นปส.55 (48): ดำรงคงอยู่


“อำนาจวาสนาเป็นสิ่งที่มอบให้แก่กันไมได้ แต่จะต้องสร้างขึ้นโดยตนเองเท่านั้น อำนาจจะได้มาก็ด้วยความขยันขันแข็ง หมั่นขวนขวายหาวิชาความรู้ มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความเมตตากรุณา”

(48): ดำรงคงอยู่

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 15 ของการฝึกอบรม มาถึงตอนนี้พวกเราหลายคนบอกว่าช่วงเวลาสี่เดือนกว่าๆนี้ดูจะเร็วมากน่าจะต่ออีกสักเดือนสองเดือน การหักโหมจากการทำISในสัปดาห์ก่อน ทำให้ผมไม่สบาย ช่วงวันหยุดเข้าพรรษาจึงไม่ได้กลับไปทำบุญที่บ้านที่สุโขทัยแต่ก็พอลุกไปทำบุญไหว้พระที่วักพระบรมธาตุบ้านตากได้ แล้วก็กลับมานอนพักผ่อนที่บ้านพักอย่างเต็มที่เพราะกลัวว่าจะหายไม่ทันไปศึกษาดูงานภาคอีสานและประเทศเวียดนาม ยามที่เราเจ็บป่วย หากได้มาอยู่ใกล้ๆคนที่เรารักและรักเรา มันจะช่วยเป็นพลังให้เราดูแลตัวเองดีขึ้นและเป็นพลังช่วยให้เราหายเจ็บป่วยได้เร็วขึ้น

ย้อนไปช่วงสัปดาห์ที่ 12 มีการประชุมคณะกรรมการรุ่นเรื่องเตรียมไปศึกษาดูงานประเทศเวียดนาม เนื่องจากเกิดกระแสความไม่พอใจการชี้แจงของบริษัททัวร์จากกลุ่มเพื่อนๆหลายคน ทำให้พี่แจ๊ค ประธานรุ่นไม่สบายใจ จึงได้นัดบริษัททัวร์มาพูดคุยกับคณะกรรมการรุ่น มีการถกเถียงให้ข้อคิดเห็นกันมาก เช่นพี่โอม พี่ลือชัยและผม ในที่สุดเราก็นัดเจ้าของทัวร์มาคุยกับกรรมการรุ่นในจุดบกพร่องต่างๆที่เขามีและสื่อสารออกไปอย่างไม่เหมาะสม

พี่นัดแนะนำเขาว่าคุณต้องมี Service mind (จิตบริการ) ผมเลยต่อไปว่า “การมี Service mind มันต้องServiceมือ ไม่ใช่Serviceปาก อย่างเดียว” ในที่สุดคณะกรรมการรุ่นก็ให้โอกาสเจ้าของทัวร์เดิมทำต่อ แต่ขอให้ปรับรายการทัวร์ให้เหมือนเดิม และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ เขารับปาก แต่ไม่แน่ใจว่าเขาจะรับทำหรือเปล่า การเริ่มต้นที่ไม่ดีก็อาจส่งให้ผลรับไม่ดีก็ได้ (การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ดังนั้นการเริ่มต้นที่ไม่ดีก็เท่ากับการล้มเหลวไปแล้วครึ่งหนึ่ง)

พี่โอมหรือทรงยศ โรจนวีระ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การงบประมาณเพื่อบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นคนเงียบๆ สุขุมนุ่มลึก เวลาอภิปรายจะเป็นคนที่กล้าพูดกล้าถกเถียง มีความมั่นใจในตนเอง

สัปดาห์ที่แล้วได้ศึกษาพระประวัติสมเด็จฯและการปฏิรูปการปกครองประเทศในช่วงฝรั่งออกล่าอาณานิคม ทำให้ได้ประจักษ์ชัดถึงพระปรีชาสามารถของพระปิยมหาราชที่ “ทรงกำหนดแนวทางการปฏิรูปได้อย่างยอดเยี่ยมและทรงคัดเลือกผู้มาปฏิบัติตามแนวทางได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน” ท่านทรงเลือกปราชญ์หรือนักการศึกษามาปฏิรูปอย่างใจเย็นค่อยเป็นค่อยไปทำให้ไม่เกิดแรงต้านหรือแรงกระเพื่อมภายใน จึงสามารถตั้งรับศึกนอกได้ง่าย หากทรงเลือกนักรบมาเป็นผู้ว่าการกระทรวงมหาดไทย อาจใช้ความรุนแรง รวดเร็วจนเกิดการต่อต้าน เกิดแรงกระเพื่อมภายในจนยุ่งยากต่อการรับมือฝรั่งตะวันตกเพราะจะต้องกังวลศึกในด้วย

ดังนั้นการปฏิรูป จะเป็นการพัฒนาปรับปรุงแบบค่อยเป็นค่อยไป ใจเย็น อดทนรอ ไม่ใจเร็วด่วนได้ จึงเกิดความสำเร็จอย่างยั่งยืนและไม่ยุ่งเหยิง จึงต้องอาศัย “นักปราชญ์” หรือใช้วิธีการทางการเมือง แต่การปฏิวัติ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน รวดเร็ว รุนแรง ต้องใช้ “นักรบ” หรือใช้วิธีการทางการทหาร จะเกิดความสำเร็จได้ชั่วคราวและเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมาอีกมากมายไม่รู้จบ แต่ปราชญ์กับบัณฑิตผู้รู้หนังสือไม่เหมือนกัน ดั่งที่สุมาเต็กโช กล่าวว่า “ขงเบ้งไม่ใช่แค่บัณฑิตผู้รู้หนังสือ แต่เป็นปราชญ์ผู้พลิกแผ่นดิน

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีคติแง่คิดประทานแก่ข้าราชการและคนไทยอย่างมีคุณค่ายิ่ง ทรงกล่าวไว้ว่า “ข้าราชการไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน หากแต่จะต้องบำเพ็ญงานให้เป็นแบบอย่างของคนดีแก่สังคม” ท่านยังสอนให้เราในเรื่องการปฏิบัติตนว่า “เป็นคนถ่อมตน คนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด” และ “ความนอบน้อมถ่อมตน ที่จะยิ่งทำให้ตนเองสูงในสายตาผู้อื่น นอกจากคนโง่เท่านั้นที่ดูไม่ออก

ซึ่งสอนใจคนที่อวดเก่งทระนงตนได้เป็นอย่างดี สอนให้เราต้องเรียนรู้จากอดีต เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นโดยเฉพาะความสำเร็จและความล้มเหลวของคนรุ่นก่อน ตรงกับแนวคิดของการจัดการความรู้ที่กำลังฮือฮากันอยู่ในหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

ท่านทรงสอนเรื่องการรักชาติไว้ว่า “ความเป็นญาตินั้นยิ่งใหญ่ แต่ความเป็นไทยต้องยิ่งกว่า” และ “ถ้าไม่รู้ว่ารักชาติเป็นแล้ว จะพัฒนาชาติให้รุ่งเรืองได้อย่างไร” ท่านทรงสอนอีกด้วยว่า “จงมองชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งมีชีวิต ช่วยพิทักษ์รักษาอุ้มชูและเสริมเกียรติยศ อย่ามองอะไรเพียงผ่านไปที เพราะแผ่นดินนี้จะต้องดำรงอยู่ยาวไกล อีกหลายช่วงคนจากเราไป

ท่านทรงสอนเรื่องการเลือกใช้คนของผู้บริหารด้วยว่า “การเลือกคนใช้งานให้เหมาะสมแก่ตำแหน่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้เป็นนายคน การที่จะรู้ว่าถูกหรือผิดนั้น จะต้องขยันเอาใจใส่ดูแลอยู่เสมอว่า ผลงานที่เขาทำนั้นเป็นเช่นไร ถ้าเขาทำได้ดีต้องยอมให้ว่าเป็นความดีของเขาเอง เราจะรับเอาไว้แต่เพียงว่าเลือกคนถูก ถ้าเขาทำผิดเราต้องรับเสียเองว่าเป็นเพราะเราเลือกเขา เขาจึงมีโอกาสทำผิด ทั้งนี้เพราะอำนาจอยู่ที่ไหน ความรับผิดชอบต้องอยู่ที่นั่นด้วย

คำสอนนี้มีความสำคัญเป็นข้อเตือนใจผู้บริหารได้เป็นอย่างดี ว่าต้อง “รู้จักเลือกใช้คน และรับผิดชอบต่อผลการกระทำของลูกน้องที่ตนเลือกใช้” หัวหน้าหลายคนพังเพราะลูกน้องคนสนิทหรือที่เรียกว่า “เด็กนาย” โดยเฉพาะเด็กนายที่ใช้การเอาใจทำให้ได้ใจนาย เป็นพวกใช้ “ฝีปาก” มากกว่า “ฝีมือ” ทำให้สร้างผลงานแท้จริงไม่ได้ เป็นเพียงลมปากไปวันๆเท่านั้น หากใครเห็นใจนายแล้วเข้าไปเตือนสุ่มสี่สุ่มห้า ก็อาจโชคร้ายเพราะไปแตะต้องเด็กนายเข้าให้ ในภาพยนตร์จีนหลายเรื่องที่มีคนพยายามทำให้ฮ่องเต้เข้าใจความจริงของพวกขันที (ที่ไม่ดี) สุดท้ายก็ตายเพราะขันทีจนได้ ใครจะไปแตะต้องเด็กนายจึงต้องระมัดระวังและคิดให้ถี่ถ้วน หัวหน้าหลายคนที่ “ลิ้นบังตา วาจาบังใจ” ก็จะเสียหายได้ง่าย

ท่านทรงสอนแนะนำให้ประเมินผลงานของเจ้าหน้าที่ด้วยว่า “ที่จะได้รู้ว่า ที่ใดเรียบร้อยหรือไม่เรียบร้อยนั้น ไม่มีอะไรดีกว่าฟังเสียงราษฎร ถ้าราษฎรมีเสียงร้องเดือดร้อนอยู่แล้ว ถึงแม้การออฟฟิสจะเรียบหรือการอย่างอื่นจะดี ก็ไม่ชื่อว่าเรียบร้อย” ตรงกับแนวคิดสมัยใหม่ในเรื่องการมุ่งเน้นลูกค้าและการฟังเสียงสะท้อนจากผู้รับบริการ (Customer voices)

ท่านกล่าวสอนว่า “เจ้าคุณ อำนาจอยู่ที่ราษฎรเชื่อถือ ไม่ใช่อยู่ที่พระแสงศัสตรา จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าเจ้าคุณทำให้ราษฎรเชื่อถือด้วยความศรัทธาแล้ว ไม่มีใครถอดเจ้าคุณได้แม้ในหลวง เพราะท่านก็ทรงปรารถนาให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขเช่นเดียวกัน”” และ “อำนาจวาสนาเป็นสิ่งที่มอบให้แก่กันไมได้ แต่จะต้องสร้างขึ้นโดยตนเองเท่านั้น อำนาจจะได้มาก็ด้วยความขยันขันแข็ง หมั่นขวนขวายหาวิชาความรู้ มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความเมตตากรุณา

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2553 เป็นวันหยุดพิเศษ ผมได้พักผ่อนแบบเต็มๆ เยียวยารักษาตัวเองมาสองวันแล้ว ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก ไม่มีไข้แล้ว ทานอาหารได้ดี แต่ยังคงเพลียๆอยู่เล็กน้อย สามารถลุกไปวัดทำบุญที่วัดพระบรมธาตุบ้านตากได้แล้ว พาภรรยาและลูกๆไปทำบุญไหว้พระ

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม 2553 ผมรู้สึกหายดีแล้วแต่ก็ต้องทานยาปฏิชีวนะให้ครบ ใกล้ๆเที่ยงตากับยายของลูกเดินทางมาจากลำปางมาคอยดูแลลูกๆให้เพราะผมให้ภรรยาติดตามไปเวียดนามด้วย เนื่องจากการศึกษาดูงานเวียดนามเป็นกิจกรรมที่ทางรุ่นขอเพิ่มเติมประสบการณ์และต้องจ่ายเงินเพิ่มเองทั้งหมด จึงอนุญาตให้มีผู้ติดตามได้ ผมกับพี่เวงพาภรรยาไปด้วยทั้งคู่และเดินทางเข้ากรุงเทพฯด้วยกันด้วยรถยนต์ส่วนตัวของผม เราเดินทางตอนบ่ายสามโมงเย็น และแวะพักรับประทานอาหารกันที่สิงห์บุรี เดินทางไปพักที่โรงแรมพีเจวอเตอร์เกต แถวๆประตูน้ำ

ฝึกอบรมร่วมกันมาจนใกล้จบหลักสูตรแล้ว ทำให้ได้รู้จักสนิทสนมกับเพื่อนๆในรุ่นหลายๆคน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันมากโดยเฉพาะในช่วงนอกห้องเรียน ตอนทานอาหารในแต่ละมื้อ พี่ๆกลุ่มนักเรียนนายอำเภอรุ่น 48 แต่ละคนก็มีความน่ารักเป็นกันเองอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่ม ธ ธง เริ่มตั้งแต่พี่เล็ก (ธีระชัย) บั๊ดดี้ของผม พี่ธง พี่ธวัชชัย พี่ก๊อด พี่ตึ๋ง

พี่ธงหรือธงชัย ตรีทิพยรักษ์ นายอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เป็นคนสุโขทัยเหมือนผม และทำงานที่ตากอยู่หลายปี เป็นคนคุยสนุก ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเองดี พูดเล่นแซวเล่นกันได้ พี่ธงอยู่หมู่นกเค้าแมวเช่นกัน มักมีสูตรยาดีๆมาเล่าสู่กันฟังเสมอ

พี่ธวัชชัย  เกตุพันธุ์ นายอำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เป็นคนเงียบๆ แต่เวลาคุยก็คุยสนุก ไม่ถือตัว อัธยาศัยใจคอดี พูดเล่นแซวเล่นกันได้

พี่ก๊อดหรือเธียรชัย พุทธรังสี นายอำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นคนเงียบๆเช่นกัน ไม่เรื่องมาก ท่าทางใจเย็น อารมณ์ดี ไม่ถือตัว

พี่ตึ๋งหรือธีรวัฒน์ สุดสุข นายอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี คุยสนุก อัธยาศัยใจคอดี เป็นมิตร ให้เกียรติคนอื่นๆ เป็นคนสบายๆ ไม่เรื่องมาก พี่ๆทั้ง 4ธ นี้ให้ความร่วมมือกับรุ่นดี

ช่วงฝึกอบรมนี้ผมได้ยืมหนังสือเล่มหนึ่งจากห้องสมุดวิทยาลัยมหาดไทยมาอ่าน เป็นหนังสือที่ดีมากและผมใช้เวลาในการอ่านนานมาก ยืมไว้ตลอดเลยชื่อหนังสือ “มองโลก 360 องศา “The 360 Leader” สร้างอิทธิพลรอบทิศไม่ยึดติดตำแหน่งหน้าที่” เขียนโดย John C. Maxwell แปลโดยจิรายุทธ์ ประเจิดหล้า และเรียบเรียงโดย ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ของสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี มีประเด็นและแนวทางสำคัญๆในการพัฒนาภาวะผู้นำในตัวเราได้ดี ถ้าเราได้ปฏิบัติตามอย่างจริงจัง หนังสือเล่มนี้กำหนดคุณสมบัติผู้นำ 360 องศา ไว้ 10 ข้อ ดังนี้

  1. มีความสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
  2. มีความสามารถในการตัดสินใจได้ดี เข้าใจปัญหาที่แท้จริง
  3. มีมุมมองที่ดี มองเห็นสิ่งต่างๆได้ดีกว่า
  4. มีการสื่อสารกับผู้อื่นได้ดี สามารถเชื่อมโยงได้กับทุกระดับในองค์กร
  5. มีความมั่นใจในตนเอง ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ใช่คอยมองหาตำแหน่งหน้าที่
  6. มีความเป็นผู้รับใช้ ทำสิ่งใดก็ตามที่เป็นเรื่องจำเป็น
  7. มีความสามารถแก้ปัญหาได้ดี หาวิธีการที่สร้างสรรค์เพื่อสร้างสิ่งต่างๆ
  8. มีวุฒิภาวะ ให้ความสำคัญกับทีมงานมากกว่าตนเอง
  9. มีความอดทน รักษาบุคลิกลักษณะและความสามารถอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
  10. มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน คนอื่นสามารถไว้วางใจได้เมื่อยามจำเป็น

ในหนังสือเรื่องนี้มีข้อคิดคำคมอยู่มากมาย ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้นำหรือผู้ที่จะเป็นผู้นำอย่างมาก ผู้เขียนกล่าวไว้ว่า “หัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำคือการมีอิทธิพลต่อผู้อื่น สิ่งที่ประเมินภาวะผู้นำได้อย่างแท้จริงคือการมีอิทธิพลต่อผู้อื่น

คำโบราณกล่าวไว้ว่า “คนฉลาดเชื่อสิ่งที่ได้ยินเพียงครึ่งเดียว แต่คนลาดอย่างแท้จริงย่อมรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินครึ่งไหนควรเชื่อและไม่ควรเชื่อ” ในขณะที่แจ๊ค เวลช์ กล่าวไว้ว่า “ภาวะผู้นำคือการมองเห็นโอกาสในช่วงวิกฤติ” และจอห์น แม๊กเวลล์ กล่าวว่า “สิ่งที่ประเมินผู้นำได้ดีที่สุด ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนที่มารับใช้เขา แต่อยู่ที่จำนวนคนที่เขารับใช้ผู้อื่น

ลอริน วูลฟ์ เขียนไว้ในหนังสือ The Bible on Leadership ว่า “แบบทดสอบซึ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้นำไม่ได้อยู่ที่ ผู้นำตัดสินใจอย่างชาญฉลาดและสร้างสิ่งต่างๆได้หรือไม่ แต่อยู่ที่เขาสอนคนอื่นให้เป็นผู้นำได้หรือไม่ และทำให้องค์กรรักษาความสำเร็จต่อไป แม้ตอนที่เขาไม่อยู่แล้วก็ตามได้หรือไม่” สอดคล้องกับความคิดของแมกซ์ ดีพรี ที่ว่า “การสืบทอดตำแหน่งผู้นำคือ ความรับผิดชอบสำคัญประการหนึ่งของการเป็นผู้นำ” ในขณะที่เล่าจื๊อ กล่าวว่า “ผู้นำที่ดีที่สุดย่อมทำหน้าที่ผู้นำได้ดีจนผู้คนแทบไม่รู้ว่ามีเขาอยู่

วันพรุ่งนี้ คณะเราจะไปศึกษาดูงานพื้นที่ภาคอีสานที่จังหวัดอุดรธานีและนครพนม อุดรธานีตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 564 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 11,730.302 ตารางกิโลเมตร หรือ7,331,438.75 ไร่  มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 11 ของประเทศและเป็นอันดับ 4 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีประชากร 1,535,629 คน แบ่งเป็นชาย 768,122 คน  และหญิง 767,507 คน และจำนวนครัวเรือน 414,868 ครัวเรือนมีประชากรมากเป็นอันดับ 8  ของประเทศ (ข้อมูล พฤษภาคม 2552) และในชุมชนต่างๆมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ได้แก่ ชุมชนลาวพวน ชุมชนจากนครราชสีมา ชาวจีน และชาวญวนหรือเวียดนาม

อุดรธานี แบ่งการปกครองออกเป็น 20 อำเภอ 156 ตำบล และเขตปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วย เทศบาลนคร 1 แห่ง เทศบาลเมือง 3 แห่ง เทศบาลตำบล 48 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 128 แห่งได้แก่ อำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอกุดจับ อำเภอหนองหาน อำเภอหนองแสง อำเภอหนองวัวซอ อำเภอกุมภวาปี อำเภอเพ็ญ อำเภอโนนสะอาด อำเภอบ้านผือ อำเภอไชยวาน อำเภอทุ่งฝน อำเภอสร้างคอม อำเภอศรีธาตุ อำเภอบ้านดุง อำเภอวังสามหมอ อำเภอน้ำโสม อำเภอพิบูลย์รักษ์ อำเภอนายูง อำเภอกู่แก้ว และอำเภอประจักษ์ศิลปาคม

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีพบว่า บริเวณพื้นที่ที่เป็นจังหวัดอุดรธานีในปัจจุบัน เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 5,000-7,000 ปี จากหลักฐานการค้นพบที่บ้านเชียง อำเภอหนองหานและภาพเขียนสีบนผนังถ้ำที่อำเภอบ้านผือ อุดรธานีจึงเป็นที่เป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอารยธรรมความเจริญในระดับสูง และอาจถ่ายทอดความเจริญนี้ไปสู่ดินแดนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องปั้นดินเผาสีลายเส้นที่บ้านเชียงนั้นสันนิษฐานว่าอาจเป็นเครื่องปั้นดินเผาสีลายเส้นที่เก่าที่สุดของโลก

กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมทรงบัญชาให้ตั้งศูนย์มณฑลลาวพวน และตั้งกองทหารขึ้น ณ หมู่บ้านเดื่อหมากแข้ง ด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศในยุคล่าอาณานิคม คำว่า "อุดร" ปรากฏชื่อเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2450 (พิธีตั้งเมืองอุดรธานี 1 เมษายน ร.ศ. 127 พ.ศ. 2450 โดยพระยาศรีสุริยราช วรานุวัตร “โพธิ์ เนติโพธิ์”) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีกระแสพระบรมราชโองการให้จัดตั้งเมืองอุดรธานีขึ้นที่บ้านหมากแข้ง อยู่ในการปกครองของมณฑลอุดร

วิสัยทัศน์จังหวัดอุดรธานี “ เมืองน่าอยู่ ศูนย์กลางการค้าการลงทุน แหล่งอุตสาหกรรมการเกษตร พัฒนาระบบนิเวศ และธรรมชาติเพื่อการท่องเที่ยว

คำขวัญจังหวัดอุดรธานี “น้ำตกจากสันภูพาน อุทยานแห่งธรรมะ อารยธรรมห้าพันปี ธานีผ้าหมี่ขิด แดนเนรมิตหนองประจักษ์ เลิศลักษณ์กล้วยไม้หอม อุดรซันไชน์”

หมายเลขบันทึก: 394428เขียนเมื่อ 15 กันยายน 2010 11:12 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2019 18:24 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี