เมืองโบราณที่มองเห็นอยู่นี้ เตือนนักท่องเที่ยวช่างคิดได้อย่างลึกซึ้งถึงกฎของอนิจจตา คือความเปลี่ยนแปลงของโลก

ย่ำกรุงโรม-3

โสภณ  เปียสนิท

.................................

 

                เมืองโบราณที่มองเห็นอยู่นี้ เตือนนักท่องเที่ยวช่างคิดได้อย่างลึกซึ้งถึงกฎของอนิจจตา คือความเปลี่ยนแปลงของโลก ใครจะนึกถึงว่าบ้านเมืองที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสูงสุดอย่างโรม จะค่อย ๆ เสื่อมโทรมลง จนถึงที่สุดแล้วกลายเป็นเมืองร้าง และจมลงอยู่ใต้พื้นดินที่ค่อย ๆ ถมทับลึกถึง 5-6 เมตรดังที่เห็นอยู่ขณะนี้

 

               แม้วันนี้เมืองแห่งนี้จะได้รับการปรับปรุงพัฒนาอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ดูดีใกล้เคียงภาพแห่งความเป็นจริงในอดีต ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยว สร้างสรรค์จินตนาการย้อนหลังมองเห็นภาพแห่งความรุ่งเรืองในบรรพกาลได้อย่างง่ายดาย แต่การซ่อมแซมสร้างสรรค์นั้นก็เป็นแค่เพียงการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพเดิมได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

                เหม่อมองลงไปเบื้องล่างข้างหน้า แถวนักท่องเที่ยวเหยียดยาว บางคนแวะชมอาคารเก่าแก่หลังใหญ่ซ้ายมือ หลายคนกำลังถ่ายรูป หลายคนเดินเข้าสู่เมืองโบราณ แปลกครับ ผมมองเห็นภาพเลือนรางของกลุ่มคนชาวโรมัน หลายชั้นชนเดินปะปนกับกลุ่มนักท่องเที่ยวเหมือนหนึ่งเป็นภาพซ้อน ชายหญิงรูปร่างสูงใหญ่สมส่วน แต่งกายด้วยผ้าขาวเป็นพื้น ชายบางคนเปลือยกายท่อนบนแสดงกล้ามเนื้อให้เห็นเด่นชัด บางคนถือไม้เท้า บางคนทำงานอยู่กลางแจ้ง เหมือนว่ากำลังแกะหินทำอะไรสักอย่าง บางคนนั่งเหม่อมองสัตว์กลางทุ่ง

 

                มองภาพเหล่านั้นในอาการเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นานเท่าใดไม่ทราบ หูแว่วได้ยินเสียงเพื่อนร่วมคณะคนหนึ่งร้องเรียกว่าไปกันเถอะ ภาพซ้อนเหล่านั้นค่อย ๆ เลือนรางหายไปอย่างรวดเร็ว จนผมรู้สึกเสียดาย แต่เมื่อตั้งใจมองภาพเหล่านั้นอีกครั้งกลับมองไม่เห็นเหมือนดังเดิม จึงตัดใจเดินตามคณะไปอย่างว่าง่าย

 

                เราแวะเยี่ยมชมอาคารใหญ่ริมทางด้านซ้ายมือ พบว่าอาคารหลังนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรวบรวมร่องรอยของอารยธรรม จากนั้นเดินลอดซุ้มประตูหินโค้งขนาดใหญ่เข้าสู่เขตเมือง แหงนมองแล้วคิดไม่ออกว่าสมัยเก่านั้นยกหินขนาดใหญ่แต่ละก้อนขึ้นไปวางให้เป็นซุ้มประตูได้อย่างไร และวางเรียงอย่างไรไม่ไห้ตกลงมา กำลังยืนมองเพลิน มัคคุเทศก์ประกาศว่า ขอให้ไปพบกันที่ด้านขวามือของโคลอสเซียม หรือโรงมหรสพโบราณเวลา 17.00 น.