามกับสามัญอย่างเป็นรูปธรรม ต่างคนต่างสอนตามสาขาที่ตนเองถนัด

ประการที่สอง ระบบการศึกษาแบบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เริ่มต้นเมื่อนักเรียนได้ผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับซึ่งเป็นแบบโลกวิถี (secular) มาก่อนแล้ว ขณะเดียวกันนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากระบบปอเนาะในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มีทางเลือกเพียงแค่สองทางหลังจบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วก็คือ เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของรัฐ หรือเอกชน ที่เปิดสอนตามระบบการศึกษาแบบโลก (secular education) หรือไม่ก็เลือกที่จะศึกษาต่อสถาบันการศึกษาศาสนาในต่างประเทศ เช่นในตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนใหญ่นักศึกษาก็มักจะเลือกเรียนในสาขาวิชาศาสนาอย่างเดียว (religious education) เหล่านี้เป็นต้น

ดังนั้นขบวนการอิสลามานุวัตร ซึ่งมีปรัชญาในการหลอมรวมการศึกษาทั้งระบบ(secular) กับศาสนา(religious) จึงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ทั้งนี้ เพราะการศึกษาตอนต้นหรือระดับประถมศึกษา กับการศึกษาตอนปลาย หรือระดับอุดมศึกษา กลายเป็นระการศึกษาแบบโลกวิถี (secular) ระบบการศึกษาแบบปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จึงเปรียบเสมือนการศึกษาที่ถูกโดดเดี่ยวให้อยู่กับความฝันที่จะสร้างบุคลากรมุสลิมที่มีความพร้อม ทั้งองค์ความรู้แบบอิสลามและองค์ความรู้ที่ทันสมัยตามแบบตะวันตก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง หรือกลายเป็นการศึกษาที่ไม่รู้จุดมุ่งหมายปลายทางของตนเองชัดเจน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้เรียนเองว่าจะเลือกเรียนในระดับอุดมศึกษาแบบระบบทางโลก(Secular System) ที่มีอยู่ดาษดื่นในประเทศ หรืออิสลามศึกษาในแบบดั้งเดิมซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง

ประการที่สาม ข้อบกพร่องประการที่สาม คือการศึกษาแบบบูรณาการขาดความต่อเนื่องในการผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ตามปณิธานของขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ นอกจากนี้ระบบการศึกษาแบบบูรณาการเอง ยังขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างผลผลิตทางการศึกษาของตนเอง ทั้งในด้านงานวิชาการ บุคลากร และการจัดการ

ประการสุดท้าย คือ บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญตามปณิธานการสร้างองค์ความรู้อิสลาม ถูกสังคมทุนนิยม ดึงให้ไปอยู่ภาคส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องทางการศึกษา หรือถูกดึงไปอยู่ในภาคส่วนอื่นที่ไม่สร้างสรรค์ องค์ความรู้อิสลามเท่าที่ควรจะเป็น เช่น ไปทำงานในบริษัทต่าง ๆ ที่มีค่าตอบแทนสูงกว่า อย่างไรก็ดีขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้อิสลาม ยังคงต้องดำเนินอยู่ต่อไปโดยอาศัยบุคลากรที่มีความทุ่มเทและอุทิศตนเพื่อปณิธานของขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามยังถือว่าเป็นโชคดีของเยาวชนมุสลิม ที่ยังมีสถาบันอิสลามศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ช่วยต่อยอดองค์ความรู้อิสลามให้คงอยู่ และอย่างน้อยที่สุดยังคงยึดหลักปรัชญาการศึกษาแบบอิสลามานุวัตรองค์ความรู้หลงเหลืออยู่บ้าง และก่อเกิดขึ้นในประเทศไทยดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นคือ วิทยาลัยอิสลามศึกษาวิทยาเขตปัตตานี ภายใต้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, และวิทยาลัยอิสลามยะลา ยังไม่นับรวมกับมหาวิทยาลัยอิสลามนราธิวาสที่กำลังจะเปิดใหม่ ทั้งสองสถาบันเพิ่งก่อตั้งเมื่อไม่นานมานี้เอง อย่างไรก็ตามทั้งสองสถาบันนี้ก็ไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการของเยาวชนมุสลิมในประเทศไทย แม้กระนั้นความพยายามในการสร้างองค์ความรู้อิสลามของสถาบันทั้งสอง กลับเป็นที่ยอมรับจากสังคมมุสลิมในระดับหนึ่งซึ่งจะกล่าวต่อไป

วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี

วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี เป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนใกล้เคียงกับความต้องการ และปรัชญาขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้อิสลามมากที่สุดในประเทศไทยในขณะนี้ กล่าวคือในช่วงทศวรรษ 1990 มุสลิมจากทุกภาคในประเทศไทย ต่างก็ได้รับภาคผลจากสถาบันอุดมศึกษานี้ แม้ว่าบางภาคส่วนของสังคมมุสลิมจะมองว่าเป็นสถาบันการศึกษาอิสลามที่ถูกกลืนและควบคุมโดยรัฐไทยก็ตาม

แต่สถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้ยังเป็นทางเลือกแห่งหนึ่งของเยาวชนมุสลิม และที่สำคัญยังไม่เพียงพอกับความต้องการของเยาวชนมุสลิม ทั้งนี้เพราะข้อจำกัดในการตอบรับเยาวชนมุสลิมที่ต้องผ่านการสอบเอ็นทรานซ์ ซึ่งจำกัดจำนวนผู้ที่ต้องการจะศึกษาในสถาบันแห่งนี้ นอกจากนี้การถูกคุกคามจากรัฐไทยในการจับตาของ เยาวชนมุสลิมไทยที่ไปศึกษาในระดับอุดมศึกษาในตะวันออกกลาง(39) จึงทำให้เยาวชนมุสลิมที่ต้องการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ขาดที่พึ่งทางการศึกษาที่ตนเองต้องการในแผ่นดินไทย

จากข้อจำกัดต่าง ๆ หลายประการของวิทยาลัยอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี นักวิชาการมุสลิมกลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของ ดร.อิสมาแอล ลุตฟี่ จะปากียา จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอิมามมูฮัมหมัด ฮินนิซะอุด จากประเทศซาอุดิอาระเบีย ผู้ซึ่งมองการณ์ใกลและเห็นจุดบอดของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของมุสลิมในประเทศไทย วิทยาลัยอิสลามยะลาจึงเกิดขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจาก องค์กรช่วยเหลือมุสลิมนานาชาติ และมหาวิทยาลัยอิมามมูฮัมหมัด อิบนิซาอุด วิทยาลัยอิสลามยะลาแห่งนี้จึงเป็นอีกสถาบันที่เป็นความภาคภูมิใจและได้รับการตอบสนองจากสังคมมุสลิมไทยในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ก็เพราะหลักสูตรการศึกษาสถาบันแห่งนี้สนับสนุนแนวทางการพัฒนาการศึกษาแบบอิสลาม ที่มีลักษณะหลอมรวมการศึกษาทั้งทางศาสนาและทางโลกเข้าด้วยกัน แม้ว่าในเบื้องต้น สถาบันแห่งนี้จะเปิดสอนเฉพาะหลักสูตรอิสลามศึกษาที่มีเพียงสามสาขาเท่านั้นคือ สาขากฎหมายอิสลาม(Shariah) สาขาวิชาหลักการอิสลาม(Usuluddin) และสาขาวิชาภาษาอาหรับ(Arabic) อย่างไรก็ดีทั้งสามสาขาถูกวางให้เป็นระยะเริ่มต้นของการศึกษาตามรูปแบบอิสลาม ที่เป็นหลักพื้นฐานการศรัทธา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจะนำไปสู่การศึกษาในระยะที่สอง(40) ที่มีการหลอมรวมการศึกษาตามปรัชญาอิสลามานุวัตรองค์ความรู้อิสลาม

กล่าวคือ ทางสถาบันได้เปิดหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงินและการธนาคาร และหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้ได้ถูกบูรณาการให้เข้ากับสาขาวิชาเดิมที่เป็นหลักสูตรอิสลามศึกษาล้วน ๆ ดังกล่าวนี้วิทยาลัยอิสลามยะลาจึงเป็นจุดศูนย์รวมความสนใจของเยาวชนมุสลิมในยุคใหม่อย่างแท้จริง

เมื่อจะเปรียบเทียบหลักสูตรอิสลามศึกษา ของวิทยาลัยอิสลามศึกษา, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี กับวิทยาลัยอิสลามยะลา ก็จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันในอันที่จะหลอมรวมการศึกษาอิสลามให้เข้ากับการศึกษาแบบโลกวิถี นอกจากนี้ทั้งสองสถาบันยังมีความร่วมมือทางการศึกษาโดยมีการสนับสนุนและแลกเปลี่ยนบุคลากร ประสบการณ์ระหว่างสถาบันเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าอดีตผู้อำนวยการอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ผศ.ดร ฮาซัน หมัดหมาน ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในบุคลากรของวิทยาลัยอิสลามยะลา โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการภาษานานาชาติวิทยาลัยอิสลามยะลา

วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานีเปิดสอนหลักสูตรต่าง ๆ 5 หลักสูตร กล่าวคือ หลักสูตรอิสลามศึกษา หลักสูตรคุรุศาสตร์อิสลาม หลักสูตรนิติศาสตร์อิสลาม หลักสูตรเศรษฐศาสตร์อิสลาม และหลักสูตรตะวันออกกลางศึกษา จะสังเกตเห็นว่าหลักสูตรเหล่านี้จะไม่ครอบคลุมในสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น สาขาวิชาในสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ทั้งนี้เพราะ สาขาวิชาดังกล่าวได้เปิดทำการสอนตามหลักสูตรโลกวิถี(secular curriculum) ของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว จึงถือเป็นข้อจำกัดประการแรกของวิทยาลัยอิสลามศึกษาในการขยายสาขาวิชาต่าง ๆ ให้ทั่วถึงโดยมีหลักปรัชญาอิสลามานุวัตรองค์ความรู้. ข้อจำกัดประการต่อมาเป็นผลมาจากข้อจำกัดประการแรก กล่าวคือ วิทยาลัยอิสลามศึกษาไม่สามารถขยายอัตราอาจารย์และนิสิตเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่มีมากและหลากหลายมากขึ้น

จากข้อด้อยดังกล่าวของวิทยาลัยอิสลาม ม.อ.ปัตตานี จึงเป็นหนึ่งเหตุผลที่เป็นที่มาของการก้าวข้ามความคับแคบทางการศึกษา ที่ภาครัฐพึงให้แก่สังคมมุสลิม จนในที่สุดวิทยาลัยอิสลามยะลาได้ก่อตัวขึ้นในปี 1999 อย่างไรก็ดีวิทยาลัยอิสลามยะลาก็ยังอยู่ในช่วงฟักตัว ยังต้องรอการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมตามหลักปรัชญาของอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ ที่หลอมรวมการพัฒนาความรู้ทั้งที่ถูกประทานโดยพระเจ้า (revealed knowledge) และความรู้ที่มนุษย์ขวนขวายจากความสามารถของมนุษย์เอง (acquired knowledge) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือความรู้จากคัมภีร์อัลกุรอาน และคำอธิบายจากท่านศาสดามุฮัมหมัด(ซ.ล.) หรือที่เรียกว่าซุนนะห์ กับความรู้ที่มีอยู่ในธรรมชาติเช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ฯลฯ

วิทยาลัยอิสลามยะลา ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมุสลิมแห่งแรกในจังหวัดภาคใต้ จึงเป็นเหมือนกุญแจสำคัญของขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยดังนี้คือ

ประการแรก ความเป็นอิสระในการจัดการภายใต้ปรัชญาของขบวนการมุสลิมานุวัตรองค์ความรู้

ประการที่สอง การขยายสาขาต่าง ๆ ในอนาคตเพื่อให้เป็นไปตามหลักปรัชญาขบวนการอิสลามานุวัตรมีโอกาสเจริญเติบโตก้าวหน้าง่ายกว่า เพราะการขยายและการจัดการต่างมีความเป็นเอกเทศ และเป็นไปตามความต้องการของชุมชนมุสลิม

ประการที่สาม ความเป็นเอกเทศในการเลือกสรรบุคลากรตามหลักปรัชญาของวิทยาลัย และหลักปรัชญาของขบวนการอิสลามานุวัตร

ประการที่สี่ การได้รับความช่วยเหลือการสนับสนุนทางด้านการเงิน และการบริหารการจัดการจากบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ(41)

ประการที่ห้า ความเป็นเอกภาพของบุคลากรในองค์กรรวม ทั้งความมีคุณภาพของบุคลากรในสถาบันเอง

ประการที่หก
ความเป็นผู้นำที่มีศักยภาพและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลของอธิการบดีวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร. อิสมาแอล ลุตฟี จะปากียา และการเป็นที่ยอมรับของท่านในวงนักวิชาการในประเทศและต่างประเทศ

ประการสุดท้าย คือ การได้รับความเข้าใจและการเกื้อหนุนที่ดีของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการจัดการการศึกษาภายใต้หลักการความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี พ.ศ 2540(42) ตามพระราชบัญญัติการศึกษาตามมาตรา 29 ที่กล่าวว่า

"ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์การชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาบันประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญา และวิทยาการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน"

จะเห็นได้ว่าวิทยาลัยอิสลามศึกษาทั้งสองแห่ง ต่างก็ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไทยนับตั้งแต่การก่อร่างสถาบันของทั้งวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี และวิทยาลัยอิสลามยะลา. นอกจากนี้สถาบันทั้งสองแห่งยังตอบสนองความต้องการของชุมชนมุสลิมในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี สังเกตได้จากจำนวนความต้องการผู้สมัครที่มีมากขึ้นตามลำดับในสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าว ทั้งหมดนี้เป็นแนวโน้มและสัญญาณที่ดีของขบวนการอิสลามานุวัตรในประเทศไทย

ภาพรวมจุดมุ่งหมายทางการศึกษา ของขบวนการอิสลามานุวัตรในประเทศไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยโดยพื้นฐานในอดีตของไทยยังคงเป็น "การผลิตบุคลากรเพื่อบรรจุเข้าสู่ระบบราชการ"(43) และในยุคปัจจุบันยุคที่ความเจริญทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในระบบทุน เข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางทางเศรษฐกิจ และการศึกษา ดังนั้นจุดมุ่งหมายของการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยจึงหลีกหนีไม่พ้นที่จะผลิตบุคลากรทางการศึกษาเพื่อตอบสนองต่อ "ระบบทุนนิยม" คือการผลิตบุคลากรทางการศึกษาเพื่อตอบสนองความเจริญทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ดี จุดมุ่งหมายทางการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยขั้นพื้นฐานในสมัยปัจจุบันจึงอาจจะแตกต่างจากอดีตไปบ้าง ทั้งนี้ก็เพราะระบบทุนนิยมเป็นระบบที่ยึดเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก (Profit oriented) และการยึดเรื่องผลประโยชน์เป็นหลักนี้ก็มีแนวโน้มของความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น ในขณะที่ความเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมนิยมกลับจะเหือดหายลงไป (Public profit) ผลประโยชน์ส่วนรวมจึงถูกใช้เป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมเสมอ ๆ ในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล (individual interest)

ในขณะเดียวกันหากวิเคราะห์จุดมุ่งหมายของการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยของวิทยาลัยอิสลามศึกษาของ ม.อ.ปัตตานี และวิทยาลัยอิสลามยะลา ก็จะพบว่าทั้งสองสถาบันต่างก็มีจุดมุ่งหมายที่เน้นการสนองตอบต่อความต้องการของหลักการศาสนาอิสลาม กล่าวคือ เพื่อรับใช้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) เป็นเบื้องต้น และรับใช้ตนเองเป็นลำดับรองลงมา ดังนั้นการผลิตบุคลากรทางการศึกษาตามความต้องการของอิสลาม ไม่ใช่เพียงเพื่อจุดประสงค์หรือผลประโยชน์ของตน หรือของสังคม ของโลกมนุษย์ (mundane world) เท่านั้น แต่จะต้องตอบสนองความต้องการของพระผู้เป็นเจ้าเป็นอันดับแรก ดังคำกล่าวของในคัมภีร์อัลกุรอานที่ว่า

"เรามิได้สร้างญิน(44)ฺ และมนุษย์มาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อเคารพสักการะเรา" (อัลกุรอาน 51:56)

ดังนั้นโองการจากคัมภีร์อัลกรุอานข้างต้น จึงได้กลายเป็นปรัชญาขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่ในทุกมิติของทุกปัจเจกชนมุสลิม การศึกษาของมุสลิมในทุกระดับชั้นตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษาชั้นสูง ต่างก็ต้องตอบสนองต่อความหมายและนัยยะของการจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่า ผลประโยชน์ส่วนตนตามปรัชญาของระบบทุนนิยม หรือผลประโยชน์ส่วนรวมตามปรัชญาของรัฐชาติสมัยใหม่ (modern nation-state) เป็นแค่ผลประโยชน์ปลีกย่อยรองลงมาจากผลประโยชน์ คำสั่งของพระผู้อภิบาล (God's commandment) เพราะแท้จริงตามทรรศนะของอิสลาม มนุษย์ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งและผลประโยชน์ของพระเจ้าแล้ว ผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวมของมนุษย์จะไม่เสียหายและถูกพรากไปอย่างแน่นอน เพราะแท้ที่จริงความต้องการของพระองค์หรือผลประโยชน์ของพระองค์นั้น มีอรรถประโยชน์เป็นสากล เป็นสัจธรรมสากล ไม่มีสิ่งใดเลยจากคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จะทำลายและขัดขวางความสงบสุขของสังคมมนุษย์นอกเสียจากการกระทำและความต้องการของมนุษย์เอง

บทสรุป

ในภาคปฏิบัติคงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า ขบวนการอิสลามานุวัตรเป็นขบวนการที่มีอยู่ในสังคมมุสลิมไทยมาช้านาน ทั้งนี้เพราะการปฏิสัมพันธ์ของมุสลิมกับชาวไทยพุทธในอดีต การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐชาติไทย รัฐชาติไทยได้พยายามนำแนวทางการพัฒนาสมัยใหม่ หรือแบบแผนตะวันตกมาใช้ในสังคมของไทย ซึ่งรวมถึงสังคมมุสลิมไทย ดังนั้นมุสลิมไทยจึงจำเป็นต้องสนองตอบต่อการพัฒนาดังกล่าว ทั้งนี้ก็เพื่อจะปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของมุสลิม โดยมีอิสลามเป็นทางนำในการประยุกต์ใช้

นอกจากนี้ก็เพื่อให้สนองตอบต่อความต้องการของรัฐไทยโดยที่ความต้องการของมุสลิมในท้องที่ไม่ถูกลดความสำคัญลงไป โดยการนี้มุสลิมในประเทศไทยจึงพึ่งพาขบวนการอิสลามานุวัตรในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและหลักปฏิบัติอันแตกต่าง

ขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ ซึ่งถือเป็นเสาหลักในการพัฒนาสังคมมุสลิมในอันที่จะสร้างองค์ความรู้อิสลามที่เหมาะสมกับบริบทและวิถีชีวิตของตน ดังเช่นการดำรงใว้ซึ่ง โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาอย่างวิทยาลัยอิสลามศึกษาในมหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์วิทยาเขตปัตตานี วิทยาลัยอิสลามยะลา และมหาวิทยาลัยอิสลามที่กำลังจะก่อตัวขึ้นเร็ว ๆ นี้ในจังหวัดนราธิวาส เหล่านี้ถือเป็นองค์กรที่ช่วยส่งเสริมองค์ความรู้อิสลาม รวมทั้งเป็นขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ที่สำคัญในสังคมมุสลิมไทย

นอกจากนี้ยังเป็นเสมือน "องค์กรสมานฉันท์ทางความคิด" ที่สำคัญในทางศาสนาอิสลามในอันที่จะอยู่ร่วมกับสังคมอื่น ๆ อย่างเท่าเทียม ยุติธรรม และสันติธรรม

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ เป็นองค์กรที่พยายามสร้างกระบวนการในการหลอมรวมองค์ความรู้สมัยใหม่ ให้เข้ากับองค์ความรู้อิสลาม ซึ่งประวัติความเป็นมาของขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ ถูกทำให้เป็นที่แพร่หลายโดยนักวิชาการชาวอเมริกันสัญชาติปาเลสไตน์ ดร.อิสมาแอล ราจี อัลฟารุกี และนักวิชาการในกลุ่มเดียวกันอีกหลายท่าน พันธกิจต่าง ๆ ของขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเท่านั้น แม้ว่าจะมีอุปสรรคต่าง ๆ อยู่บ้างแต่ก็เป็นอุปสรรคทางด้านกระบวนการและการจัดการ มากกว่าที่จะเป็นอุปสรรคในด้านความขัดแย้งทางความคิด เพราะนักวิชาการมุสลิมในขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ ต่างก็มีความเข้าใจที่ตรงกันในประเด็นหลัก คือ การมุ่งพัฒนาศักยภาพองค์ความรู้อิสลามให้สอดคล้องกับองค์ความรู้สมัยใหม่ และมุ่งยกระดับสังคมมุสลิมโดยรวม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าขบวนการอิสลามานุวัตรโดยเฉพาะขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ มีอิทธิพลต่อสังคมมุสลิมทั่วโลกรวมถึงสังคมมุสลิมในประเทศไทย อย่างไรก็ดี ขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ในประเทศไทย ยังคงมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ว่าแนวโน้มและพัฒนาการของขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ในประทศไทย กำลังมุ่งสู่ทิศทางที่ดีและมีโอกาสในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาคสถาบันการศึกษา เช่น

โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เป็นฐานรากสำคัญของขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ตลอดมา และสถาบันอุดมศึกษาของมุสลิม สถาบันหนึ่งเป็นสถาบันของรัฐ คือวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี และอีกหนึ่งสถาบันที่เป็นของเอกชนคือวิทยาลัยอิสลามยะลา รวมทั้งบุคลากรในสถานศึกษาเหล่านี้ และที่ลืมเสียไม่ได้คือ ความเข้าใจที่ดีของภาครัฐ และชุมชนมุสลิมเองที่ตระหนักในความสำคัญในการศึกษาของบุตรหลาน และให้การสนับสนุนสถาบันการศึกษาเหล่านี้เป็นอย่างดี

++++++++++++++++++++++++++++

เชิงอรรถ

1 Surendra nath Kaushik, Politics of Isalmization in Pakistan, ( New Delhi: South Asian Publisher, 1993), p. 8.


2 Jaafar S. Idris, "The Process of Islamization", Reading in Islam, No. 4, (1979), p. 27.


3 Abdul Rashid Moten, "Approaches to the Islamization of Knowledge: A Trend Analysis", in Encounter, 7:2(2001), p.189.

4 Imad al Din Khalil, Islamization of Knowledge: A Methoodology (Herndon, Virginia, London: International Institute of Islamic Thought(IIIT), 1991 ), p. 3.

5 Lars Haugom, "Towords Secularization? Development in the Islamic Republic of Iran after Khomeini", paper presented in The Fourth Nordic Conference on Middle Eastern Studies: The Middle East in Globalizing World, Oslo, 13-16 August 1998.

6 Louay Safi, The Foundation of Knowledge: A Comparative Study in Islamic and Western Methods of Inquiry ( Petaling Jaya: International Islamic University and International Institute of Islamic Thought, 1996), p. 13.

7 (ซ.ล.) เป็นคำย่อที่มาจากภาษาอาหรับซึ่งมีความหมายว่า "ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่าน" นี่เป็นคำกล่าวสรรเสริญท่านศาสดาจากมุสลิมผู้ศรัธาในทุก ๆครั้งที่มีการเอ่ยถึงชื่อของท่านศาสดามุฮัมหมัด(ซ.ล.) .ในขณะที่ (ซ.บ.) ก็เป็นคำย่อที่มาจากภาษาอาหรับเหมือนกันซึ่งมีความหมายว่า "พระมหาบริสุทธิและพระผู้สูงส่ง" ซึ่งใช้กล่าวในการสรรเสริญพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.)

8 See in Abdul Rashid Moten, "Approaches to the Islamization of Knowledge: A Trend Analysis" in Encounter, 7:2(2001), pp.189-210.

9 Rosnani Hashim and Imron Rossidy, "Islamization of Knowledge: A Comparative Analysis of the Conception of Al-ttas and Al_Faruqi" in Intellectual Discourse, Vol 8, No., 1, 2000, pp. 19-14. See also in http://en.wikipedia.org/wiki/Islamization_of_knowledge

10 Ibid.

11 ผู้เขียนขอใช้คำแปลอันหลังคืออิสลามานุวัตรองค์ความรู้(Islamization of Knowledge)

12 ผู้เขียนขอใช้คำแปลอันหลังคือความรู้สมัยใหม่(Modern Knowledge)

13 โปรดดูใน Obaid ul Hag, "Modernity , Islam and Social Science" in Chaiwat Satha-Anand (ed.), Islam and the Quest of Social Science, IAS Monograph No. 043. Institute of Asian Studies, Chulalongkorn Univeresity, (1989), p. 18.

14 Ibid., p. 18.,http://www.islamicity.com/mosque/ihame/Sec7.htm ,and http://www.islamicity.com/mosque/ihame/Ref4.htm.

15 อาณาจักรอับบาซียะห์ (Abbasid Caliphate ค.ศ.750-1258)เป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่สำคัญของอิสลามที่รุ่งเรืองในอดีตซึ่งชื่อราชวง์มีที่มาจากเชื้อสายวงศ์วานของ อับบาส อินนุ อับดุลมุตตอลิบ ชาวกุเรซ (ค.ศ.566-652) ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่านศาสดามูฮัมหมัด(ซ.ล.) มีการปกครองโดยผู้นำเรียกว่าคะลีฟะห์ คะลีฟะห์องค์แรกของราชวงศ์นี้คืออะบูอัลอับบาส อับดุลลเลาะห์ อิบนุมูฮัมหมัด อัล ซาฟฟะห์(ค.ศ. 721-754)Abu al-'Abbas Abdullah ibn Muhammad al-Saffah หลังจากคะลีฟะห์องค์สุดท้ายคือ มัรวานที่สอง (Marwan II ค.ศ. 744-750)แห่งราชวงศ์อุมัยยะห์ (Umayyad Caliphate ค.ศ..661-750)

16 http://www.freerepublic.com/focus/news/798708/posts
17 โปรดดูใน พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต)รู้จักอเมริกา หันมาดูศักยภาพของไทย(กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์, 2003) หน้า 38.

18 http://en.wikipedia.org/wiki/Epistemology

19 Chava Nacmias and David Nacmias, Research Methods in Social Sciences( London:Edward Arnold), pp. 4-6.

20 W. Lawrence Neuman, Social Research Methods: Qualitative and Quantitative Approaches(Boston,London: Alyn&Bacon, 2000), p.6.

21 Ibid., see also in http://www.infidels.org/library/historical/thomas_paine/age_of_reason/intro.html

22 Chava Nacmias and David Nacmias, Research Methods in Social Sciences( London, Melbourne, Auckland:Edward Arnold,), pp. 6-9.

23 Cited in Ahmad Muoussalli, "Sayyid Qutb's View of Knowledge", The American Journal of Islamic Social Sciences, Vol. 7, No. 3, (1990), p. 318.

24 Abdul Rashid Moten, "Approaches to the Islamization of Knowledge: A Trend Analysis" in Encounter, 7:2(2001), p.189.

25 Rosnani Hashim and Imron Rossidy, "Islamization of Knowledge: A Comparative Analysis of the Conception of Al-ttas and Al_Faruqi" in Intellectual Discourse, Vol 8, No. 1, (2000), p. 20.

26 โปรดดูรายละเอียดใน "อักุรอาน" (2:143). " และในทำนองเดียวกัน เราได้ให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติที่เป็นกลาง เพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยานแก่มนุษย์ทั้งหลาย และร่อซูลก็จะเป็นสักขีพยานแด่พวกเจ้า"

27 โปรดดูรายละเอียดใน IIIT, Islamization of Knowledge: General Principles and Workplan, (Herndon,V.A.: IIIT, 1987 ), Abdul hamid Abu Suayman, " Islamization of Knowledge with Special Reference to Political Science." American Journal of Islamic Social Sciences 2,No. 2 (December 1985): 263-289., Abdul Rashid Moten , "Isloamization of Knowledge: Methodology of Research in Political Science." American Journal of Islamic Social Sciences 7, No. 2 (September 1990),pp. 161-175.

28 Seyyid Vali Reza Nasr, Islamization of Knowledge: A Critical Overview ( Islamabad: International Institute of Islamic Thought, 1992), p. 2.

29 "Ottoman Empire." Britannica Student Encyclopedia. 2005. Encyclop?dia Britannica Premium Service
10 Apr. 2005 <http://www.britannica.com/ebi/article?tocId=206012>.

30 ซุนนะห์ คือ สิ่งที่ท่านศาสดาพูด กระทำ หรือนิ่งเฉยต่อกิจการหนึ่งกิจการใดก็ตาม เพื่อเป็นแบบอย่างและแนวทางในการประพฤติปฏิบัติให้กับสาวก และผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นมุสลิม ผู้ศรัทธาในอัลลอฮ์และร่อซูลของพระองค์

31 วายิบ คือข้อกำหนดใช้ต่าง ๆ ของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่ผ่านมาทางท่านศาสดามูฮัมหมัด(ซ.ล.)ถ้าไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับโทษทั้งในโลกนี้และโลกหน้า สำหรับการลงโทษในโลกนี้สำหรับผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามนั้นจะขึ้นอยู่กับกลไกการบังคับใช้ที่สร้างขึ้นและมีอยู่ในสังคมด้วย

32 Sayyid Qutb, Fi al -Tarikh…Fikrah wa Minhaj (Cairo:Dar al sharuq,1974), p. 26 cited in Ahmad Moussalli, "Sayyid Qutb 's View of Knowledge" in The American Journal of Islamic Social Sciences, Vol. 7, No. 3, (1990), p. 316.

33 Abdul Rashid Moten, "Approaches to the Islamization of Knowledge: A Trend Analysis" in Encounter, 7:2(2001), pp.189-210

34 Abdul Rashid Moten, "Approaches to ……pp.192-193.

35 Abdul Rashid Moten, "Approaches to the Islamization of Knowledge: A Trend Analysis" in Encounter, 7:2(2001), pp.194-198.

36 Ibid.

37 Ibid., pp. 201-205.

38 Hassan Madmarn, "Islamic Studies and Modern Trends: A New Dimension of Thailand" Paper presented in International Seminar on University Teaching of Islamic Studies at the International Level: Concept, Polocy and Trends, The College of Islamic Studies, Prince of Songkla University Pattani campus, Thailand, 19-20 March 2005.

39 "เทศมองไทย" ในมติชนสุดสัปดาห์, 3 ก.พ. 2547 ฉบับที่ 1255 ปีที่ 24.หน้า 102.

40 Sukree Langputeh, "Teaching Public Administration in Islamic Higher Education: Yala Islamic College 's Experience" Paper presented in Interrnational Seminar on University Teaching of Islamic Studies At The Intenational Level: Concept, Policy and Trends, Organized by The College of Islamic Studies, Prince of Songkla University, Pattani Campus, Thailand, 19-20 March 2005.

41 "History of Yala Islamic College", YICN, Vol. 4 No. 19, (May - June 2001).

42 ศึกษารายละเอียดในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2541 มาตรา 29 - 30

43 เสน่ห์ จามริก "สังคมศาสตร์นอกสังคมตะวันตก" แปลและเรียบเรียงจาก "Social Science in a Non-Western Milliue" บทความเสนอในการสัมมนาเรื่อง "Western Ideas and Higher Education in Southeast Asia" จัดโดยสมาคมในสถาบันอุดมศึกษาตะวันตกเฉียงใต้ (ASAIHL) ณ. กรุงจาการ์ตา 26-28 มิถุนายน 2523.

44 ญินฺเป็นหนึ่งในสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮ์(ซ.บ.)เช่นเดียวกับมนุษย์ เป็นวิญญานที่มีชีวิตแต่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา มีรากฐานคำศัพท์จากภาษาอาหรับ "ญินฺ" แปลว่า ซ่อนเร้น (hidden). โปรดศึกษารายละเอียดใน http://www.usc.edu/dept/MSA/reference/glossary/term.JINN.html

....................

นิพนธ์ โซะเฮง : เขียน

http://midnightuniv.org/midnight2545/document9598.html

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): islamization
หมายเลขบันทึก: 39692
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)