ว่ากันว่า "วิชาชีพ" ของพวกเรา (รวมทั้งผมด้วย) มีโอกาสเจอคนหลายรูปแบบไม่เว้นแต่ละวัน
และทุกวันนี้ หมอส่วนใหญ่ก็ทำงานบนพื้นฐานของความอดทนและเสียสละเป็นหลัก เพื่อเยียวยาความเจ็บป่วยของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
แน่นอนครับว่า ส่วนหนึ่งอาจจะมองว่ามันคือ "หน้าที่" แต่สำหรับผมแล้ว...มันเป็นมากกว่านั้น
วันนี้ก็เช่นเดียวกัน....
ผมอยู่เวรรับปรึกษา (consult) ในแผนกสูตินรีเวช ซึ่ง "หน้าที่" หลักคือดูเคสที่มาปรึกษาตั้งแต่ ห้องฉุกเฉิน ห้องคลอด และหอผู้ป่วย ซึ่งปกติแล้วไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ยกเว้นนอกเวลาราชการ
เสียงนาฬิกาปลุกบอกเวลา 7.15 น. ทำให้ต้องงัวเงียลืมตาตื่น และรีบเตรียมตัวเพื่อไปราวน์วอร์ดตามปกติ
ขณะที่กำลังง่วนอยู่กับการแต่งตัว ริงก์โทนสุดแซปก็ดังขึ้น....เป็นเบอร์จากห้องฉุกเฉินโทรมานั่นเอง
"สวัสดีครับ"
"หมอครับ มี consult สูติ ที่ ER"
"อ๋อครับพี่ Emer มั้ยครับ พอดีผมเพิ่งอาบน้ำเสด กำลังแต่งตัว ขอเวลา 10 นาที จะรีบไปครับ"
ผมรีบแต่งตัวหยิบปากกาและบัตร วิ่งไปห้องฉุกเฉินทันที และภายใน 10 นาที ผมก็ไปถึงหน้าประตูห้องฉุกเฉิน
พอเข้าไปถึง พี่พยาบาลก็เริ่มเล่าประวัติให้ฟัง ....
"ผู้ป่วยหญิงอายุ 19 ปี อาชีพนักศึกษา ไม่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ท้องแรก เพิ่งรู้ตัวเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน ไม่ไปฝากครรภ์ที่ไหน ไม่มีประวัติเคยทำแท้ง มีอาการท้องแข็งประมาณ ตี 5 เช้านี้อาการไม่ดีขึ้นจึงมา รพ....ตรวจเบื้องต้น สัญญาณชีพปกติดี Fundal Height 1/2 เหนือสะดือ Fetal Heart Rate (หัวใจเด็กเต้น) 140 ครั้ง/นาที มดลูกบีบตัว ถี่ๆ 5-6 ครั้งใน 10 นาที duration 45-50 วินาที"
ตอนนั้นยังไม่เห็นคนไข้ครับและยอมรับว่าความคิดแวบแรกคือ ทำแท้งมาแน่ๆ
ซึ่งมันเป็นนิสัยหรือจะเรียกว่าสันดานส่วนตัวของผมก็ได้ว่า ผมมักจะปากเสียกับคนไข้ประเภทนี้
ด้วยความที่รู้ตัวก่อนจึงยืนตั้งสติให้ใจเย็นมากขึ้นและยืนวิเคราะห์ประวัติ ทบทวนสิ่งที่เรียนมาในหัว ว่า "กรูจะต้องประเมินอะไรบ้างวะ" พอได้สักพัก...จึงเดินไปยังเตียงคนไข้ซึ่งปิดม่านอยู่
ผมเปิดม่านเข้าไป....
ภาพแรกที่เห็นคือ เป็นเด็กนักเรียนผู้หญิง นอนอยู่บนเตียง หน้าซีด ข้างเตียงเป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกัน 2 คน ใส่ชุดนักเรียน คนนึงในมือถือกระเป๋าเครื่องสำอาง อีกมือนึงถือแป้งพับ ส่วนอีกคนนึงยืนคุยโทรศัพท์อยู่
ด้วยความที่ตั้งสติมาแล้วจึงพยายามใจเย็นและเข้าไปคุยเพื่อถามประวัติตามปกติ
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคนไข้ไม่ไห้ความร่วมมือในการให้ประวัติ แถมยังตอบคำถามแบบที่ผมรับไม่ได้กับความเสื่อมที่มีในตัวเธอ
(เป็นบทสนทนาบางส่วนที่อยากให้ได้รับรู้)
"น้องรู้ว่าตัวเองท้องตั้งแต่เมื่อไหร่"
"ไม่รู้" (ทั้งๆที่ท้องโตขนาดนั้น)
"แล้วไม่ไปฝากครรภ์เหรอ"
"ไม่ ไม่อยากให้มันเกิดด้วยซ้ำ"
"พ่อแม่รู้ป่าว"
"ไม่รู้" เพื่อนสาวแกก็เสริมเข้ามาอีกว่า "ไม่อยากให้พ่อแม่รู้"
"แล้วดูแลตัวเองยังไง"
"ก็ทำตัวปกติ อาทิตยืก่อนยังไปกินเหล้าอยู่"
"ใช้ยาเหน็บมารึป่าว"
"หมออย่าถามมากได้มั้ย ตอนนี้มันปวด"!!!
ผมพยายามจะไม่มีอารมณ์ครับ พยายามมาก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดสั่งสอนเธอและเพื่อนของเธอ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่หน้าที่ของวิชาชีพผมก็เถอะ แต่ด้วยหน้าที่ของสมาชิกคนหนึ่งในสังคม ผมคิดว่าผมควรจะพูด
และผมก็เริ่มพูด...ไล่ตั้งแต่เพื่อนสาว 2 คนของเธอที่ใส่ชุดนักเรียนแต่ในมือมีแต่กระเป๋าเครื่องสำอางกับแป้งพับ กับเพื่อนอีกคนนึงที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ จนกระทั่งมาถึงตัวเธอเอง โดยมีพี่พยาบาลอาวุโสอีก 2 คน ได้แต่ยืนดูแต่ไม่ได้พูดอะไร....(บทสนทนาดังกล่าวค่อนข้างจะแรงไป ไม่ขอเอามาเขียนนะครับ)
สรุปคือคนไข้รายนี้มีอาการเจ็บครรภ์มาจริงครับ แต่ไม่ทราบอายุครรภ์ แต่คิดว่าคงจะเป็นการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ผมรายงานเคสให้พี่ staff รับทราบ และส่งขึ้นไปเพื่อตรวจอัลตราซาวน์หาอายุครรภ์ของเด็กในท้อง
ก่อนขึ้นไปเธอยังบอกว่า
"หมอ อย่าบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่นะ"
ผมบอกไปว่า "หนูรับผิดชอบชีวิตตัวเองและอีกชีวิตหนึ่งที่กำลังจะเกิดมาไหวเหรอ แค่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย เงินหาเลี้ยงตัวเองยังไม่มีเลย คิดดีแล้วใช่มั้ยที่จะรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดนี้ด้วยตัวเอง ทีแฟนหนูมันยังไม่เห็นมารับผิดชอบเลย...อีกอย่างอายุหนูยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย ถ้าหมอจะต้องเข้าผ่าตัดด่วน จะต้องมีคนเซ็นรับรองด้วย ไม่อย่างนั้นหมอทำไม่ได้ อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ อย่าคิดแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ค่อยๆคิด ใจเย็นๆ รอคุยกับหมอใหญ่ละกัน..."
หลังจากถูกส่งขึ้นไปยังห้องคลอด พี่ staff เวรก็ขึ้นมาทำอัลตราซาวน์ คาดคะเนอายุครรภ์ได้ประมาณ 32 สัปดาห์ ตรวจทางช่องคลอดพบว่าปากมดลูกเปิด 5 cm eff 75%, MI, station +2 เราพยายามยื้อเวลาและให้ยาเพื่อหยุดคลอด เนื่องจากเด็กที่คลอดก่อนกำหนดมากๆมักมีปัญหาหลายระบบของร่างกาย แต่ต้านไม่ไหว หลังจากตรวจได้ประมาณ 2 ชม. คนไข้ปวดท้องเบ่งมาก ในที่สุดก็ต้อง...ปล่อยให้คลอด
ผมทำคลอดเองครับ ได้เด็กหนักประมาณ 1,850 กรัม เด็กร้องดี ดิ้นดี หายใจดี น่ารักน่าอินดูเชียว ...
ตามธรรมเนียมของโรงพยาบาลที่นี่ และเข้าใจว่าที่อื่นก็เช่นเดียวกัน หลังจากคลอดเสร็จ พยาบาลจะอุ้มลูกมาให้แม่นอนกอดอยู่ประมาณ 10 นาทีก่อนที่จะนำไปทำหัตถการอื่นๆ
พี่พยาบาลถาม "พี่จะเอาลูกมาให้หนูดูนะ จะดูมั้ย"
เธอส่ายหน้าไม่ยอมรับความจริง "ไม่เอา ไม่ดู"
ผมซึ่งกำลังเย็บแผลอยู่ ก็ทนไม่ได้ที่จะพูดอีกแล้ว
"นี่ยังไม่ยอมรับความจริงอีกเหรอ เด็กมันเกิดมาเป็นคนแล้ว มาอยู่ในท้องตั้ง 6 7 เดือนก็ไม่สนใจ จะมาเกิดทิ้งเกิดขว้างแบบนี้ไม่ได้ รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ด้วย แล้วพ่อเด็กเป็นใคร บอกมันมารับผิดชอบด้วยกัน"
เธอก็ยังยืนยันจะไม่ดูลูกเธอ .....
จนในที่สุด ด้วยความที่จะต้องมีคนเซ็นยินยอม และดำเนินการเรื่องการรักษาพยาบาล ซึ่งจะต้องมีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง มารับทราบนั้น ทำให้บิดาและมารดาของเธอทราบเรื่องราว ซึ่งถึงตอนนี้ผมคิดว่าคงไม่ใช่หน้าที่ของผมแล้ว เป็นหน้าที่ของแพทย์รุ่นพี่ที่จะต้องชี้แจง
จนกระทั่งตอนบ่ายๆ ก็มีญาติของเธอมาติดต่อ ...เป็น "แม่" และ "น้า" ของเธอเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยและวิตก ...ส่วนพ่อของเธอนั้น ได้ยินว่า ไม่มา เนื่องจากยังรับไม่ได้กับเหตุการณ์นี้...
ได้ยินว่าพ่อแม่ของเธอ ก็ไม่ได้มีเงินเท่าไหร่ เป็นชาวสวนทำงานหาเช้ากินค่ำ รายได้เป็นวัน....
ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือ แม่และน้าของเธอเดินเข้าไปในม่านกั้นเตียง ซึ่งถูกเตรียมไว้แล้ว ... แม่ของเธอไม่พูดอะไร ได้แต่เดินเข้าไปลูบหัวลูกสาวซึ่งนอนซมอยู่บนเตียงพร้อมกับร้องไห้ .... ผมปิดม่าน ได้ยินเสียงร้องไห้ของทั้งแม่และลูกดังออกมาจากม่าน สร้างความสะเทือนใจให้แก่ทุกคนในห้องคลอดยิ่งนัก
ผมเดินออกจากห้องคลอดทันทีเพราะทนดูไม่ได้
นี่แหล่ะนะ ที่เค้าเรียกว่า "สายสัมพันธ์แม่ลูก" ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร อยู่ในสภาพไหน สิ่งที่แม่มีให้คือ "ความรัก" และ "ให้อภัย"
ฟังดูเหมือนละครไทยดราม่านะครับ แต่นี่มันคือชีวิตจริง ชีวิตจริงที่เปลี่ยนแปลงอนาคตของผู้หญิงคนหนึ่งไปตลอดชีวิต และตัวละครที่น่าสงสารที่สุด ก็คือเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก เด็กน้อยที่เธอมองเป็นสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า "มารหัวขน" ....
ได้แต่ภาวนาให้ความรักของแม่เธอทำให้เธอมีสติกลับมาคิดได้อีกครั้ง และดูแลเลี้ยงดูเด็กน้อยคนนั้นให้เติบโตขึ้นมาอยู่ได้โดยไม่เป็นปัญหาสังคมต่อไป
ผมเข้าใจว่าเหตุการณ์แบบนี้คงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าที่ไหน (จากที่ได้ยินได้ฟังมา)
และเข้าใจเช่นเดียวกันว่าเราอาจจะนิ่งดูดายกับปัญหาเหล่านี้ เพียงเพราะว่า "ไม่ใช่หน้าที่"
ผมเข้าใจครับว่ายุคสมัยนี้ สังคมมันเปลี่ยนไป การมีเซ็กซ์ในวัยนักเรียนหรือวัยนักศึกษา อาจจะดูเป็นเรื่องปกติ พวกที่รักสนุกไม่ผูกพันทั้งหลาย ทำไมไม่คิดที่จะรับผิดชอบตัวเองกันบ้างเลย การป้องกันการตั้งครรภ์มีตั้งหลายวิธี เวลาสนุกก็สนุกด้วยกัน แต่พอมีปัญหามาแบบนี้ หายหัวกันไปหมด ทำไมจะต้องปล่อยให้มันเลยตามเลย แล้วมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างนี้....ทำแท้งบ้างหล่ะ ตกเลือดตายก็เยอะ คลอดก่อนกำหนดบ้างหล่ะ
เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเหมือนอุทาหรณ์ สอนให้เรารับรู้ว่า ไม่มีใครที่จะเข้าใจและรักเราเท่ากับตัวเราและครอบครัวของเราอีกแล้ว ...ที่สำคัญที่สุด ถ้าคิดว่าไม่มีปัญญารับผิดชอบตัวเอง ก็อย่าได้สร้างปัญหาให้กับตัวเอง และคนอื่นๆ ด้วย
วันนี้ยอมรับว่าสะเทือนใจครับ ได้แต่พิจารณาตามความเป็นไปตามธรรมชาติ
"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" ดังที่พระพุทธเจ้าว่าไว้จริงๆ
จะทำอะไร คิดให้เยอะๆ อย่าอวดฉลาดเพราะถ้าเกิดปัญหามาก็จะเป็นซะแบบนี้
ความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเองเป็นสิ่งพื้นฐานที่ควรจะมีไว้ติดตัวเสมอ
ณ จุดนี้ คนที่เราควรจะรู้จักและรักให้มาก
นั่นคือ ตัวเราเอง ...
DrVillager
ปล. คิดจะรักสนุก ก็หัดเรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองซะบ้าง - -"
สวัสดีค่ะหมอ
...สังคมน่ากลัวนะคะ คนที่อยากมีลูกและพร้อม เด็กก็ไม่อยากมาเกิด
...ขอบคุณบันทึกนี้ จะไปเล่าให้ลูกสาวฟัง เพื่อเตือนใจค่ะ
ขอบคุณมากครับคุณหมอที่กรุณาแบ่งปันประสบการณ์นี้ให้ฟัง สุดยอดครับ ผมขอเคารวะท่าน 5 จอกครับ สังคมไทยจะดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอนครับ เมื่อเรามีจนท.ของรัฐที่ทำหน้าที่ต่างๆได้ดีอย่างท่านคุณหมอครับ ผมขอร่วมอุดมการณ์ส่งเสริมให้ จนท.ของรัฐทุกภาคส่วน รณรงค์ทำหน้าที่ให้ดีเหมือนอย่างคุณหมอ Dr.Villager ครับ ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรมากมายแก่ท่านครับ - อภิชัย