“ได้เวลาขอคืนพื้นที่ทางความคิด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น”

5

“การมีสมองที่ดียังไม่เพียงพอ ประเด็นสำคัญคือ ต้องรู้จักใช้มันให้ดี”

 “ถ้าหากว่าคุณต้องการเป็นผู้แสวงหาความจริง...

สิ่งจำเป็นอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ก็คือ  

คุณจะต้องสงสัยในทุกสิ่ง ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เรเน่  เดส์คาร์ตส์ (René Descartes: ค.ศ. ๑๕๙๖ – ๑๖๕๐)

นักปรัชญา และนักตรรกะคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส

 

 

V : พันธนาการด้าน “การเป็นนักรับ (ความคิด)”

 

             วันนี้ เราถูกกระแสและค่านิยมบีบคั้น บังคับให้เป็น “ผู้รับ” มรดกทางความคิดด้านต่าง ๆ โดยไม่ตั้งใจ สร้างความเคยชินให้ถลำเข้าไปติดล็อคของมายาคติแห่งการเป็นผู้รับที่ดี สร้างความภูมิใจในทำนองที่ว่า ถึงแม้จะก้าวเข้าไปเป็นนักคิดที่ดีไม่ได้ แต่ก็ขอพึงพอใจในการเป็นนักรับที่ดี

              น่าเสียดายที่เรามีหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาว่าด้วย “หลักกาลามสูตร” ที่ถือเป็นปฐมฐานของกระบวนการคิดในการเป็นนักรับที่ดี แต่ถ้าหากว่าเราไม่เคยที่จะหยิบยกขึ้นมาใช้ในกระบวนการทางความคิดสักที แล้วอย่างนี้เรายังมีความปีติและภูมิใจในการ

 

“เป็นนักรับ (ทางความคิด) ที่ดี”   อยู่อีกเหรอ !!!

 

         ารวิวัฒน์ทางความคิดในสังคมที่สั่งสมส่งผ่านมาตั้งแต่การปฏิวัติเกษตรกรรม (คลื่นลูกที่หนึ่ง : ใช้เวลานับพันปี) มาสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (คลื่นลูกที่สอง : ใช้เวลาประมาณ ๓๐๐ ปี) ไหลผ่านเข้าสู่กระแสสายธารแห่งยุคข้อมูลข่าวสารสารสนเทศ (คลื่นลูกที่สาม)นั้น กระบวนการครอบงำทางด้านความคิดที่ถูกผลิตขึ้นในยุคปัจจุบันมีความเชี่ยวกรากเป็นอย่างมาก เกี่ยวเนื่องจาก :  

             ยุคสงครามแห่งข้อมูลข่าวสาร บางท่านเรียกว่ายุคสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือ ที่คนสมัยใหม่เรียกว่าคลื่นลูกที่ ๓ในยุคนี้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีจะเป็น ตัวขับเคลื่อนหลัก เห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้เล้วนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ "ข้อมูลข่าวสาร" ที่รวดเร็ว มีทั้งด้านลึก ด้านกว้าง ฉับไว เป็นสิ่งที่ผู้คนกระหายใคร่รู้และกลายมาเป็น วัตถุดิบที่สำคัญในภาคธุรกิจและการผลิต ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับ  "ความรู้" ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี ในคลื่นลูกนี้  คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เข้ามาอิทธิพลทั้งทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโลกธุรกิจการซื้อขายผ่านโลกไซเบอร์คือนวตกรรมใหม่ทางการเงินที่มีมูลค่ามากมายมหาศาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อเมซอนดอทคอม ซึ่งเป็นผู้ขายหนังสือรายใหญ่ที่สุดของโลก แปลกแต่จริง (ในโลกไซเบอร์) ที่อเมซอนดอทคอมไม่มีร้านหนังสือของตัวเองแม้แต่ร้านเดียว บริษัทเริ่มดำเนินกิจการในปี ๑๙๙๔ สามารถสร้างยอดขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต (เพียงแค่ใช้ปลายมือสัมผัสในการกดปุ่ม) สูงถึง ๔๖๐ ล้านดอลลาร์สรอ. ในปี ๑๙๙๘ และมีหนังสือให้เลือกสรรกว่า ๒ ล้านเล่ม

         ในยุคสังคมแห่งการเรียนรู้หรือสังคมสารสนเทศนั้น มีข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ถูกป้อนเข้าสู่โสตประสาทของเรามากมายหลากหลายในแต่ละวัน แต่ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เหล่านั้น มักตีคู่มาพร้อมกับกองขยะของข้อมูลข่าวสาร

              ข้อมูลข่าวสารนั้นมีจำนวนมากมายมโหฬารไหลพัดผ่านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กอปรกับวิถีชีวิตของชุมชนคนเมืองที่เร่งรีบในยุคปัจจุบันนี้ จึงไม่มีเวลาในการพินิจพิจารณา สังเคราะห์ปัญหา กระแสสายธารของการไหลผ่านของข้อมูล ข่าวสารที่มีความเชี่ยวกราก สร้างแรงบังคับ บีบคั้นทำให้เกิดการย่อยและสรุปชุดข้อมูลเหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบที่มีเนื้อหาสั้นที่สุด ง่ายที่สุด ผู้เสพไม่ต้องใช้ความคิดมากเท่าไหร่ ก็สามารถเข้าใจในเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ภายในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ สามารถบริโภคข้อมูลได้หมดรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที  เมื่อเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ก็ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการไปพิจารณาข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งการเสพชุดความคิด ข้อมูลข่าวสารเช่นนี้ ทำให้ผู้เสพไม่ต้องใช้ปัญญาหรือความคิดที่เข้มข้นมากนัก ในการพินิจพิจารณาตรึกตรองปัญหาของคนในสังคมจึงค่อย ๆ ลดน้อยถอยลง ความเข้มข้นของมุมมองความคิดในปัญหาก็จะเป็นไปในลักษณะที่หยาบ ๆ และผิวเผินไม่กินลึกลงไปในเนื้อหาสาระสำคัญ

  

             “ผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นครอบครองโลก” วาทะกรรมดังกล่าวปรากฏเคล้ารางแห่งความเป็นจริงอย่างมากในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า “สื่อ” มีบทบาทเป็นอย่างมากในการเป็นหัวจักรลากจูง “ความคิด” ของเราให้หลงเข้าไปเสพติดในชุดข้อมูลเหล่านั้น เกี่ยวเนื่องจาก สื่อเปรียบเสมือนสะพานที่พาดผ่านเชื่อมต่อไปยังชุดความรู้ (วัตถุดิบ) หากเปรียบตัวของเราเหมือนโรงงานผลิตสินค้า เมื่อจัดหาวัตถุดิบ (ข้อมูล + ชุดความคิด) ชนิดใดป้อนเข้าสู่โรงงานก็จะได้ผลิตผลสำเร็จรูป (ชุดความคิด) ชนิดนั้นออกมาเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายที่พร้อมแกะกล่องเพื่อบริโภคได้เลย

              พลังอำนาจที่ทรงอิทธิพลเห็นเด่นชัดเจนในยุคปัจจุบันนั้นก็คือ อิทธิพลทางความคิดที่ครอบงำนำทางด้าน วิถีการดำเนินชีวิต  วัฒนธรรม  ค่านิยม  รวมถึงโครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่ดูดกลืนความคิดของทรัพยากร (มนุษย์) ทั่วพื้นพิภพโลกให้ไปหลงเสพติดใน “ลัทธิบริโภคนิยม” ที่ผสมปนเปื้อนผ่านเข้ามาทางสินค้าและบริการที่กระทบกับวิถีของการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมโดยตรง ซึ่งช่องทางที่ส่งผ่านสำคัญได้แก่ อาหาร พฤติกรรมการบริโภค  แฟชั่น  ภาพยนตร์  บันเทิง  สันทนาการ สถานเริงรมย์ เป็นต้น ซึ่งสินค้าและบริการเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้บริโภคที่พยายามกระโจนทะยานวิ่งไล่กวดให้ทัน ไม่อย่างนั้นก็จะถูกตราหน้าว่าตกกระแสแห่งความมีอารยะและศิวิไลซ์

         ปัจจุบันในภาคส่วนการเมืองนั้น กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ในกระบวนการที่เรียกว่า “การชุมนุม” หรือ การเมืองภาคประชาชน ดังนั้น ผู้ที่จะเข้าร่วมในกิจกรรม (ชุมนุม) ดังกล่าว ต้องมีจิตสำนึกต่อส่วนรวมอย่างเข้มข้น โดยการต้องใช้ปัญญาแสวงหาในการเสพข้อมูลหรือชุดความรู้ที่ถูกจับเหวี่ยงมาให้เสพจากบรรดาแกนนำทั้งหลาย ผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมต้องพรึงตระหนักและหัดพกคำถามติดตัวไปตลอดเวลา (ไม่ใช่ว่ามีแต่คำตอบ ใช่ ในหัวอย่างเดียว) เพราะภาวะแวดล้อมของการชุมนุมทางการเมือง หากเราไม่ใช้สติ ทิฏฐิก็จะพร้อมที่จะจับเราเหวี่ยงเข้าไปใน

               - โลภะ (ความโลภ) : ในการชุมนุมแต่ละครั้งแกนนำโดยส่วนใหญ่ ก็จะเอาผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะได้รับจากการชุมนุมมาล่อ ดังนั้น  ผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมต้องหัดพินิจพิจารณา วิเคราะห์ว่า แท้ที่จริงแล้วมันเป็นผลประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวมหรือผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องของแกนนำกันแน่

              - โมหะ (ความหลง) : ในการชุมนุมแต่ละครั้งแกนนำโดยส่วนใหญ่ ก็มักจะยัดเยียดข้อมูล ข่าวสารหรือชุดความคิด (สำเร็จรูป) ที่ย่อยจนแหลกละเอียดแล้ว (แกนนำตัดสินใจให้แล้ว) ให้ผู้ชุมนุมบริโภคได้เลย โดยที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ต้องมาเสียเวลามากมาย นอกจากรับข้อมูลมาบริโภคและทำตาม ดังนั้น ผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมต้องไม่หลงเชื่อในชุดข้อมูลเหล่านั้นง่าย ๆ จนกว่าจะได้หาข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนรอบด้านก่อน     

            - โทสะ (ความโกรธ อาฆาต) : ในการเข้าร่วมชุมนุม พลังแห่งโทสะอันตรายมาก หากมีแกนนำที่คอยปลุกปั่น ยั่วยุ ในทำนองที่สุ่มเสี่ยงไปในทางการใช้ความรุนแรง เช่น ขึ้นบนเวทีแล้วประกาศว่า  วันนี้ ! ต้องไปจับตัวไอ้ ... มาแขวนคอให้ได้   วันนี้ ! ต้องไปจับตัวไอ้ ... มากระทืบให้ได้  วันนี้ ! ต้องไปจับตัวไอ้ ... แล้วเอาเลือดหัวมันมาล้าง ...   บ้านของไอ้ ... อยู่ที่ ... ให้ไปเผาบ้านมันได้เลย   ฯลฯ  หากเราในฐานะที่ไปเข้าร่วมชุมนุม เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างมีสติและใช้เหตุและผลแทนอารมณ์ (ร่วม) ว่าเรารับสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ? และพร้อมที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ? สิ่งนี้มันเป็นอุดมการณ์และแนวทางในการต่อสู้ของเราจริง ๆ หรือไม่ ? หากว่าเราที่ร่วมชุมนุมยอมรับในแนวทางและการกระทำดังกล่าวที่ผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนและไปละเมิดสิทธิ์ของบุคคลอื่น เราจะตอบคำถามให้กับตัวเองเกี่ยวกับเรื่องของการชุมนุมที่สันติ อหิงสา และประชาธิปไตยไปในทิศทางใด ?

         โดยสรุป : โลภะ คือความชอบใจ ติดใจ อยากได้นี่ อยากได้นั่น เป็นรากฐานแห่งโทสะเป็นบ่อเกิดของโทสะ เช่น เกิดชอบใจอยากได้สิ่งใดก็ตาม เมื่อไม่ได้ดังใจชอบก็เสียใจ น้อยใจ คือเกิดโทสะขึ้น หรือติดใจชอบใจในสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นกลับมีอันเป็นให้พลัดพรากจาก สูญไป ก็เสียดาย เสียใจ กลุ้มใจ เหล่านี้เป็นต้น ดังนั้นถ้าไม่มีโลภะซึ่งเป็นต้นเหตุแล้ว โทสะอันเป็นปลายเหตุก็ย่อมไม่มีเป็นธรรมดา ส่วนโมหะนั้นย่อมต้องเกิดพร้อมกับโลภะหรือโทสะ โดยมีโลภะหรือโทสะ เป็นตัวนำ โมหะเป็นตัวสนับสนุน เมื่อไม่มีโลภะตัวนำแล้ว โมหะตัวสนับสนุน ก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีสิ่งที่จะสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกันนั่นเอง ตัวอย่างเช่น

        สมมติ : มีเหตุคนร้ายเข้าไปขโมยของในโกดังสินค้า แต่ปรากฏว่ามีรปภ. มาเจอ รปภ.ก็เลยถูกฆ่าตาย กรณีดังกล่าวนี้สาเหตุการตายของรปภ.เกิดจากพลังมืดทางด้านโทสะ (ความโกรธ โมโห) ไม่ใช่พลังมืดทางด้านโลภะ (ความโลภ) กล่าวคือ คนร้ายที่มีเป้าประสงค์เข้าไปขโมยสินค้าในโกดังนั้น ถูกชักนำพาโดยพลังแห่งโลภะ เป็นไปในลักษณะของการอยากได้สิ่งของดังกล่าวมาเป็นของตนเองเพื่อนำไปขาย จึงใช้วิธีการที่ผิดคือ การแอบเข้าไปลักขโมยแต่บังเอิญว่าในขณะที่กำลังลงมือปฏิบัติการอยู่นั้น รปภ.ของโกดังสินค้ามาเห็นเข้าพอดี ซึ่งในสภาวการณ์นั้นคนร้ายมีทางเลือกคือ

                ๑. หนี : หากเลือกใช้วิธีนี้ นั่นย่อมแสดงถึงว่าในขณะที่รปภ. มาเจอนั้น คนร้ายดังกล่าวมีเฉพาะพลังอำนาจมืดโลภะปกคลุมจิตใจอยู่ จึงเลือกวิธีที่จะหนีเพื่อเอาตัวรอด แต่หากว่าในขณะที่หนีปรากฏว่ารปภ.เข้ามาขัดขวางการหลบหนี ทำให้ถูกคนร้ายฆ่าตาย นั่นย่อมแสดงว่า คนร้ายเกิดโทสะ (ความโกรธ โมโห) ผุดขึ้นมาแทรกกลางในระหว่างการหลบหนีเพราะถูกขัดขวางโดยรปภ. จึงทำให้ตัดสินใจทำร้ายทำลายชีวิตรปภ. โดยการถูกครอบงำนำทางด้วยอำนาจมืดแห่งโทสะ

                ๒. ลงมือฆ่ารปภ.ทันที : หากเลือกใช้วิธีนี้นั่นย่อมแสดงถึงว่าในขณะที่รปภ. มาเจอนั้น คนร้ายดังกล่าวนอกจากจะมีพลังอำนาจมืดโลภะที่มาปกคลุมจิตใจอยู่ก่อนแล้ว ยังมีอำนาจทมิฬผุดขึ้นมา ณ ขณะนั้นอีกก็คือโทสะ (ความโกรธ โมโห) ที่มีรปภ.มาเจอ ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวอุปสรรค ขัดขวางการปฏิบัติการ (ขโมย) จึงเกิดการทำร้ายทำลายชีวิตขึ้น เกี่ยวเนื่องจาก โกรธ โมโห รปภ.ที่มาขัดขวางความรื่นเริงบันเทิงใจในขณะที่กำลังขโมยสินค้าอยู่ ดังนั้น ในกรณีนี้ สาเหตุที่ทำให้ รปภ.เสียชีวิตจึงเป็นพลังอำนาจมืดทางด้านโทสะ (ความโกรธ โมโห) ไม่ใช่ พลังแห่งโลภะ (ความโลภ) อย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ เกี่ยวเนื่องจากพลังอำนาจมืดแห่งโลภะไม่สามารถมีพลังมากพอที่จะทำให้เกิดการทำร้ายทำลายชีวิตกันได้ โลภะเป็นเพียงเหตุปัจจัยในการอยากได้ทรัพย์หรือสินค้าเท่านั้น ไม่ใช่ ความโลภอยากได้ชีวิต (ฆ่า) คนอื่น

      

             ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มไหน (สีไหน) ก็ตามที หากมีแกนนำที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ก็ไม่ต่างกับการมี “จิตสำนึกที่ไร้สติต่อส่วนรวม” เป็นความคิดที่ก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ความถูก - ผิด  ความดี – ชั่ว  กุศล – อกุศล แล้วจะให้สังคมตกอยู่ในวงจรและกับดักอย่างนี้หละหรือ จิตสำนึกที่ไร้สติต่อส่วนรวมอย่างนี้ก็ไม่ต่างไปจาก (อวิชชา + ขยัน) ขยันมาชุมนุมเรียกร้องกลัวตกกระแสและขบวนของการมีส่วนร่วมแต่ก็ไม่เคยหาข้อมูลและข้อเท็จจริงที่รอบด้านและถูกต้องตามจริงเป็นไปในลักษณะของการชุมนุมโดยไม่ยึดหลักกฎหมาย ไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลอื่นที่อยู่ในสังคม สร้างความเดือดร้อนให้สังคมส่วนใหญ่โดยไม่สมเหตุสมผล

             หากประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมไม่ยอมเสียเวลาในการหาข้อมูล เหตุ – ผลตามจริง แต่อิงไปตามกระแสจนตกเป็นเครื่องมือให้เขาหลอกใช้เพื่อปีนป่ายไปสู่จุดหมายปลายทางของผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง โดยการกระทำที่ผิดกฎหมาย การสร้างความเสียหาย ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมส่วนอื่น หากเป็นเช่นนี้ คนที่เข้าร่วมชุมนุมก็มิอาจที่จะปฏิเสธในความรับผิดชอบไปได้เช่นกัน จะมาตีหน้าเศร้าป่าวประกาศว่า “โดนแกนนำหลอกใช้” เป็นเครื่องมือ ก็ไม่ต่างไปจากกับการที่ออกมาประจานตัวเองว่า “โคตรโง่” ต่อหน้าสาธารณชนหรอก

           แน่นอนที่สุดมนุษย์ทุกคนมีความรู้ ความสามารถที่แตกต่างกัน แต่ ถ้าหากว่าท่านคิดจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ การชุมนุม เรียกร้องอะไรซักอย่างจริง ๆ ยิ่งท่านที่อ้างว่ามีความรู้หรือมีปัญญาน้อยเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งต้องขวนขวายหาข้อมูล ข้อเท็จจริงรอบด้านให้มาก เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาบนพื้นฐานของความเป็นจริงที่มีสติ จะมาชูป้ายประจานตัวเองว่าโดนหรอกใช้อยู่ร่ำไปอย่างนั้นหรือ ยิ่งมีความรู้น้อย หากอยากเข้าไปมีส่วนร่วม (เหมือนคนอื่น) ในการชุมนุม ท่านก็ยิ่งต้องทำงานหนักหาข้อมูลให้รอบด้านมากกว่าคนอื่นก่อนตัดสินใจ

             มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ แต่สามารถที่จะเป็นผู้รู้ได้จากการเรียนรู้ทั้งจากในตำรา ประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นก็คือความสามารถในการฝึก พระพุทธศาสนามีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งคือ ยืนยันในศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ คำศัพท์ที่แท้ของท่านว่า “ทัมมะ” แปลว่า ผู้ที่จะพึงฝึก คือ ฝึกได้หรือต้องฝึก และฝึกได้จนถึงขั้นเป็นสัตว์ประเสริฐ มองอีกแง่หนึ่งก็ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก และจะประเสริฐสุดได้ด้วยการฝึก มนุษย์จึงมีศักยภาพสูงสุดในการฝึก ซึ่งหมายถึง การพัฒนาตน

 

                 การหาข้อมูลที่ถูกต้องตามจริงก่อนตัดสินใจในการเข้าร่วมกิจกรรม (ชุมนุม) ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่พึงมีต่อสังคม หากว่าท่านไม่แน่ใจก็ยังไม่ต้องเข้าไปร่วมชุมนุม (ไม่ต้องกลัวว่าจะตกกระแส)  หรือหากว่าเข้าไปร่วมชุมนุมแล้วถูกชักจูงไปในทางที่กระทำผิดกฎหมายที่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมส่วนใหญ่จนเกินจะทนรับได้ ไม่ว่าจะกล่าวอ้างวาทกรรมแบบไหนมารองรับ ท่านก็ต้องรีบถอนตัวออกมาไม่ใช่โหนกระแสไปตามอารมณ์ของส่วนรวมแบบบ้าคลั่งอย่างไร้สติ

 

             “การก้าวออกมาจากการกระทำที่ไร้สติ ไม่ใช่มาตรวัดของความอ่อนแอ แต่เป็นความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ธำรงไว้เพื่ออุดมการณ์อันถูกต้องตามครรลองคลองธรรม เป็นการเอาชนะมิจฉาทิฏฐิที่เข้ามากัดกินปัญญาของเรา”

 

“หยุดเพื่อตั้งสติ

ดีกว่า 

 เดินหน้าก้าวไปอย่างไร้สติ

         

            ในปัจจุบันการบริโภคนั้นนอกเหนือไปจากสินค้าและบริการแล้ว การบริโภคข้อมูลข่าวสารหรือชุดความรู้ต่าง ๆ ที่มีให้เลือกสรรมากมายและหลากหลายช่องทางในซุปเปอร์มาร์เก็ตของตลาดแห่งการเรียนรู้ขนาดใหญ่ ถือได้ว่าเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อกระบวนการทางความคิดและการตัดสินใจของคนเราเป็นอย่างมาก ประการสำคัญเกี่ยวเนื่องจาก ความเชื่อมโยงของโลกที่ไร้พรมแดนในยุคโลกาภิวัตน์ที่เอื้อและเกื้อหนุนต่อการเลือกเสพข้อมูลข่าวสารสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นโดยเฉพาะช่องทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้น การเลือกเสพข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน สิ่งสำคัญต้องรู้เท่าทันด้วย “ปัญญา” และมี “สติ” กำกับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่นี้ในทางพระพุทธศาสนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ท่านทรงหยั่งรู้ด้วยปัญญาญาณมากว่า ๒๕ ศตวรรษ ถึงภยันตรายทางด้านความเชื่อจึงพึงมีหลักคำสอนที่เป็นวิทยาศาสตร์เรียกว่า “หลักกาลามสูตร”

 

             หลัก กาลามสูตร หรือ เกสปุตติยสูตร ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ข้อมิให้เชื่อถือโดยอาการ ๑๐ ประการ อันประกอบไปด้วย

 

             ๑. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการได้ยินได้ฟังตามกันมา (Hearsay)

             ๒. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการที่ได้ปฏิบัติและนับถือตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา (Tradition)   

             ๓.  อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการตื่นข่าวลือ (Mere Report)

             ๔.  อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอ้างตำรา (Holy Scripture)

             ๕. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคาดคะเนเพราะเหตุแห่งตรรกะ (Philosophical)

             ๖. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอนุมานนึกเดาเอาเอง (Logical)

            ๗. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคิดตรองอาการที่ปรากฏ (Common Sense)

            ๘. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเข้ากับความเห็นของตน (Meet One’ s own Idea)

            ๙.  อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะผู้พูดมีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ (Respectable Person)                            

           ๑๐. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเห็นว่าสมณะนี้หรือผู้นี้เป็นครูของเรา (My Teacher)

         

          พระพุทธศาสนาถือได้ว่าเป็นศาสนาที่มีหลักคำสอนเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ เป็นศาสนาที่บอกว่าไม่ควรเชื่อด้วยอาการ ๑๐ ประการ (หลักกาลามสูตร) จนกว่าจะได้ใช้ปัญญาไตร่ตรองจนถี่ถ้วน เห็นแจ้งตามจริงก่อน เฉกเช่นวิทยาศาสตร์ที่บอกว่าไม่ควรเชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์และเป็นที่ยอมรับตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ก่อน จากคำสอนตามหลักกาลามสูตรดังกล่าวที่ได้สร้างความประหลาดใจให้หลาย ๆ คนโดยเฉพาะไอน์สไตน์นักวิทยาศาสตร์นามอุโฆษถึงกับฉงนงงงวยและแปลกใจเป็นอย่างมาก ว่ามีศาสนาแบบนี้อยู่จริงเหรอ เนื่องจากขัดกับความรู้สึกทั่ว ๆ ไปของหลักศาสนาอื่น ๆ ที่เขารู้จักมา ที่จะสอนให้เชื่อและศรัทธาในองค์พระศาสดาของตน ไอน์สไตน์ถึงกับเขียนเป็นบทความว่า

 

           “The religion of the future will be a cosmic religion. The religion which is based on experience, which refuses dogmatism. If there is any religion that would cope with the scientific needs it will be Buddhism.” 

           

             หรือ “ศาสนาแห่งอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งสากลที่ก้าวข้ามพ้นผ่านเรื่องพระผู้เป็นเจ้าทั้งไม่ยึดติดกับคัมภีร์และเทววิทยา เป็นศาสนาที่รวมเรื่องธรรมชาติและจิตวิญญาณเข้าไว้ด้วยกัน และตั้งอยู่บนจิตสำนึกทางศาสนาที่เกิดจากประสบการณ์ การหยั่งเห็นสรรพสิ่งทั้งที่เป็นธรรมชาติและจิตวิญญาณว่าเป็นเอกภาพที่เปี่ยมความหมาย พุทธศาสนาเพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะดังที่กล่าวมา ถ้าจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่พึงจะสนองตอบต่อความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ ศาสนานั้นคือ พุทธศาสนา”

 

  

“ได้เวลาขอคืนพื้นที่ทางความคิด  

เพื่อพัฒนา 

คุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น