เซ้นต์ปีเตอร์ ศิษย์คนสำคัญของพระเยซู เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาที่กรุงโรมด้วยตนเอง ท่ามกลางกลุ่มคนผู้นับถือศาสนาเก่าและไม่ประสงค์ดีกับแนวคิดใหม่

จูเลียสซีซาร์ นักรบโบราณผู้ยิ่งใหญ่-4

โสภณ  เปียสนิท

.........................................

 

                   มัคคุเทศก์เล่าว่า เซ้นต์ปีเตอร์ ศิษย์คนสำคัญของพระเยซู เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาที่กรุงโรมด้วยตนเอง ท่ามกลางกลุ่มคนผู้นับถือศาสนาเก่าและไม่ประสงค์ดีกับแนวคิดใหม่ โทษสำหรับผู้ที่ต้องการเผยแพร่ลัทธิใหม่นั้นค่อนข้างรุนแรงถึงชีวิต แต่นักบุญปีเตอร์ยอมอุทิศตนด้วยความเสียสละนำสานุศิษย์ทำพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเรียกว่า “ทัลตาคอม” ในที่ลับรโหฐานเสมอ

 

                 ที่หน้าประตูโบสถ์มีรูปของนักบุญปีเตอร์ถูกตรึงไม้กางเขนเอาหัวลง ส่วนมือข้างหนึ่งของเขาถือลูกกุญแจไว้ด้วย เป็นเครื่องเตือนใจอนุชนให้รำลึกถึงความเสียสละของท่านที่เขาถูกจับได้ว่ายังจงรักภักดีต่อพระเจ้าแอบนำคนทำพิธีทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกภาพคือนักบุญพอล หรือ เซ้นต์พอล ยืนถือดาบอยู่ในมือ เตือนให้รำลึกถึงการเสียสละของนักบุญท่านนี้ที่ประกาศศาสนาจนถูกจับได้ และถูกประหารชีวิต

 

                  หนึ่งพันห้าร้อยปีหลังสิ้นชีพแล้ว พระสันตะปาปารับสั่งให้สร้างโบสถ์และขุดอัฐิของท่านมาเก็บไว้ โดยมีศิลปินชื่อปรามันเต้เป็นคนออกแบบ แชงกาโลมารับทำหน้าที่ต่ออีกช่วงหนึ่ง และไมเคิลแองเจโลมารับช่วงทำหน้าที่ออกแบบโบสถ์แห่งนี้เป็นคนที่ 3 โดยแก้แบบให้โดมบนหลังคาเล็กลง จนโบสถ์หลังนี้สำเร็จลงจนได้

 

                  ไมเคิลแองเจโลสลักรูปเปียต้า ด้วยหินอ่อนสร้างชื่อเลื่องลืออีกครั้งประดับไว้ที่โบสถ์แห่งนี้ ภาพเปียต้า คือภาพพระแม่มารี อุ้มร่างของพระเยซูผู้เป็นบุตร ภายหลังจากถูกตรึงบนไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์ ความสวยงามของหินอ่อนแกะสลักนี้คือความสมจริงสมจัง อ่อนช้อยมีชีวิตชีวาของเส้นสายลายผ้า รูปร่างหน้าตาสัดส่วนลงตัวพอดี มองแล้วอัศจรรย์ในความพิถีพิถันของศิลปิน ที่สามารถรังสรรค์งานแกะหินให้อ่อนช้อยเหมือนจริงได้ขนาดที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน