นปส.55 (51): บัลลังก์มังกร


เดวิด แบรคก์เคอร์ “ความไว้วางใจสร้างขึ้นจากหินทีละก้อน แต่ทว่าเมื่อถูกทำลาย กำแพงซึ่งสร้างจากหินเหล่านั้น จะพังทลายลงทั้งหมด” และจอห์น แม๊กซ์เวลล์ว่า “ไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปิดกั้นตัวเราไว้มากที่สุด ไม่ใช่หัวหน้าที่อยู่เหนือเรา แต่เป็นจิตใจที่อยู่ภายในตัวของเรา”

(51): บัลลังก์มังกร

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2553 หลังชมพระราชวังเมืองเว้แล้ว ก็เดินทางต่อไปชมวัดเทียนมู่ วัดพุทธศาสนานิกายเซ็น บนเนินเขาริมแม่น้ำหอม ห่างจากตัวเมืองเว้ 2-3 กิโลเมตร มีตำนานเล่าว่าชาวบ้านแถวนี้เคยเห็นหญิงชราคนหนึ่งบริเวณภูเขาที่ตั้งเจดีย์ในปัจจุบัน หญิงผู้นี้บอกว่าวันหนึ่งจะมีผู้ยิ่งใหญ่มาสร้างเจดีย์บริเวณนี้และจะนำสันติสุขมาสู่เมือง เมื่อกษัตริย์เหงียนหวง ได้ผ่านมาทราบเรื่องจึงสร้างเจดีย์ในปี ค.ศ.1601 และให้ชื่อว่า จั่วเทียนมู่ (เจดีย์นางฟ้า)

ปี ค.ศ.1695 พระอาจารย์ทิจไดซานจากจีนรับคำเชิญของเหงียนฟุกชูมาเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ ในปี ค.ศ. 1710 เหงียนฟุกชู สร้างระฆังขนาดใหญ่ มีน้ำหนัก 3,285 กิโลกรัม ตีส่งเสียงดังไกลถึง10 กิโลเมตร วัดนี้เกี่ยวข้องกับการเมืองในเวียดนามเมื่อ ปี ค.ศ.1963 พระทิจกวางดิ๊ก เผาตัวเองประท้วงการกดขี่จากรัฐบาล

สิบโมงครึ่งออกเดินทางไปเมืองดานัง แวะทานอาหารกลางวันที่แหลมลังโก บ่ายโมงเดินทางต่อลอดอุโมงค์ไห่เวินเข้าสู่เมืองดานัง อุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขานี้ยาว 6.3 กม. ยาวที่สุดในเอเชียใต้ ใช้เวลาลอดอุโมงค์ 20 นาที (ความเร็วไม่เกิน 60 กม.ต่อชม.) สร้างโดยบริษัทเอกชนญี่ปุ่นมีรัฐบาลฝรั่งเศสสนับสนุนงบประมาณ

บ่ายสองโมงแวะชมแหล่งแกะสลักหินนอนเนื๊อก เป็นอาชีพสลักหินที่มีมาหลายร้อยปี ฝีมือประณีตค่อย ๆ สกัดหินที่มีขนาดใหญ่ ออกทีละน้อยจนได้เป็นรูปร่างงดงาม  ร้านขายสินค้าหินอ่อน ถือเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ มีงานแกะสลักหินอ่อน หินแกรหนิต และหินทราย มากมายหลายรูปแบบ

บ่ายสามโมงเดินทางต่อไปอีกครึ่งชั่วโมงถึงเมืองโบราณฮอยอัน มรดกโลกด้านวัฒนธรรม ห่างจากดานังไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 25 กิโลเมตร ตัวเมืองตั้งอยู่ปากแม่น้ำทูโบน ห่างชายฝั่งทะเล 5 กิโลเมตร  เป็นเมืองท่าในอดีตที่แสดงการผสมผสานทางวัฒนธรรมจากตะวันตก และตะวันออก เมืองท่าแห่งนี้ถูกบุกเบิกครั้งแรกโดยนักเดินเรือชาวโปรตุเกส  จากนั้นมีนักเดินเรือหลายชาติเดินทางเข้ามา การสู้รบระหว่างขุนนางตระกูลตรินห์และตระกูลเหงียนและการเกิดตะกอนทับถมปากแม่น้ำทูโบนจนตื้นเขิน เมืองดานังจึงกลายเป็นเมืองท่าใหม่แทน ความเป็นเมืองท่าของฮอยอันก็ลดลง

พวกเราลงเดินไปตามถนนเล็กๆในตัวเมืองโบราณ ชมสถาปัตยกรรมหลากหลายในอดีตที่ยังคงเก็บรักษาไว้ เดินไปจนถึงสะพานญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจและถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก บ้านโบราณหลังเล็กๆที่ยังคงอยู่และกลายเป็นร้านค้าต่างๆที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว ผมนึกไปถึงตลาดร้อยปีสามชุกที่สุพรรณบุรีที่ไปดูงานเมื่อตอนต้นหลักสูตร ลักษณะคล้ายๆกันแต่สามชุกคนพลุกพล่านและสินค้าหลากหลายมากกว่าจนขาดจุดเด่น ลงจากสะพานญี่ปุ่นก็เป็นร้านขายของที่ระลึกที่พวกเราสนใจเข้าไปอุดหนุนกันมาก

        หกโมงเย็นเดินทางต่อไปทานอาหารเย็นที่ภัตตาคารรูปเรือ ผมอำพี่แดง (มณฑา) ที่ถามว่า ปลาที่เอามาทำอาหารชื่ออะไร ผมตอบไปว่า “ปลาอะรูมิไร้” แต่พี่แดงตามได้ทันเร็วขึ้นมาก (ปลาอะไรมิรู้) เพราะพี่หน่องและพวกเราช่วยกันติวคำผวน (อำ) บ่อยแล้ว แตกต่างจากตอนมาเข้าอบรมใหม่ๆมาก และเข้าโรงแรมที่พักในเมืองฮอยอันตอนสองทุ่ม ปรากฏว่าทัวร์ให้เราแยกกันพักเป็นสองโรงแรม ห่างไกลกันจนเดินไม่ถึงกัน

ผมโชคดีที่ได้พักใกล้ๆตัวเมือง แต่พอเดินเที่ยวแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรนัก เป็นเมืองเล็กๆเงียบ จุดเด่นจะไปอยู่ที่การเดินชมเมืองโบราณตอนกลางวันมากกว่า การจัดการของทัวร์ค่อนข้างวุ่นวายเพราะแยกคนที่นั่งรถคันเดียวกันและเก็บกระเป๋ารถไว้คันเดียวกันไปนอนต่างโรงแรมกัน บริการไม่ค่อยดีแล้วยังบริหารจัดการไม่ดีอีก สร้างความหงุดหงิดให้พวกเราหลายคนเลย

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2553 ตื่นเช้ารีบทานอาหารเช้าที่โรงแรมก่อนเจ็ดโมงเพราะต้องไปดูงานท่าเรือดานังให้ทันแปดโมงเช้าตามนัด ถึงท่าเรือได้ฟังบรรยายครึ่งชั่วโมง มีการซักถามกันพอควร แล้วจึงไปดูส่วนที่เป็นท่าเรือ อยู่ภาคกลางเวียดนามที่ปากแม่น้ำฮันในทะเลจีนใต้ เป็นระบบระบบขนส่งทางน้ำใหญ่อันดับที่สามของเวียดนาม ประกอบด้วยสองท่าเรือหลัก คือ ท่าเรือเทียนซา สถานีซองฮาน และคลังสินค้าขนส่งโทกวาง พื้นที่รวมของระบบขนส่งทางเรือเป็น 299,256 ตารางเมตร เป็นพื้นที่คลังสินค้า 29,204 ตารางเมตรและ บริเวณท่าเรือ 183,722 ตารางเมตร

ท่าเรือเทียนซามีร่องน้ำลึก 11 เมตร (36 ฟุต) และสามารถรับเรือแท็งเกอร์ช่วงกลางถึง 45,000 DWT เรือคอนเทนเนอร์ขนาด 2,000 TEUs และเรือโดยสารขนาด 75,000 GRT 450 เมตร ลักษณะของท่าเรือมีแนวกำบังปกป้องจากคลื่นสูงและลมมรสุมได้เป็นอย่างดี มีที่จอดเรือทั้งหมด 4 จุดเทียบเรือท่าเรือนี้มีขีดความสามารถในการขนถ่าย 4.5 ล้านตันต่อปี ท่าเรือเทียนซามีพื้นที่คลังสินค้า 13,665 ตารางเมตรและพื้นที่ท่าเรือ 138,251 ตารางเมตร

สถานีซองฮานมีร่องน้ำลึก 6-7 เมตร ยาว 12 ไมล์ทะเล มีท่าเทียบเรือ 5 จุดอยู่ริมชายฝั่ง ท่าเทียบที่ 1 ยาว 140 เมตร ท่าเทียบเรือที่ 2 และ 3 ยาว 100 เมตร ท่าเทียบเรือที่ 4 ยาว 90 เมตร และท่าที่ 5 ทียาว 98 เมตร  ความยาวรวมทั้งหมด 528 เมตร สถานีซองฮานสามารถรองรับเรือถึง 5,000 DWT

คณะเราเดินทางต่อไปถึงวัดลิงห์อึ๋งตอนสี่โมงครึ่ง เป็นวัดพุทธนิกายมหายานในเมืองดานัง สร้างบนหน้าผาภูเขาทุยซอนหันหน้าออกสู่ทะเลในสมัยจักรพรรดิมินหม่าง และปฏิสังขรณ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1970 ด้วยเงินสมทบจากพุทธศาสนิกชน เจดีย์และอาคารประกอบถูกสร้างขึ้นด้วยหินสีขาว ด้านขวาของเจดีย์ศาลาชมวิวของหาดนอนเนื๊อก

ด้านหลังเจดีย์ลิงห์อึ๋ง เป็นที่ตั้งของถ้ำถังชอน บริเวณเชิงเขาหินอ่อนมีหมู่บ้านกวานไคและหัวคุยซึ่งมีชื่อเสียงในการแกะสลักหินอ่อน เป็น กำไล บุหรี่ รูปปั้นสัตว์อื่นๆ มีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่อยู่บนยอดเขาในวัดสูงเด่นสง่าไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มาสักการะ เราต้องเดินขึ้นบันไดอีกหลายขั้นท่ามกลางแสงแดดร้อนจ้า จนเหงื่อตก แต่พอได้ชมวิวแล้วทำให้หายเหนื่อยคลายร้อนไปได้มาก

11.30 น. ไกด์พาแวะเยี่ยมชมร้านไข่มุกและผลิตภัณฑ์จากมุก ผมกับพี่ทิเดินออกไปชมชายหาด แต่แดดร้อนแรงมาก จึงไม่เดินออกไปสัมผัสน้ำทะเล พอเที่ยงวันก็รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารชายหาดนครดานังติดกับร้านไข่มุก พี่เล็ก (ศุภวัชร) ซื้อภาพประดิษฐ์จากไข่มุกขนาดใหญ่ 1 ชุดและทางร้านจะจัดส่งให้ถึงบ้าน เสร็จแล้วก็เดินทางกลับเมืองเว้ 15.30 น. ถึงตลาดสินค้าเมืองเว้ ที่เป็นตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวไปเลือกซื้อสินค้าและของที่ระลึกราคาถูก มีสินค้ามากมายหลากหลายให้เลือกซื้อและต่อรองราคา

พี่เล็กหรือศุภวัชร ศักดา เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี มี 4 เล็กในรุ่นคือธีระชัย ทิวา และกฤตชัย พี่เล็กเป็นคนจริงใจ คุยสนุก ให้เกียรติคนอื่น มีน้ำใจ เป็นกันเอง สบายๆ ทำให้คนอื่นๆรู้สึกไม่เกร็งที่จะพูดคุยด้วย ชื่นชมคนอื่นเสมอๆ

พี่เล็กหรือกฤตชัย อรุณรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดลพบุรี เป็นคนเงียบๆ พูดน้อย แต่ยิ้มเก่ง สร้างมิตรภาพด้วยรอยยิ้มและแววตาที่เป็นมิตร ไม่ถือตัว ไม่ทำตัวโดดเด่น เป็นเพื่อนร่วมรุ่นคนแรกที่ผมคุยด้วยในวันปฐมนิเทศ

จนถึง 17.30 น. ก็ขึ้นรถบัสเดินทางต่อไปพักยังรีสอร์ท นอกเมืองที่ห่างออกไปราว 15 กิโลเมตร พวกเราหลายคนบ่นว่ายังซื้อของได้แป๊บเดียว ไม่จุใจ พอไปถึงรีสอร์ทก็ยังวันอยู่มีเวลาให้พักตั้งสองชั่วโมง ก็ไม่รู้จะทำอะไรกัน น่าจะให้ซื้อของอีกสักชั่วโมงก่อนจะดีกว่า รีสอร์ทใหม่ ดูดี ห้องกว้าง ทิวทัศน์รอบๆเป็นทุ่งนา ผมก็ไม่รู้จะไปไหนก็เดินเล่นอยู่ในรีสอร์ท

จนหนึ่งทุ่มจึงได้เวลาทานอาหารเย็น อาหารที่จัดให้ไม่ค่อยเพียงพอกับความหิวของพวกเรา ทำให้ยิ่งเพิ่มความไม่พอใจกันมากขึ้น ยิ่งเจ้าของทัวร์ใส่กางเกงว่ายน้ำขึ้นมาจับไมค์คุยที่หน้าเวทีในสภาพที่ไม่สุภาพเรียบร้อยว่าขอให้พวกเราสนุกให้เต็มที่กับคาราโอเกะ ยิ่งตอกย้ำความไม่พึงพอใจกันมากขึ้น จนเริ่มมีเสียงบ่น ทำให้บรรยากาศเซ็งๆ ทางโรงแรมไม่สามารถต่อคาราโอเกะได้ เดือดร้อนพี่ไก่ต้องเอาคอมพิวเตอร์ตัวเอง ไปดำเนินการติดตั้งเองจนใช้การได้

พี่เหนอ เป็นพิธีกรของงาน พี่นัดไม่ได้มาด้วยเพราะติดสอบปริญญาเอก อีกคนที่ตั้งใจจะมาแต่มาไม่ได้เพราะติดนัดกับแพทย์ประจำตัวคือพี่กฤษณ์ ที่อุตส่าห์ซื้อตั๋วให้ภรรยาแล้วด้วย ความหงุดหงิดของพวกเราหลายๆคน เสียงบ่น ไม่พอใจ ผมก็หงุดหงิด พี่หรัด พี่เอื้อง พี่นีก็บ่น พี่เหนอได้พูดคุยเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศเพื่อเรียกความสนุกสนานให้กลับคืนมา มีการเชิญพวกเราขึ้นไปร้องเพลง แต่ก็ยังกร่อยๆอยู่

แต่แล้วบรรยากาศก็เปลี่ยนไปเมื่อพี่หน่อง พี่เสิด พี่ต๋อย พี่สมชาย พี่ภพและอีกหลายคนร่วมกันจัดกิจกรรมการแสดงที่คิดกันขึ้นฉับพลันเพื่อสร้างบรรยากาศความสนุกสนานให้กลับมาใหม่อย่างได้ผล เป็นการแสดงสดที่ไม่ต้องเตรียมตัวให้พี่เล็ก (ทิวา) เป็นเจ้าบ่าว แต่งงานกับเจ้าสาว (แสดงโดยพี่อ้อย) พี่รัดเป็นแม่เจ้าสาว พี่สมชายเป็นพ่อเจ้าสาว พี่เสิดเป็นพ่อเจ้าบ่าว แล้วก็มีการพูดคุยแซวกันจนสนุกสนาน ลืมความหงุดหงิดจากบริการของทัวร์ไปได้

หลังจากนั้น ทุกคนในงานก็ทยอยถูกเชิญขึ้นไปร้องเพลง โชว์ลูกคอกันบนเวที คนที่มีผู้ติดตามก็จะถูกให้ร้องเพลงคู่ เช่น ผมกับเอ้ พี่เวงกับพี่ไพจิตร พี่อึ่งกับพี่ดวงพร สองคู่หลังร้องเพลงได้ดีมาก ส่วนผมร้องพอไปได้แต่เอ้เขาร้องเพลงเก่ง หลายคนยังไม่เคยร้องเพลงให้เพื่อนๆในรุ่นฟังก็ได้ขึ้นไปร้องเช่น พี่ต๋อม พี่หมาย บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปเป็นความสุขสนุกสนานของพวกเราสมกับชื่อรุ่น55 (ฮ่าฮ่า หรือ ฮาฮา แต่ไม่ใช่ ห่าห่า) จนได้ พี่ไก่ต้องกลายเป็นคนคุมวง (คุมคอมพิวเตอร์) ไปโดยอัตโนมัติ อาจารย์วีระ (ผู้จัดการหลักสูตร) ก็ร้องเพลงได้ไพเราะ

เกือบสี่ทุ่มครึ่งใกล้เลิกงานเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อรีบออกเดินทาง พี่เหนอได้เชิญชวนพวกเราร้องเพลงร่วมกันในเพลง “ชีวิตสัมพันธ์” ของคารบาว โดยมีพี่ปอและพี่ก๊อดเป็นต้นเสียง (เป็นเพลงชอบของพี่ปอ หรือพี่ตึ๋ง) “เจ้านกเอย ก่อนเคยอยู่บนกอไผ่ ส่งเสียงสำเนียงจับใจ ชมไพรชมพฤกษ์พนา ส่งสำเนียงเสียงธรรมชาติสร้างมา...ยามนี้เราจึ่งมาร้องเพลง ร่วมกันบรรเลงเสียงเพลงจากใจ เมืองนี้มีความศิวิไลซ์ ก็ต้องมีต้นไม้ต้นน้ำลำธาร...

เป็นเพลงที่ให้ความหมายดีมากและดึงให้พวกเราก้าวขึ้นไปร่วมร้องเพลงบนเวทีด้วยกันและจบลงปิดท้ายรายการด้วยเพลงคำสัญญา “ก่อนจากกัน ขอสัญญา ฝากประทับตรึงตราจนกว่าจะพบกันใหม่ โบกมืออำลา สัญญาด้วยหัวใจ เพราะความรักติดตรึงห่วงใย ด้วยใจผูกพันมั่นคง...นี่คือสัญญาของเรา” และก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเก็บแรงเอาไว้อรุณรุ่งพรุ่งนี้

พี่เล็กหรือทิวา วัชรกาฬ ผู้อำนวยการส่วนรักษาความสงบ 1 สำนักสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ชายหนุ่มร่างสูง เคยเป็นนายอำเภอทางใต้ เป็นคนหน้าตาท่าทางเคร่งขรึม แต่พอได้พูดคุยด้วยพี่เขาจะมีมุกตลก เรื่องเล่าสนุกสนุกเยอะ เวลาพี่เขาหัวเราะจะดูสบายๆ น่ารัก เป็นกันเองมากและไม่ใช่คนถือตัว

พี่ต๋อมหรือศรายุทธ กัลยาณมิตร ผู้อำนวยการกองงานบริหารองค์การระหว่างประเทศ กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นคนน่ารักมาก เงียบๆ แต่ถ้าพูดคุยด้วยก็ไม่ถือตัว เป็นกันเอง สุภาพเรียบร้อย ให้เกียรติคนอื่น มาดแบบท่านทูตเลย

พี่หมายหรือสมหมาย กิตยากุล ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นคนเงียบๆ แต่ไม่ถือตัว ใบหน้ายิ้มละไมเป็นมิตร พูดน้อยแต่ร้องเพลงได้ไพเราะมาก

พี่ตึ๋งหรือปรมินทร์ วงศ์สุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นคนคุยเก่ง สนุกสนาน เป็นกันเอง มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือเพื่อนฝูง เป็นคนกว้างขวาง มีเพื่อนมาก อัธยาศัยใจคอดีมาก

พี่หนูหรือเรือโทกฤษณ์ จินตะเวช นายอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เป็นคนน่ารัก ลักษณะผู้ใหญ่ใจดี อารมณ์ดี ใจเย็น ไม่เรื่องมาก ไม่ถือตัว มีความสามารถในการร้องเพลงและเล่นดนตรีระดับมืออาชีพ มีวงดนตรีเป็นของตนเอง ได้แสดงให้ความเพลิดเพลินแก่เพื่อนๆในงานเลี้ยงลูกเสือและงานเลี้ยงรุ่น 54

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2553 ตื่นตีสี่ เร่งรีบทานอาหารเช้า ออกเดินทางตอนตีห้า หฤโหดดีจริงๆ ใช้เวลา 4 ชั่วโมงก็ถึงด่านลาวบาว (ชายแดนเวียดนาม-ลาว) ตอนเก้าโมงเช้า ลงจากรถผ่อนคลายอิริยาบถลดความปวดเมื่อยและซื้อของที่ระลึกที่ร้านในด่าน เดินทางอีกสามชั่วโมงจนถึงเมืองไกรสร พรมวิหาร เมืองหลวงของแขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว บนฝั่งโขงตรงข้ามมุกดาหารของไทยเรา

ช่วงที่ผ่านอำเภอพะลานไช รถบัสจอดแวะให้เราเข้าห้องน้ำ ค่าเข้าห้องน้ำคนละ 5 บาท มีชาวบ้านนำไก่ย่างมาขาย พี่ปอ (ตึ๋ง มี 2 คน อีกคนคือธีรวัฒน์) ซื้อมาแจกพวกเราทุกคนในรถคนละไม้สองไม้พอได้ชิมแล้วก็ติดใจเพราะอร่อยมาก ชมกันทั้งคันรถ ของฟรีและอร่อยด้วย

แขวงสะหวันนะเขต เป็นแขวงขนาดใหญ่ มีประชากรมากรองจากนครเวียงจันทร์ เป็นพื้นที่ทำเหมืองทองคำ อยู่ห่างจากด่านลาวบาว ชายแดนเวียดนาม 250 กิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 5 อำเภอ คือ เซโปน พิน พะลานชัย ดงเห็น อุทุมพร (เซโน) และไกรสร พรมวิหาน (คันทะบูลี) มีเมืองไกรสร พรมวิหานเป็นเมืองหลวง

น้องเป็ด ไกด์สาวลาว พาเราแวะรับประทานอาหารในเมืองไกรสรฯ ริมแม่น้ำโขง มองข้ามฝั่งไปเห็นเมืองไทยและเห็นสะพานข้ามโขงหรือสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เป็นสะพานที่เชื่อมต่อบ้านนาแก เมืองคันทะบูลี แขวงสะหวันนะเขตของลาวกับบ้านสงเปือย ตำบลบางไทรใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร มีความยาวทั้งหมด 1,600 เมตร มีความกว้าง 12 เมตร และมีช่องการจราจร 2 ช่อง

การเดินทางข้ามสะพาน จะต้องใช้บริการรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศเท่านั้น ค่าโดยสารท่านละ 45 บาท โดยฝั่งไทยจะไม่เก็บค่าธรรมเนียมเหยียบแผ่นดิน แต่ทางฝั่งลาวต้องเสียค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทางคนละ 20 บาท (วันหยุด 40 บาท) หนังสือผ่านแดน คนละ 50 บาท (วันหยุด 100 บาท) โดยมีจุดจอดรถโดยสารบริเวณเชิงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2

หลังทานอาหารกลางวัน ก็เดินทางไปที่ด่านลาว-ไทย ทำพิธีผ่านแดนที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่ 2 พวกเราส่วนหนึ่งลงไปที่ร้านปลอดภาษีดาวเรืองใกล้ๆด่าน ก่อนข้ามสะพาน มีรถบัสของไทยมาคอยรับคณะ เวลาน่าจะมีพอให้ซื้อของได้ แต่ทางทัวร์ไม่ยอมเพราะทันทีที่ถึงชายแดนเขาก็จะหมดภารกิจ ข้ามสะพานมาแล้วก็ตรงเข้าสู่จังหวัดอุดรธานี 4 ชั่วโมงก็ถึงมีเวลาพอจึงได้แวะทานอาหารเย็นที่ก่อนแล้วไปเช็คอินที่สนามบินอุดรธานี เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบินไทย (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) เที่ยวสองทุ่มครึ่ง

สี่ทุ่มครึ่งถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อนๆส่วนใหญ่เดินทางกลับสู่วิทยาลัยมหาดไทย อ.บางละมุง จ.ชลบุรีด้วยรถบัสที่ทางวิทยาลัยจัดให้ ส่วนผม พี่เวง พี่จิตและเอ้ มีพี่สมชาย คนขับรถมารอรับกลับเข้าไปพักที่กรุงเทพฯก่อน และจะเข้าไปที่วิทยาลัยเช้าพรุ่งนี้

ผมหอบหิ้วหนังสือ “มองโลก 360 องศา “The 360 Leader” สร้างอิทธิพลรอบทิศไม่ยึดติดตำแหน่งหน้าที่” เขียนโดย John C. Maxwell แปลโดยจิรายุทธ์ ประเจิดหล้า และเรียบเรียงโดย ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ของสำนักพิมพ์ดีเอ็มจีไปอ่านด้วย ผู้เขียนอ้างถึงคำพูดของเดวิด แบรคก์เคอร์ “ความไว้วางใจสร้างขึ้นจากหินทีละก้อน แต่ทว่าเมื่อถูกทำลาย กำแพงซึ่งสร้างจากหินเหล่านั้น จะพังทลายลงทั้งหมด” และผู้เขียนก็กล่าวไว้ด้วยว่า “ไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปิดกั้นตัวเราไว้มากที่สุด ไม่ใช่หัวหน้าที่อยู่เหนือเรา แต่เป็นจิตใจที่อยู่ภายในตัวของเรา

ก่อนนอนคืนนี้ ผมรู้สึกมีสุขใจที่ได้พาภรรยา (เอ้) ไปเที่ยวเวียดนามกลาง (ส่วนเวียดนามเหนือไปแล้วปีก่อน) โดยเฉพาะเมืองฮอยอัน (ฮอยอันฉันรักเธอ) สมที่ตั้งใจไว้ ยังเหลือเวียดนามใต้ที่ยังไม่ได้ไป อยากไปดูคู่แข่งของไทย “คอมมิวนิสต์ที่คิดพัฒนา” อย่างเวียดนามให้ทั่วประเทศ ผมหลับไปด้วยความเพลียแต่ก็สุขใจแม้จะไม่สมใจกับบริการของบริษัททัวร์ก็ตาม

หมายเลขบันทึก: 395379เขียนเมื่อ 18 กันยายน 2010 08:15 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2019 18:21 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (2)

ชอบจังครับ คุณหมอ

เหมือนผมได้ไปกับคุณหมอด้วยครับ

สถานที่และเส้นทางที่ได้ไปเห็น ให้แง่คิดอีกหลากหลายที่ผมเองมีขีดจำกัดในการนำเสนอครับ ขอบคุณที่มาทักทายกันครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี